เคาต์ดาวน์หลอน

กระทู้สนทนา


.

            ก่อนเคานต์ดาวน์หนึ่งวันลีโอได้ชวนเพื่อน ๆ ไปเก็บฟางที่นาของตนเอง เพื่อมาทำเป็นโต๊ะเอาไว้นั่งเคานต์ดาวน์ในคืนวันที่ 31 ซึ่งพ่อของลีโอได้สั่งอัดฟางเป็นก้อนเอาไว้เรียบร้อยเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

             ทว่าในระหว่างวันด้วยความติดธุระกับเพื่อนคนนั้นคนนี้เรื่อย ๆ เพื่อนที่เดินทางมาถึงบ้านในวันปีใหม่ จึงทำให้ตอนกลางวันลีโอกับเพื่อน ๆ ไม่มีเวลาไปเก็บฟางมาทำซุ้มเลย

             ถึงอย่างไรก็ต้องไปเก็บฟางมาทำซุ้มเคานต์ดาวน์ให้ได้ หนึ่งปีมีครั้งเดียว และ อยากสนุกให้ถึงที่สุดด้วย อยากให้ปาร์ตี้ปีใหม่ออกมาดีและสนุก มันก็ต้องสวยตั้งแต่สถานที่ ๆ ใช้ปาร์ตี้ด้วย

             อยากได้บรรยากาศของปีใหม่ที่แสนสุข นั่งเคานต์ดาวน์โต้ลมหนาวกับเพื่อนสนิทที่ไปทำงานต่างถิ่นกลับมา แค่คิดก็มีความสุข สามทุ่มกว่าที่ลีโอรวมแก๊งเพื่อนได้ ว่างสักที! ส่วนฟางก็อัดเป็นก้อนไว้แล้ว คืนนี้แค่ไปขนมาวางจัดสถานที่ก็พอ ไฟแสงสี โต๊ะ ผ้าใบ และ เต็นท์อะไรเตรียมพร้อมหมดแล้ว เหลือเพียงก้อนฟางที่ยังไม่ได้นำมาวางเท่านั้น

             “พวกมืงปะไปขนเฟืองกันเถาะ ก่อนที่มันจะดึกไปมากกว่านี้ มืงเมาบ่อหนิบักกอล์ฟ” ลีโอถามกอล์ฟเพื่อนซี้ พร้อมชวนเพื่อน ๆ ที่เหลือด้วย นี่ก็จะสามทุ่มเข้าทุกที ก้อนฟางยังไม่ได้ไปขนมาเลย

             “บ่เมา ๆ กูไหว ๆ” กอล์ฟยืนยันกับลีโอว่าไหว ทั้งที่เสียงเปลี่ยนไปแล้ว ทรงตัวก็แทบจะไม่ได้

             “ลีโอไปเอาก้อนเฟืองอยู่นามืง! ไปเอาตอนนี้เนี่ยนะ” มอสเลิกคิ้วถาม ทำสายตาระแวงให้ด้วย ลีโอเข้าใจที่เพื่อนจะสื่อ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องไป อุปกรณ์ครบหมดแล้วขาดแค่ก้อนฟางเท่านั้น ซึ่งมันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญจะขาดไม่ได้ด้วย

             “มืงจะคิดมากอิหยังมอส บ่อมีหยังหรอก ถ้ามีนะป่านนี้นะพ่อนัยกับแม่กลอยใจอยู่บ่อได้แล้ว” ลีโอกล่าว “ปะ ๆ ขึ้นรถ ๆ ฟ้าวขนฟ้าวกลับตั้ว” พอตกลงกันได้ ทุกคนก็เข้าไปนั่งในรถกระบะสี่ประตูของพ่อลีโล โดยลีโอเป็นคนขับพาเพื่อน ๆ ไปยังนาของตนเอง ที่พ่ออัดฟางไว้ให้

             มาถึงที่นาของลีโอ ตอนนี้ทุ่งนาผืนกว้างกลายเป็นสีดำ แสงไฟนีออนจากเถียงนาของสองสามีภรรยา ที่ลีโอกล่าวถึงเมื่อตอนอยู่ที่บ้านก็ไม่มี ท้องนาขณะนี้มืดดำไปหมด ติด ๆ กับนาก็เป็นป่าสาธารณะ

             ตอนนี้ที่นี่มีเพียงพวกลีโอที่กำลังขนฟางขึ้นรถกันอยู่ เนื่องจากเทศกาลสองสามีภรรยานัยกับกลอยใจไปนอนที่บ้าน ปกตินอนนาปลูกผักขายกัน เพราะมีอาชีพทำสวน หากไม่ได้ไปอยู่บ้านก็จะเปิดไฟนีออนเอาไว้ ยังพอทำให้แถวนี้สว่างอยู่บ้าง สำหรับวันนี้มืดมิดไปหมด

             “มืดคักน้อ พ่อนัยเข้าไปในบ้านแล้ว” เอสกล่าว ขณะนี้มีเพียงแสงไฟส่องสว่างจากหน้ารถกระบะของลีโอเท่านั้น

             “ฟ้าวขนฟ้าวแล้วฟ้าวเมือเฮา” ลีโอออกคำสั่ง เพราะตนเองขนลุกแปลก ๆ บริเวณที่นาของตนเองพักหลัง ๆ มายิ่งไม่เหมือนเดิมแล้วด้วย

             พอสิ้นคำสั่งของลีโอเพื่อน ๆ ทุกคนต่างช่วยกันขนก้อนฟางอัดคนละไม้คนละมือ ทุกคนต่างพูดคุยกันเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันเงียบจนเกินไป เมื่อได้ฟางครบตามจำนวนที่ต้องการแล้วจึงชวนกันกลับ

             “ปะเฮาขึ้นรถเมือบาดหนิ ขนเฟืองแล้วล่ะ” เมื่อขนก้อนฟางครบจำนวนที่ต้องการแล้ว กอล์ฟได้เอ่ยชวนเพื่อน ๆ ขึ้นรถกลับบ้านกัน ไม่อยากอยู่แถวนี้นาน เพราะทราบดีว่าช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แถวนี้เกิดอะไรขึ้น

             “ขึ้นรถ ๆ!” ลีโอเจ้าของรถชวนอีกคน ทุกคนเข้าไปนั่งในหน้ารถกันหมดเหมือนขามา กระบะหลังมีเพียงก้อนฟางเท่านั้น

             ลีโอขับรถออกจากนาของตนเองไปได้ไม่ทันเท่าไหร่ กอล์ฟที่หันไปมองกระบะหลังรถต้องร้องอุทานเสียงดัง ผงะกับสิ่งที่เห็น ทำให้เพื่อน ๆ ทุกคนหันไปมองตาม รวมทั้งคนขับอย่างลีโอด้วยที่มองผ่านกระจก

             ทั้งห้าคนสิบหน่วยตาที่มาขนฟางด้วยกัน ต่างมองเห็นเป็นสิ่งเดียวกัน คือ มองเห็นที่กระบะรถนอกจากจะมีก้อนฟางอัดแล้ว ยังมีวัยรุ่นชายคนหนึ่งนั่งมาด้วย

             รูปร่างมองเห็นเป็นผู้ชายชัดเจน เป็นวัยรุ่นอายุราว ๆ ลีโอกับเพื่อน หรือไม่ก็รุ่นน้อง ทรงผมรองทรง ทว่ามองไม่เห็นหน้าตาว่าเป็นใคร เพราะตรงบริเวณใบหน้ามันมืดไปหมด

             “ลีโอมืงขับไปเลยอย่าจอด เหยียบเลย ๆ ขับเข้าวัดเด้อ” แบงค์หนึ่งในห้าออกคำสั่งลีโอ ชายลึกลับก็ยังนั่งที่ท้ายกระบะรถไม่ไหวติง ไม่หายไปไหนด้วย ทั้งที่รถตกหลุมเด้งกระดอนตัวก็ไม่เด้งตาม ไม่ตกรถ

             ชายลึกลับนั่งตัวตรง ไม่หันซ้ายหันขวา ไม่มองเข้ามายังหน้ารถ หันหน้ามองตรงไปยังข้างทาง นั่งตรงฝาท้ายของกระบะรถ ทั้งห้าคนก็หันไปจ้องมองแบบไม่ละสายตาเช่นกัน ส่วนลีโอเหยียบคันเร่งรถเต็มที่ รถเคลื่อนตัวเข้ามาภายในหมู่บ้านแล้ว ชายลึกลับก็ยังไม่หายไป

             ลีโอขับเลยบ้านไปทางวัด เพราะไม่กล้าขับไปที่บ้านของตน เพราะชายลึกลับที่นั่งมาด้วยยังไม่หายไป ลีโอจึงกะจะขับไปยังวัดเพื่อไปหาเจ้าอาวาส ทันใดนั้นก่อนหน้าจะถึงประตูวัดเพียงสามหลังคาบ้าน ชายลึกลับก็หายไปเสียดื้อ ๆ ต่อหน้าต่อตาคนทั้งห้าคนที่นั่งอยู่ภายในรถ

             พอชายลึกลับหายไป ลีโอจึงเปลี่ยนใจขับรถกลับบ้าน นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปเล่าให้ผู้เป็นพ่อฟังเสียก่อน ในใจก็จะกลับมาที่วัดอีกเช่นเดิม เพียงอยากนำไปเล่าให้พ่อฟังและพาพ่อมาด้วยนั่นเอง

             สมพรกับภรรยาเมื่อได้ฟังที่ลูกชายเล่ามา แถมยังมีเสียงยืนยันจากเพื่อนลูกชายอีกสี่คน ทุกคนเห็นเหมือนกันหมด จึงชวนกันกลับไปที่วัด ไปกันทั้งหมดทั้งทีมที่ไปขนฟางมาเลย เพื่อไปขอรดน้ำมนต์กับหลวงตา

             เมื่อรถแล่นเข้ามาภายในบริเวณวัด ก็พบว่าเจ้าอาวาสออกมายืนรอแล้ว เหมือนทราบเรื่องล่วงหน้ามาก่อนแล้วว่า พวกลีโอกับเพื่อนจะมาหา

             “บ่อมีหยังดอก เขาบ่อได้มาเฮ็ดหยัง เอิ้นเขามาเองน้อ เขากะขึ้นรถมานำนั่นแหล่ว” เจ้าอาวาสวัดเอ่ย ทั้งที่ทุกคนยังไม่ได้พูดอะไรเลย

             “เขาไปแล้วบ่อครับหลวงพ่อ” สมพรเจ้าของรถหรือพ่อของลีโอเอ่ยถามเจ้าอาวาส

             “ไปแล้ว! เขากลับไปอยู่ที่ของเขาแล้ว ขั้นบ่อสำบายใจมาหลวงตาสิรดน้ำมนต์ให้” เจ้าอาวาสพูด จากนั้นก็ทำน้ำมนต์เพื่อมาพรมรถและพรมศีรษะให้ทุกคนเพื่อความสบายใจ พร้อมผูกด้ายสายสิญจน์ที่ข้อมือให้ด้วย

             ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน

             เอี๊ยด! โครม!

             เสียงโครมครามของรถชนกันเสียงดังมาก ก่อนจะมีเสียงรถยนต์ขับหนีไปอย่างรวดเร็ว นัยวิ่งจากเถียงนาของตนมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เจอวัยรุ่นชายนอนจมกองเลือดอยู่ข้างถนน ถัดไปเป็นรถมอเตอร์ไซค์พังบิดเบี้ยวเป็นเลขแปด ดูจากสภาพแล้วไม่น่ารอด

             นัยพยายามเพ่งพินิจดูว่าเป็นใคร พอดูแล้วว่าไม่ใช่วัยรุ่นในหมู่บ้านของตนก็นึกโล่งใจ ทว่าสำนึกของความเป็นคนมันบอกให้ช่วยเหลือ นัยกับกลอยใจผู้เป็นภรรยารีบขับรถมอเตอร์ไซค์ไปบอกแก่ผู้ใหญ่บ้านของตน

             “พ่อใหญ่บ้าน! พ่อใหญ่ คนตาย! มีคนตาย” ดึกสงัดของคืนหนึ่ง นัยกับกลอยใจสองสามีภรรยาที่นอนนาเฝ้าสวนขับรถมอเตอร์ไซค์มายังบ้านของผู้ใหญ่บ้าน ตะโกนเรียกให้เปิดประตูเร็วด่วน

             เมื่อผู้ใหญ่บ้านเปิดประตูบ้านออกมา นัยก็พูดอย่างลนลานว่ามีคนตายที่ข้างถนน บอกว่ามีอุบัติเหตุรถชนกันใกล้ ๆ เถียงนาของตนให้รีบไปช่วยเหลือด่วน เขาอาจยังไม่ตาย จากนั้นผู้ใหญ่บ้านจึงรีบออกไปดูตามคำบอกเล่าของนัย นอกจากนั้นยังมีคนอื่น ๆ ตามไปด้วยหลายคน

             ไปถึงที่เกิดเหตุวัยรุ่นชายคนนั้นก็ไม่มีลมหายใจแล้ว “คนบ้านเฮาบ่อสู” หนึ่งในนั้นที่ไปดูถามขึ้น

             “บ่อ ๆ ข่อยเบิ่งหน้าแล้วบ่อแมนคนบ้านเฮา” นัยตอบ

             “บักนัยกับอี่กลอยสูสินอนนาได้บ่อน้อบาดหนิ มาตายใส่ใกล้แถะ” คนที่มาดูพูดขึ้นอีกคน

             “ฮ่วย! ข่อยบ่อย่านเด้ นาข่อยเด้หนิ มากวนข่อยแนข่อยสิเอาบักจกสับหัวมันตืม” นัยกล่าว

             “ข่อยกะบ่อย่าน! คาตะย่านสิได้เฮ็ดสวนบ่อ” กลอยใจผู้เป็นภรรยาพูดขึ้นเช่นกัน มองร่างไร้วิญญาณด้วยความสงสารปนอนาถใจ

             “ป้าดเบิ่งฮอยเบรกลากล้อแหน่เป็นหยัง ฮอยรถใหญ่เบรก ชนแล้วหนีเด้หนิ บักนัยมืงเห็นคู่กรณีบ่อนัย” ไทยมุงถาม

             “บ่อพ่อใหญ่ได้ยินตะเสียง ข่อยกับเมียกะฟ้าวแล่นออกมาเบิ่ง เห็นตะหลังกระบะขับไปบักไกลแล้ว” นัยตอบ

             “คนบ้านใดน้อ” ผู้ใหญ่บ้านพูด “หล่าเอ้ยโตเป็นคนบ้านใดลูก บอกพ่อแม่โตมาฮับเอาเด้อ พ่อบ่อฮู้ว่าโตคนบ้านใด ซุมพ่อไปส่งโตบ่อได้เด้” พ่อใหญ่บ้านพูดออกมาลอย ๆ ด้วยความไม่กลัว สงสารและเวทนามากกว่า “โทร 1669 ให้แหน่ โทรหารถกู้ภัยแหน่” ผู้ใหญ่บ้านพูด ตนเองนั่นแหละเป็นคนควักโทรศัพท์โทรหากู้ภัยเอง

             ระหว่างที่รอรถกู้ภัยและตำรวจมาถึง สุบินและลำไยขับรถผ่านมาพอดี พอขับเข้ามาใกล้ ๆ เห็นคนในหมู่บ้านของตนเองกำลังยืนมุงดูอะไรกันอยู่ จึงบอกสุบินผู้เป็นสามีให้จอดรถดูสักหน่อย

             พอลำไยลงมาจากรถ ก็ได้ยินคนที่มามุงดูบอกว่าอุบัติเหตุมีคนเสียชีวิต รอตำรวจกับรถกู้ภัยมารับอยู่ ด้วยความที่ตนเองก็ไม่กลัวเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว จึงขอเข้าไปดู แต่พอเห็นหน้าผู้เสียชีวิตถึงกับร้องอุทานออกมาเสียงดัง

             “ฮือ… สุบิน! พ่อมืงลูกเขยเฮา! ฮื้อ ฮือ บักตาลผู้บ่าวอี่น้องพลอยลูกเฮา” ลำไยร้องตะโกนลั่นเมื่อรู้แล้วว่าใครคือผู้เสียชีวิต ตัวสั่นเทาไปหมด ที่แท้ก็คือว่าที่ลูกเขยของตนเอง แฟนหนุ่มลูกสาวของตนที่กำลังคบหาดูใจกันอยู่

             สุบินได้ยินดังนั้นจึงวิ่งรุดเข้าไปดู ต้องตกตะลึงตาค้างกับภาพที่เห็นเช่นกัน สุบินเข้าไปนั่งลงใกล้ ๆ ว่าที่ลูกเขยทว่าก็ไม่ได้พูดอะไร นั่งมองด้วยความสงสารปนเวทนา “คำเอ้ยมืงคือมาเป็นจังซี่น้อ มาหาพ่อแล้วคือมาเป็นจังสิ” สุบินพูดคนเดียวด้วยใบหน้านิ่งเฉย มองร่างไร้วิญญาณเงียบ ๆ

             “โทรบอกลูกเฮาแหน่ไย บอกลูกทำใจดี ๆ นำ” สุบินพูดเสียงเรียบ “ผู้บ่าวอี่น้องพลอยลูกข่อยตั้ว คนไทยบ้านนาหนิ” สุบินกล่าว “บอกน้องพลอยโทรบอกพ่อแม่มันนำแหน่” สุบินหันไปพูดกับลำไยผู้เป็นภรรยา ตอนนี้ลำไยร้องไห้ด้วยความสงสารเช่นกัน

             ไม่นานรถกู้ภัยกับตำรวจก็มาถึง รวมทั้งญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตด้วย ตำรวจสอบปากคำของนัยกับกลอยใจเพิ่มเติม จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับไป

             หลังจากวันนั้นเหตุการณ์ปกติ นัยกับกลอยใจต่างก็ไม่ได้ยินหรือเจออะไรเลย มีบ้างที่ได้ยินเสียงหมาหอน และ เสียงรถเบรกลากล้อแต่พอชะโงกหน้าดูจากเถียงนา ก็ไม่พบอะไร มีเพียงความมืดและความว่างเปล่า ทั้งสองก็ทำเพียงนอนฟังเฉย ๆเท่านั้น มีบ้างที่นัยแอบขู่เพราะนอนไม่หลับ

             “หนีเด้อ! กูเป็นคนซอยมืงเด้ บ่อหนีบักจกกูสับคอมืงขาดเด้” นัยเปิดประตูเถียงนาออกไปยืนจังก้ามองไปยังสถานที่ ๆ เคยเกิดอุบัติเหตุคราวนั้น มองว่าจะเจอตัวเป็น ๆ ไหม ก็ไม่พบอะไรเลย มีเพียงความว่างเปล่า พูดขู่ที่รู้สึกเหมือนว่าจะมีบางอย่างมารบกวน

             แต่พอหลังจากที่พูดขู่ไปก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก ทั้งกลอยใจและนัยไม่เจออะไรเลย จนกระทั่งมาถึงวันที่ 30 ธันวาคมที่พวกลีโอกับเพื่อนไปขนฟางที่นา ซึ่งนาของลีโอก็ติดกับสถานที่ตรงนั้นเช่นกัน แล้วก็เจอชายลึกลับนั่งกระบะรถมาด้วย

             กอล์ฟนั่งเล่าเหตุการณ์ที่ตนเองกับเพื่อน ๆ ได้ประสบพบเจอมาให้พวกเธอได้ฟัง พูดพร้อมทำท่าขนลุกให้พวกเธอดูด้วย

             กอล์ฟเห็นจะจะสองลูกตา เป็นคนเห็นคนแรก ก่อนจะเรียกเพื่อน ๆ ให้หันไปดู แล้วทุกคนก็เห็นเหมือนกันด้วย จากนั้นก็ยกแก้วเหล้าดื่ม วันนี้พวกเธอปาร์ตี้กันอีก ตั้งแต่เธอกลับมาถึงบ้าน ยังไม่มีวันไหนได้พักเลย

             “อ้ายกอล์ฟเห็นโตเป็น ๆ เลยบ่อ” บอสถามพี่ชายลูกพี่ลูกน้อง ขณะกำลังนั่งดื่มเหล้ากันอยู่ในวันปีใหม่ นั่งฟังพี่ชายเล่าทั้งกลัวทั้งอยากฟัง
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่