ฉันวางกะเพราหมูสับที่เต็มไปด้วยพริกจัดจ้านนั่นลงบนโต๊ะ
ชาร์ลี คอร์บินมองกะเพราหมูสับตรงหน้าตนเอง ก่อนที่จะเงยขึ้นมองฉันช้าๆ “พ่อครัวลาหยุดหรือ” เขาถามด้วน้ำเสียงสุภาพ
ฉันส่ายหน้า
“ผมสั่งไม่ใส่กระเทียม และพริก” ชาร์ลีบอก
ฉันไม่ได้พูดอะไรกลับไป นอกจากเดินถอยออกมาจากโต๊ะนั้น
“มันมีกลิ่น” ชาร์ลีพูดก่อนที่ฉันจะได้ทันหมุนตัวหนีไป “ผมขึ้นแสดงคืนนี้ โดยมีกลิ่นกระเทียมไม่ได้ -- และผมกินพริกก่อนขึ้นแสดงไม่ได้”
ฉันมองเขานิ่ง
“เพราะ --” เขาถอนหายใจ เมื่อเห็นสายตาของฉัน “ผมกินของเผ็ดแล้วเหงื่อจะไหล น้ำหูน้ำตาก็พาลจะไหลไปด้วย -- ผมให้คนอื่นเห็นผมในสภาพแบบนั้นไม่ได้ --”
ฉันมองเขาสลับกับกะเพราหมูสับที่เต็มไปด้วยพริกนั่น
“ถ้าอย่างนั้นคุณไม่ควรสั่งกะเพราหมูสับไข่ดาวในร้านอาหารไทย”
ชาร์ลี คอร์บินเคาะปลายนิ้วลงบนขอบโต๊ะ จ้องมองฉันโดยไม่ละสายตา
ในที่สุดก็ค่อยๆพูดออกมาว่า “ผมขอถามได้ไหม ว่าทำไมคุณถึงพูดจาร้ายกาจกับผมแบบนี้”
ฉันมองเขา พ่นลมหายใจออกมาอย่างลืมตัว “ร้ายกาจหรือ” ฉันถามย้ำ “ฉันเดาว่าคุณไม่เคยถูกใครพูดตรงไปตรงมากับคุณมาก่อนสินะ”
ชาร์ลีขมวดคิ้ว “คนใกล้ตัวผมพูดตรงไปตรงมากับผมเสมอ” เขาตอบ “ยกเว้นคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น --”
“แฟนคลับของคุณน่ะหรือ” ฉันถามกลับเสียงเรียบ
“ผู้จัดการของผม” เขาตอบเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีดำจ้องมองฉันนิ่ง “และไม่ -- ไม่ใช่แฟนคลับของผม -- พวกเธอไม่ได้เป็นคนที่พูดตรงไปตรงมากับผมเสียเท่าไหร่”
ฉันไม่แน่ใจในเรื่องนั้นนัก
“พวกหล่อนรู้เสมอ ว่าต้องบอกคุณว่าอะไร” ฉันยักไหล่ “อย่างน้อยก็เรื่องชีวิตรักของคุณ”
ชาร์ลีดูไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ “อะไรทำให้คุณพูดแบบนั้นออกมากัน --”
“ฉันเห็นข่าว” ฉันพยักหน้าไปทางหนังสือนิตยสารและหนังสือพิมพ์ที่กองอยู่บนโต๊ะมุมร้าน “คุณเลิกกับคนรักที่คบกันมานานตั้งแต่เด็ก ก่อนที่จะมีชื่อเสียง -- ดูเหมือนพวกหล่อนไม่ต้องการให้คุณมีหวานใจนักหรอก จริงไหม ตราบใดที่หวานใจของคุณไม่ผ่านมาตรฐานอันสูงส่งในอุดมคติของพวกหล่อน”
ชาร์ลีเม้มริมฝีปาก ปรายตามองไปทางนิตยสารเหล่านั้น
“แต่ฉันเดาว่ามันคงไม่ได้ยากสำหรับคุณเท่าไหร่” ฉันพูดเบาๆ “ที่ต้องบอกเลิกกับใครสักคน”
“คุณไม่รู้หรอก” ชาร์ลีหันมามองฉัน สูดลมหายใจเข้าลึก “ว่ามัน
ยากสำหรับผมมากแค่ไหน”
“ไม่” ฉันส่ายหน้า “คุณไม่รู้หรอก ว่ามัน
เจ็บปวดมากแค่ไหน”
เกิดความเงียบขึ้นมาชั่วขณะ ทั้งฉันและชาร์ลี คอร์บิน ต่างจ้องมองกันโดยไม่พูดอะไรออกมา
ฉันละสายตาจากเขา แล้วหมุนตัวเดินกลับไปยังประตูหลังร้าน ปิดประตูดังไปทั่วทั้งร้านอันเงียบงัน
โครม!
ในวินาทีนั้นเอง เพลงก็ดังขึ้นมาจากทางวิทยุที่มุมร้านอีกครั้ง
ตลอดเวลาที่ฉันรู้จักเธอมานะที่รัก
จนถึงตอนนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าทำไมช่วงหลังๆมานี้เธอถึงทำตัวเย็นชากับฉันเสียขนาดนี้
ทำไมเธอถึงไม่บอกฉันมาล่ะ ว่าเป็นเพราะอะไร
เธอไม่คุยกับฉันเลยด้วยซ้ำ ไม่แม้แต่คำเดียว
ฉันเบื่อกับการเล่นเกมงี่เง่านี่เต็มทนแล้ว
เบื่อเต็มที
เธออาจจะโกรธฉัน แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ฉันก็ไม่ใช่คนผิดคนเดียวในห้องนี้นะ ที่รัก
ไม่ใช่ฉัน ที่เป็นฝ่ายปิดประตูใส่เธอ แล้วเดินจากไป*
ฉันเปิดประตูออก แล้วเดินกลับมาทางหน้าร้าน -- ชาร์ลี คอร์บินยังคงอยู่ที่โต๊ะคู่เล็กๆตัวนั้น หากแต่ตอนนี้เขาไม่ได้นั่งอีกต่อไป
ชาร์ลี คอร์บินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาจ้องมองตรงมา ราวกับรอคอยให้ฉันเดินกลับมาจากหลังประตูนั้นอยู่ก่อนแล้ว
ฉันเดินเข้าไปใกล้เขาโดยไม่รู้ตัว “ไม่ใช่ความผิดของฉัน” ฉันกระซิบ “ที่ฉันจะพูดจาร้ายกาจกับคุณ ชาร์ลี คอร์บิน”
แวบนั้นดวงตาของชาร์ลีดูวูบไหวเล็กน้อย “ใช่สิ” เขากระซิบตอบ “คำพูดของคุณทำให้ผมเสียใจ”
ฉันส่ายหน้า
“ไม่ใช่ความผิดของฉัน” ฉันย้ำ “ในเมื่อคุณเป็นฝ่ายบอกเลิกฉัน -- เป็นคุณที่หมดรักฉันเพราะฉันไม่ใช่หวานใจแบบในอุดมคติของคุณ -- เป็นคุณที่ทิ้งฉัน เพราะฉันไม่ใช่หวานใจตามมาตรฐานที่แฟนคลับของคุณคาดหวังเอาไว้ --”
“โซอี้ --” ชาร์ลีคล้ายจะขยับตัวเดินอ้อมโต๊ะมา หากแต่ฉันถอยห่างเล็กน้อยในทันที
“อย่าเข้าใจฉันผิด” ฉันบอกด้วยน้ำเสียงดังฟังชัดขึ้น “เป็นสิทธิ์ของคุณที่จะหมดรัก และทิ้งฉัน -- ฉันจะไปทำอะไรกับหัวใจของผู้ชายที่ไม่ได้รักฉันอีกต่อไปแล้วได้ -- ฉันเป็นใครกัน ถึงจะไปทำอะไรกับหัวใจของคุณได้”
ตอนนี้มันก็สายเกินกว่าจะแก้ไขได้ทันแล้ว
ฉันขอโทษสำหรับน้ำตาที่เสียไปของเธอ
ฉันเดาว่านี่คงเป็นการบอกลากันแล้วจริงๆ*
“แต่คุณเป็นใครกัน ถึงไปบอกคนอื่นว่าหมดรักฉัน เพราะฉันอ้วนเกินไป” ฉันถาม
ชาร์ลีมองฉันนิ่ง --
“โซอี้” เขากระซิบช้าๆ “ผมไม่ได้พูดแบบนั้น --”
“คุณไม่ได้บอกเลิกฉันต่อหน้าด้วยซ้ำ คุณบอกเลิกฉันในใจ คุณบอกเลิกฉันผ่านบทสัมภาษณ์ คุณขี้ขลาดถึงขนาดนั้น” ฉันพูดรัวเร็ว
“บทสัมภาษณ์อะไรกัน” ชาร์ลีถามกลับ
“คุณไม่รู้หรือ”
“วันหนึ่งผมสัมภาษณ์หลายงาน” ชาร์ลีเสียงดังขึ้น “โซอี้ คุณกำลังคิดมากไปเอง --”
“
คิดมากงั้นหรือ” ฉันสวนกลับ “คุณให้สัมภาษณ์ในวิทยุว่าคุณไม่ชอบผู้หญิงแบบฉัน -- ฉันที่
กินเก่ง และชอบ
กินเผ็ด”
ชาร์ลีชำเลืองไปทางวิทยุมุมร้านที่ยังคงเล่นเพลงต่อไป ก่อนจะหันกลับมาทางฉัน “สัมภาษณ์เมื่อก่อนหน้านี้น่ะหรือ!”
“ฉันพยายามคิดว่าคุณหมายถึงอะไร” ฉันส่ายหน้า “มันอธิบายได้ถึงเหตุผลที่คุณหายหน้าหายตาไปเป็นเดือน แล้วไม่รับโทรศัพท์ฉันเลยใช่หรือเปล่า -- มันคือสาเหตุที่คุณพยายามหลบหน้าหลบตาฉันมาตลอดหลายเดือนนี้ใช่ไหม --”
“ผมต้องอัดเพลงใหม่ให้เสร็จก่อนที่จะกลับมาที่เมืองนี้”
“โอ ใช่ เมืองเล็กๆบ้านนอกๆที่คุณเกิด เติบโต และรักกับฉันมาตลอดนี่สินะ” ฉันเกือบจะกระแทกเสียง “คุณไม่ได้อยากกลับมาเท่าไหร่นักหรอก จริงไหม ชาร์ลี คอร์บินผู้ยิ่งใหญ่ --”
“โซอี้ คุณไม่ใช่คนพูดจาเสียดสีแบบนี้นะ!” เขาแทบจะตะคอกกลับมา
“และคุณก็ไม่ใช่ผู้ชายขี้ขลาดแบบนี้ ชาร์ลี!” ฉันสวนกลับไป “คุณเก็บฉันเป็นความลับ ไม่เคยกล้ายอมรับกับใครตรงๆว่าฉันคือคนรักของคุณ เพราะคุณกลัวว่าแฟนคลับของคุณจะรับไม่ได้ -- ลำพังแค่มีข่าวลือว่าคนอ้วนแบบฉันคือคนรักของคุณ พวกหล่อนก็แทบจะฆ่าคุณทั้งเป็นอยู่แล้วจริงไหม --”
ชาร์ลีดูหาคำพูดไม่เจอไปชั่วขณะ
“คุณกลัวจนแทบบ้า ว่าหากขาดแรงสนับสนุนจากพวกหล่อนแล้ว ชีวิตอันรุ่งโรจน์ของคุณจะจบเห่ตั้งแต่ตอนอายุยี่สิบนี่” ฉันเม้มริมฝีปาก “อะไรๆถึงเปลี่ยนไปแบบนี้”
“
อะไรๆงั้นหรือ” ชาร์ลีค่อยๆเดินเข้ามาใกล้
“
อะไรๆระหว่างเรา” ฉันหลับตาลงแน่น ก่อนที่จะพูดออกมาว่า “คุณจูบกับนักร้องหญิงคนนั้น คุณจูบลิต้า -- หรือคุณจะปฏิเสธ”
แวบหนึ่งฉันหวังให้เขาปฏิเสธ
แต่ชาร์ลีไม่ได้ปฏิเสธกลับมา
“โซอี้ --” ชาร์ลีเอื้อมมือมาใกล้ ฉันปัดมือเขาทิ้งในทันที
“คุณเป็นใครกัน ถึงมาทำร้ายความรู้สึกฉันแบบนี้ --” ฉันถาม
แวบนั้นฉันรู้สึกเหมือนตัวเองน่าสมเพชมากขึ้นกว่าเดิม -- ไม่ได้เป็นอะไรนอกจากหญิงอ้วนร่างใหญ่ในชุดผ้ากันเปื้อนสีชมพู
ผู้หญิงที่ไม่ได้สวยฮอต ผ่านมาตรฐานใครๆอย่างลิต้า
ชาร์ลี คอร์บินมองฉันด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทว่าชั่วขณะนั้น ฉันไม่สนใจอะไรอื่นอีกนอกจากหัวใจของตนเองที่แหลกสลายอยู่ข้างในอกซ้ายตนเอง
“แค่บอกฉันมาว่าคุณไม่รักฉันแล้ว -- อะไรๆระหว่างเราคงดีกว่านี้” ฉันกระซิบ “อย่างน้อยเราคงจะเป็นเพื่อนวัยเด็กที่ดีต่อกันได้ ฉันคงฟังคุณร้องเพลงตลอดไป ไม่ว่าคุณจะมาที่เมืองนี้ หรืออยู่อีกฟากหนึ่งของโลก -- อาจจะมีวันที่คุณลืมฉันไป แต่ฉันจะจดจำคุณอยู่เสมอ -- แต่คุณกลับไม่ได้ทำแบบนั้นเลย จริงไหม”
เกิดความเงียบขึ้นระหว่างฉันกับชาร์ลี คอร์บินอีกครั้ง และมันก็ทำให้บทเพลงจากวิทยุดังชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ตอนนั้นเองที่เธอหมุนตัวกลับมา แล้วพูดออกมาว่า
“ฉันไม่สนใจแล้วว่าระหว่างเรา ใครจะเป็นคนถูกหรือผิด ที่รัก
เพราะฉันแค่ไม่ได้รักคุณอีกต่อไปแล้ว”*
---------------------------
*CREDIT SONGS
Don’t love you no moew (I’m sorry) : Craig David
FRIED EGG SONG : เพลงไข่ดาวที่รัก (3)
ชาร์ลี คอร์บินมองกะเพราหมูสับตรงหน้าตนเอง ก่อนที่จะเงยขึ้นมองฉันช้าๆ “พ่อครัวลาหยุดหรือ” เขาถามด้วน้ำเสียงสุภาพ
ฉันส่ายหน้า
“ผมสั่งไม่ใส่กระเทียม และพริก” ชาร์ลีบอก
ฉันไม่ได้พูดอะไรกลับไป นอกจากเดินถอยออกมาจากโต๊ะนั้น
“มันมีกลิ่น” ชาร์ลีพูดก่อนที่ฉันจะได้ทันหมุนตัวหนีไป “ผมขึ้นแสดงคืนนี้ โดยมีกลิ่นกระเทียมไม่ได้ -- และผมกินพริกก่อนขึ้นแสดงไม่ได้”
ฉันมองเขานิ่ง
“เพราะ --” เขาถอนหายใจ เมื่อเห็นสายตาของฉัน “ผมกินของเผ็ดแล้วเหงื่อจะไหล น้ำหูน้ำตาก็พาลจะไหลไปด้วย -- ผมให้คนอื่นเห็นผมในสภาพแบบนั้นไม่ได้ --”
ฉันมองเขาสลับกับกะเพราหมูสับที่เต็มไปด้วยพริกนั่น
“ถ้าอย่างนั้นคุณไม่ควรสั่งกะเพราหมูสับไข่ดาวในร้านอาหารไทย”
ชาร์ลี คอร์บินเคาะปลายนิ้วลงบนขอบโต๊ะ จ้องมองฉันโดยไม่ละสายตา
ในที่สุดก็ค่อยๆพูดออกมาว่า “ผมขอถามได้ไหม ว่าทำไมคุณถึงพูดจาร้ายกาจกับผมแบบนี้”
ฉันมองเขา พ่นลมหายใจออกมาอย่างลืมตัว “ร้ายกาจหรือ” ฉันถามย้ำ “ฉันเดาว่าคุณไม่เคยถูกใครพูดตรงไปตรงมากับคุณมาก่อนสินะ”
ชาร์ลีขมวดคิ้ว “คนใกล้ตัวผมพูดตรงไปตรงมากับผมเสมอ” เขาตอบ “ยกเว้นคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น --”
“แฟนคลับของคุณน่ะหรือ” ฉันถามกลับเสียงเรียบ
“ผู้จัดการของผม” เขาตอบเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีดำจ้องมองฉันนิ่ง “และไม่ -- ไม่ใช่แฟนคลับของผม -- พวกเธอไม่ได้เป็นคนที่พูดตรงไปตรงมากับผมเสียเท่าไหร่”
ฉันไม่แน่ใจในเรื่องนั้นนัก
“พวกหล่อนรู้เสมอ ว่าต้องบอกคุณว่าอะไร” ฉันยักไหล่ “อย่างน้อยก็เรื่องชีวิตรักของคุณ”
ชาร์ลีดูไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ “อะไรทำให้คุณพูดแบบนั้นออกมากัน --”
“ฉันเห็นข่าว” ฉันพยักหน้าไปทางหนังสือนิตยสารและหนังสือพิมพ์ที่กองอยู่บนโต๊ะมุมร้าน “คุณเลิกกับคนรักที่คบกันมานานตั้งแต่เด็ก ก่อนที่จะมีชื่อเสียง -- ดูเหมือนพวกหล่อนไม่ต้องการให้คุณมีหวานใจนักหรอก จริงไหม ตราบใดที่หวานใจของคุณไม่ผ่านมาตรฐานอันสูงส่งในอุดมคติของพวกหล่อน”
ชาร์ลีเม้มริมฝีปาก ปรายตามองไปทางนิตยสารเหล่านั้น
“แต่ฉันเดาว่ามันคงไม่ได้ยากสำหรับคุณเท่าไหร่” ฉันพูดเบาๆ “ที่ต้องบอกเลิกกับใครสักคน”
“คุณไม่รู้หรอก” ชาร์ลีหันมามองฉัน สูดลมหายใจเข้าลึก “ว่ามันยากสำหรับผมมากแค่ไหน”
“ไม่” ฉันส่ายหน้า “คุณไม่รู้หรอก ว่ามันเจ็บปวดมากแค่ไหน”
เกิดความเงียบขึ้นมาชั่วขณะ ทั้งฉันและชาร์ลี คอร์บิน ต่างจ้องมองกันโดยไม่พูดอะไรออกมา
ฉันละสายตาจากเขา แล้วหมุนตัวเดินกลับไปยังประตูหลังร้าน ปิดประตูดังไปทั่วทั้งร้านอันเงียบงัน โครม!
ในวินาทีนั้นเอง เพลงก็ดังขึ้นมาจากทางวิทยุที่มุมร้านอีกครั้ง
ตลอดเวลาที่ฉันรู้จักเธอมานะที่รัก
จนถึงตอนนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าทำไมช่วงหลังๆมานี้เธอถึงทำตัวเย็นชากับฉันเสียขนาดนี้
ทำไมเธอถึงไม่บอกฉันมาล่ะ ว่าเป็นเพราะอะไร
เธอไม่คุยกับฉันเลยด้วยซ้ำ ไม่แม้แต่คำเดียว
ฉันเบื่อกับการเล่นเกมงี่เง่านี่เต็มทนแล้ว
เบื่อเต็มที
เธออาจจะโกรธฉัน แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ฉันก็ไม่ใช่คนผิดคนเดียวในห้องนี้นะ ที่รัก
ไม่ใช่ฉัน ที่เป็นฝ่ายปิดประตูใส่เธอ แล้วเดินจากไป*
ฉันเปิดประตูออก แล้วเดินกลับมาทางหน้าร้าน -- ชาร์ลี คอร์บินยังคงอยู่ที่โต๊ะคู่เล็กๆตัวนั้น หากแต่ตอนนี้เขาไม่ได้นั่งอีกต่อไป
ชาร์ลี คอร์บินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาจ้องมองตรงมา ราวกับรอคอยให้ฉันเดินกลับมาจากหลังประตูนั้นอยู่ก่อนแล้ว
ฉันเดินเข้าไปใกล้เขาโดยไม่รู้ตัว “ไม่ใช่ความผิดของฉัน” ฉันกระซิบ “ที่ฉันจะพูดจาร้ายกาจกับคุณ ชาร์ลี คอร์บิน”
แวบนั้นดวงตาของชาร์ลีดูวูบไหวเล็กน้อย “ใช่สิ” เขากระซิบตอบ “คำพูดของคุณทำให้ผมเสียใจ”
ฉันส่ายหน้า
“ไม่ใช่ความผิดของฉัน” ฉันย้ำ “ในเมื่อคุณเป็นฝ่ายบอกเลิกฉัน -- เป็นคุณที่หมดรักฉันเพราะฉันไม่ใช่หวานใจแบบในอุดมคติของคุณ -- เป็นคุณที่ทิ้งฉัน เพราะฉันไม่ใช่หวานใจตามมาตรฐานที่แฟนคลับของคุณคาดหวังเอาไว้ --”
“โซอี้ --” ชาร์ลีคล้ายจะขยับตัวเดินอ้อมโต๊ะมา หากแต่ฉันถอยห่างเล็กน้อยในทันที
“อย่าเข้าใจฉันผิด” ฉันบอกด้วยน้ำเสียงดังฟังชัดขึ้น “เป็นสิทธิ์ของคุณที่จะหมดรัก และทิ้งฉัน -- ฉันจะไปทำอะไรกับหัวใจของผู้ชายที่ไม่ได้รักฉันอีกต่อไปแล้วได้ -- ฉันเป็นใครกัน ถึงจะไปทำอะไรกับหัวใจของคุณได้”
ตอนนี้มันก็สายเกินกว่าจะแก้ไขได้ทันแล้ว
ฉันขอโทษสำหรับน้ำตาที่เสียไปของเธอ
ฉันเดาว่านี่คงเป็นการบอกลากันแล้วจริงๆ*
“แต่คุณเป็นใครกัน ถึงไปบอกคนอื่นว่าหมดรักฉัน เพราะฉันอ้วนเกินไป” ฉันถาม
ชาร์ลีมองฉันนิ่ง --
“โซอี้” เขากระซิบช้าๆ “ผมไม่ได้พูดแบบนั้น --”
“คุณไม่ได้บอกเลิกฉันต่อหน้าด้วยซ้ำ คุณบอกเลิกฉันในใจ คุณบอกเลิกฉันผ่านบทสัมภาษณ์ คุณขี้ขลาดถึงขนาดนั้น” ฉันพูดรัวเร็ว
“บทสัมภาษณ์อะไรกัน” ชาร์ลีถามกลับ
“คุณไม่รู้หรือ”
“วันหนึ่งผมสัมภาษณ์หลายงาน” ชาร์ลีเสียงดังขึ้น “โซอี้ คุณกำลังคิดมากไปเอง --”
“คิดมากงั้นหรือ” ฉันสวนกลับ “คุณให้สัมภาษณ์ในวิทยุว่าคุณไม่ชอบผู้หญิงแบบฉัน -- ฉันที่กินเก่ง และชอบกินเผ็ด”
ชาร์ลีชำเลืองไปทางวิทยุมุมร้านที่ยังคงเล่นเพลงต่อไป ก่อนจะหันกลับมาทางฉัน “สัมภาษณ์เมื่อก่อนหน้านี้น่ะหรือ!”
“ฉันพยายามคิดว่าคุณหมายถึงอะไร” ฉันส่ายหน้า “มันอธิบายได้ถึงเหตุผลที่คุณหายหน้าหายตาไปเป็นเดือน แล้วไม่รับโทรศัพท์ฉันเลยใช่หรือเปล่า -- มันคือสาเหตุที่คุณพยายามหลบหน้าหลบตาฉันมาตลอดหลายเดือนนี้ใช่ไหม --”
“ผมต้องอัดเพลงใหม่ให้เสร็จก่อนที่จะกลับมาที่เมืองนี้”
“โอ ใช่ เมืองเล็กๆบ้านนอกๆที่คุณเกิด เติบโต และรักกับฉันมาตลอดนี่สินะ” ฉันเกือบจะกระแทกเสียง “คุณไม่ได้อยากกลับมาเท่าไหร่นักหรอก จริงไหม ชาร์ลี คอร์บินผู้ยิ่งใหญ่ --”
“โซอี้ คุณไม่ใช่คนพูดจาเสียดสีแบบนี้นะ!” เขาแทบจะตะคอกกลับมา
“และคุณก็ไม่ใช่ผู้ชายขี้ขลาดแบบนี้ ชาร์ลี!” ฉันสวนกลับไป “คุณเก็บฉันเป็นความลับ ไม่เคยกล้ายอมรับกับใครตรงๆว่าฉันคือคนรักของคุณ เพราะคุณกลัวว่าแฟนคลับของคุณจะรับไม่ได้ -- ลำพังแค่มีข่าวลือว่าคนอ้วนแบบฉันคือคนรักของคุณ พวกหล่อนก็แทบจะฆ่าคุณทั้งเป็นอยู่แล้วจริงไหม --”
ชาร์ลีดูหาคำพูดไม่เจอไปชั่วขณะ
“คุณกลัวจนแทบบ้า ว่าหากขาดแรงสนับสนุนจากพวกหล่อนแล้ว ชีวิตอันรุ่งโรจน์ของคุณจะจบเห่ตั้งแต่ตอนอายุยี่สิบนี่” ฉันเม้มริมฝีปาก “อะไรๆถึงเปลี่ยนไปแบบนี้”
“อะไรๆงั้นหรือ” ชาร์ลีค่อยๆเดินเข้ามาใกล้
“อะไรๆระหว่างเรา” ฉันหลับตาลงแน่น ก่อนที่จะพูดออกมาว่า “คุณจูบกับนักร้องหญิงคนนั้น คุณจูบลิต้า -- หรือคุณจะปฏิเสธ”
แวบหนึ่งฉันหวังให้เขาปฏิเสธ
แต่ชาร์ลีไม่ได้ปฏิเสธกลับมา
“โซอี้ --” ชาร์ลีเอื้อมมือมาใกล้ ฉันปัดมือเขาทิ้งในทันที
“คุณเป็นใครกัน ถึงมาทำร้ายความรู้สึกฉันแบบนี้ --” ฉันถาม
แวบนั้นฉันรู้สึกเหมือนตัวเองน่าสมเพชมากขึ้นกว่าเดิม -- ไม่ได้เป็นอะไรนอกจากหญิงอ้วนร่างใหญ่ในชุดผ้ากันเปื้อนสีชมพู
ผู้หญิงที่ไม่ได้สวยฮอต ผ่านมาตรฐานใครๆอย่างลิต้า
ชาร์ลี คอร์บินมองฉันด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทว่าชั่วขณะนั้น ฉันไม่สนใจอะไรอื่นอีกนอกจากหัวใจของตนเองที่แหลกสลายอยู่ข้างในอกซ้ายตนเอง
“แค่บอกฉันมาว่าคุณไม่รักฉันแล้ว -- อะไรๆระหว่างเราคงดีกว่านี้” ฉันกระซิบ “อย่างน้อยเราคงจะเป็นเพื่อนวัยเด็กที่ดีต่อกันได้ ฉันคงฟังคุณร้องเพลงตลอดไป ไม่ว่าคุณจะมาที่เมืองนี้ หรืออยู่อีกฟากหนึ่งของโลก -- อาจจะมีวันที่คุณลืมฉันไป แต่ฉันจะจดจำคุณอยู่เสมอ -- แต่คุณกลับไม่ได้ทำแบบนั้นเลย จริงไหม”
เกิดความเงียบขึ้นระหว่างฉันกับชาร์ลี คอร์บินอีกครั้ง และมันก็ทำให้บทเพลงจากวิทยุดังชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ตอนนั้นเองที่เธอหมุนตัวกลับมา แล้วพูดออกมาว่า
“ฉันไม่สนใจแล้วว่าระหว่างเรา ใครจะเป็นคนถูกหรือผิด ที่รัก
เพราะฉันแค่ไม่ได้รักคุณอีกต่อไปแล้ว”*