ถ้าคุณเจอคนที่ไม่รู้จัก
รถเสีย หรือน้ำมันหมดอยู่ข้างทาง คุณเลือกที่จะช่วย
หรือไม่ช่วยเขาจากอะไรกัน
ครับ(เพราะบางครั้งสถานการณ์ก็ไม่เอื้อให้เรา
สามารถจะช่วยใครได้ทุกครั้ง ) อย่างวันก่อน ผมเจอ
รถมอเตอร์ไซค์น้ำมันหมด
อยู่ข้างทาง ยอมรับครับว่าสิ่งที่ทำให้ผมจอดรถถามคือลูกสาวตัวเล็กๆของเขา
แกนั่งอยู่บนรถ
ที่พ่อกับแม่ช่วยกันเข็น
ฝนก็จะตก พ่อคงกลัวลูก
เปียกฝน เลยเอาถุงหูหิ้ว
สวมหัวไว้ให้ลูก เห็นแล้วก็น่าเอ็นดู
พอผมจอดรถ เด็กตัวเล็ก
ที่สวมแมสเด็กลายน่ารัก
ก็รีบร้องบอกผมว่า
"รถหนูน้ำมันหมดจ้า"
เล่นเอาลุงอมยิ้มเลยครับ
สงสัยจะโดนถามมาหลาย
ครั้งแล้ว
"ต้องไปอีกประมาณสองกิโล เชียวนะกว่าจะเจอร้าน
ค้าที่มีน้ำมันขาย"
"เรา...ไม่มีเงินครับพี่...
กะว่าจะกลับมาหาแม่..ถึง
ต้องกักตัวก็น่าจะพอไหว
ผมอยากฉีดวัคซีนครับ แต่
แย่งวอล์คอินกับเขาไม่ทัน
เลยกะว่ากลับมาบ้านเราดีกว่า โอกาสได้ฉีดน่าจะพอมี"
"ยังไม่ทันถึงบ้านย่าเลย
น้ำมันก็หมด" เจ้าตัวเล็กเล่าต่อ เพราะผมหันไปสบตาเธอเข้า
"งั้น...เอางี้เถอะ เดี๋ยวพี่ยัน
รถไปเติมน้ำมันกันก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน"
หนุ่มคนนั้นก้มหน้าเงียบ
ผมรู้ครับว่าเขาไม่มีเงินก็เลยคิดหนัก
"ไปเถอะ ถ้ามัวช้าฝนตก
เจ้าแสบน้อยจะเปียกฝนนะ"
"หนูชื่อข้าวปุ้น"
คนคุยเก่งรีบบอกชื่อตัวเองทันที เล่นเอาผมเอ็นดูติดหมัด
แล้วผมก็ยันรถสามพ่อแม่ลูกมาถึงร้านขายของร้านแรกที่เจอ(ชนบทไม่มีปั้มน้ำมันหรอกครับ ใช้วิธีเติมเป็นลิตรเอา) ตอนนั้นฝนเริ่มลงเม็ดปรอยๆแล้ว
ผมถามว่าเขาจะไปถึงไหน
พอรู้คำตอบ ผมก็เติมน้ำมันให้สองลิตร เราคุยกันหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องงานของเขาและโควิด
ทำให้ได้รู้ว่า เขาตกงานและตั้งใจพาลูกเมียกลับบ้านเพื่อตั้งหลักใหม่
จนตอนหนึ่งผมหันไปดูเด็ก เห็นแกนั่งจ้องขนมแต่ไม่ร้องกิน ผมก็เลยแกล้งเข้าไปถามเด็กว่า
"เมื่อเช้าข้าวปุ้นกินข้าวกับอะไร"
"ข้าวเหนียวหมูจ้า"
"แล้วตอนกลางวันล่ะ"
เด็กหญิงหันไปมองหน้าแม่
ก่อนจะส่ายหน้า
ผมก็เลยแอบคิดเอาเองว่า
แกคงอดบ่อยจนเข้าใจ
จึงไม่ร้องขอ ทั้งที่ก็น่าจะหิวแหละ เพราะเวลาตอน
นั้นก็บ่ายสามกว่าแล้ว
นอกจากจะรู้สึกเอ็นดูแกแล้วยังรู้สึกว่าพ่อแม่แกโชคดีมากที่มีลูกเลี้ยงง่าย
เด็กแค่ห้าถึงหกขวบเท่านั้น
เอง
ผมก็เลยซื้อขนมปัง,นม,กับขนมกรุบกรอบอีกห้าหกถุง
เอามาให้ ส่วนน้ำผมเห็นที่ตะแกรงหน้ารถของเขามีอยู่
พอเห็นขนมไอ้ตัวเล็กก็ทำตาโต แต่ยังไม่รับนะครับ มีหันไปมองหน้าพ่อ
ด้วย จนพ่อพยักหน้าแกถึงรับ
เราติดฝนอยู่ด้วยกันประมาณหนึ่งช.ม. จากนั้นก็ร่ำลากันเพราะหมู่บ้านที่ทั้งสามคนจะไป ต้องวิ่งตรง
ส่วนผมแยกลงซ้าย
เราจอดรถ เพื่อบอกลากัน
ส่วนไอ้ตัวเล็กนั้น นอกจากจะไหว้ผมแล้ว ยังเข้ามาจับมือผม เอาไปวางบนหัวแกด้วย ก่อนจะวิ่งกลับไปขึ้นรถ
โควิดนี่ทำให้เราได้เจอโรคร้ายที่เราไม่เคยเจอ...
ต้องพรากจากคนที่รัก แบบ
ไม่ได้จัดแม้แต่พิธีศพ...
คิดถึงพ่อแม่ลูกเมียแทบขาดใจแต่ก็ไม่กล้าไปหา
ไม่กล้าเข้าใกล้...
แต่ในสิ่งร้ายๆก็ยังมีมุมดีๆ
ได้เห็นการช่วยเหลือ ได้เห็นการแบ่งปัน ได้มอบกำลังใจดีๆให้แก่กัน
ลูกๆที่เคยทำงานนอกบ้าน
ก็ได้กลับมาดูแลพ่อแม่
ได้กลับมาปลูกบอนสีสวยๆ
แปลกๆ จนกลายเป็นของที่ต้องมีทุกบ้าน
และผมคิดว่า ทุกวันนี้ ผมใช้ชีวิตแบบรอบคอบมากขึ้นเยอะเลยครับ
ได้แต่แอบหวังว่าโลกจะกลับมาสงบสุขอีกครั้งในเร็ววันนี้
และท้ายสุด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่ๆน้องๆทุกท่านจะยัง
สุขสบายดี เป็นห่วงนะครับ
...... ...... .......
บ่ายวันศุกร์ บนถนนสายสวย
รถเสีย หรือน้ำมันหมดอยู่ข้างทาง คุณเลือกที่จะช่วย
หรือไม่ช่วยเขาจากอะไรกัน
ครับ(เพราะบางครั้งสถานการณ์ก็ไม่เอื้อให้เรา
สามารถจะช่วยใครได้ทุกครั้ง ) อย่างวันก่อน ผมเจอ
รถมอเตอร์ไซค์น้ำมันหมด
อยู่ข้างทาง ยอมรับครับว่าสิ่งที่ทำให้ผมจอดรถถามคือลูกสาวตัวเล็กๆของเขา
แกนั่งอยู่บนรถ
ที่พ่อกับแม่ช่วยกันเข็น
ฝนก็จะตก พ่อคงกลัวลูก
เปียกฝน เลยเอาถุงหูหิ้ว
สวมหัวไว้ให้ลูก เห็นแล้วก็น่าเอ็นดู
พอผมจอดรถ เด็กตัวเล็ก
ที่สวมแมสเด็กลายน่ารัก
ก็รีบร้องบอกผมว่า
"รถหนูน้ำมันหมดจ้า"
เล่นเอาลุงอมยิ้มเลยครับ
สงสัยจะโดนถามมาหลาย
ครั้งแล้ว
"ต้องไปอีกประมาณสองกิโล เชียวนะกว่าจะเจอร้าน
ค้าที่มีน้ำมันขาย"
"เรา...ไม่มีเงินครับพี่...
กะว่าจะกลับมาหาแม่..ถึง
ต้องกักตัวก็น่าจะพอไหว
ผมอยากฉีดวัคซีนครับ แต่
แย่งวอล์คอินกับเขาไม่ทัน
เลยกะว่ากลับมาบ้านเราดีกว่า โอกาสได้ฉีดน่าจะพอมี"
"ยังไม่ทันถึงบ้านย่าเลย
น้ำมันก็หมด" เจ้าตัวเล็กเล่าต่อ เพราะผมหันไปสบตาเธอเข้า
"งั้น...เอางี้เถอะ เดี๋ยวพี่ยัน
รถไปเติมน้ำมันกันก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน"
หนุ่มคนนั้นก้มหน้าเงียบ
ผมรู้ครับว่าเขาไม่มีเงินก็เลยคิดหนัก
"ไปเถอะ ถ้ามัวช้าฝนตก
เจ้าแสบน้อยจะเปียกฝนนะ"
"หนูชื่อข้าวปุ้น"
คนคุยเก่งรีบบอกชื่อตัวเองทันที เล่นเอาผมเอ็นดูติดหมัด
แล้วผมก็ยันรถสามพ่อแม่ลูกมาถึงร้านขายของร้านแรกที่เจอ(ชนบทไม่มีปั้มน้ำมันหรอกครับ ใช้วิธีเติมเป็นลิตรเอา) ตอนนั้นฝนเริ่มลงเม็ดปรอยๆแล้ว
ผมถามว่าเขาจะไปถึงไหน
พอรู้คำตอบ ผมก็เติมน้ำมันให้สองลิตร เราคุยกันหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องงานของเขาและโควิด
ทำให้ได้รู้ว่า เขาตกงานและตั้งใจพาลูกเมียกลับบ้านเพื่อตั้งหลักใหม่
จนตอนหนึ่งผมหันไปดูเด็ก เห็นแกนั่งจ้องขนมแต่ไม่ร้องกิน ผมก็เลยแกล้งเข้าไปถามเด็กว่า
"เมื่อเช้าข้าวปุ้นกินข้าวกับอะไร"
"ข้าวเหนียวหมูจ้า"
"แล้วตอนกลางวันล่ะ"
เด็กหญิงหันไปมองหน้าแม่
ก่อนจะส่ายหน้า
ผมก็เลยแอบคิดเอาเองว่า
แกคงอดบ่อยจนเข้าใจ
จึงไม่ร้องขอ ทั้งที่ก็น่าจะหิวแหละ เพราะเวลาตอน
นั้นก็บ่ายสามกว่าแล้ว
นอกจากจะรู้สึกเอ็นดูแกแล้วยังรู้สึกว่าพ่อแม่แกโชคดีมากที่มีลูกเลี้ยงง่าย
เด็กแค่ห้าถึงหกขวบเท่านั้น
เอง
ผมก็เลยซื้อขนมปัง,นม,กับขนมกรุบกรอบอีกห้าหกถุง
เอามาให้ ส่วนน้ำผมเห็นที่ตะแกรงหน้ารถของเขามีอยู่
พอเห็นขนมไอ้ตัวเล็กก็ทำตาโต แต่ยังไม่รับนะครับ มีหันไปมองหน้าพ่อ
ด้วย จนพ่อพยักหน้าแกถึงรับ
เราติดฝนอยู่ด้วยกันประมาณหนึ่งช.ม. จากนั้นก็ร่ำลากันเพราะหมู่บ้านที่ทั้งสามคนจะไป ต้องวิ่งตรง
ส่วนผมแยกลงซ้าย
เราจอดรถ เพื่อบอกลากัน
ส่วนไอ้ตัวเล็กนั้น นอกจากจะไหว้ผมแล้ว ยังเข้ามาจับมือผม เอาไปวางบนหัวแกด้วย ก่อนจะวิ่งกลับไปขึ้นรถ
โควิดนี่ทำให้เราได้เจอโรคร้ายที่เราไม่เคยเจอ...
ต้องพรากจากคนที่รัก แบบ
ไม่ได้จัดแม้แต่พิธีศพ...
คิดถึงพ่อแม่ลูกเมียแทบขาดใจแต่ก็ไม่กล้าไปหา
ไม่กล้าเข้าใกล้...
แต่ในสิ่งร้ายๆก็ยังมีมุมดีๆ
ได้เห็นการช่วยเหลือ ได้เห็นการแบ่งปัน ได้มอบกำลังใจดีๆให้แก่กัน
ลูกๆที่เคยทำงานนอกบ้าน
ก็ได้กลับมาดูแลพ่อแม่
ได้กลับมาปลูกบอนสีสวยๆ
แปลกๆ จนกลายเป็นของที่ต้องมีทุกบ้าน
และผมคิดว่า ทุกวันนี้ ผมใช้ชีวิตแบบรอบคอบมากขึ้นเยอะเลยครับ
ได้แต่แอบหวังว่าโลกจะกลับมาสงบสุขอีกครั้งในเร็ววันนี้
และท้ายสุด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่ๆน้องๆทุกท่านจะยัง
สุขสบายดี เป็นห่วงนะครับ
...... ...... .......