Croissant de Cannes สูตรลับแสนอร่อยที่มีส่วนผสมจาก ‘ธุรกิจ’ และ ‘ดีไซน์’

สวัสดีค่ะทุกคน 

หลังจากบทความ StartUp ในครั้งก่อนที่มีชื่อว่า ‘การประกวดสตาร์ทอัพกับธุรกิจสุดขลังอย่างการเช่า-ปล่อยพระเครื่อง’ ได้ปล่อยไปเมื่อต้นปี
( คลิกที่นี่ )

โดยในคราวนี้ ‘อุ้ม’ กลับมาอีกครั้งพร้อมกับบทความเรื่องใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องราวของ‘ครัวซองต์’ขนมอบรูปทรงจันทร์เสี้ยวที่ขึ้นชื่อในฝรั่งเศส 
       โดยเรื่องก็มีอยู่ว่า อุ้มได้เข้าไปฟัง Podcast ของเพจ Gen Z Passion เป็นเพจของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ที่ทำค่ายและคอนเทนต์แนะแนวการตลาดสำหรับเด็กมัธยมปลายที่มี Passion   โดย Podcast ที่อุ้มได้เข้าไปฟังก็คือ ‘แชร์ประสบการณ์ Croissant de Cannes ครัวซองต์น้องสิงโต ไม่ได้มีดีแค่'สดใหม่'แต่ยังจ่ายได้ด้วย Dogecoin’  ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ พี่ทาญ่า—ชัชญา ประหยัดรัตน์ เจ้าของร้าน Croissant de Cannes โดยในบทสัมภาษณ์ ก็เป็นเรื่องราวของ แนวคิด ที่มา เเพสชั่นในการทำธุรกิจจากพี่ทาญ่า และเมื่ออุ้มได้ฟังจบเเล้ว อุ้มได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ที่ขยายโลกธุรกิจของอุ้มให้กว้างขึ้น จนอดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง

ในช่วง COVID-19 หลาย ๆ ธุรกิจต่างทยอยปิดตัวลง แต่กลับกัน ร้านครัวซองต์ของนักศึกษาจบใหม่ป้ายแดงนั้นกำลังเฉิดฉาย 

       อุ้มเชื่อว่าในนาทีนี้น่าจะไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าขนม ‘ครัวซองต์’ แน่นอนค่ะ เพราะเป็นอีกหนึ่งขนมที่ฮิตมากๆ  ในช่วงนี้ ไม่ว่าจะหันไปทางไหนเราก็จะเห็นร้านครัวซองต์เยอะแยะเต็มไปหมด มีตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อยให้เลือกสรร แม้ช่วงสถานการณ์ COVID-19 จะระบาดหนักแค่ไหน ก็ไม่สามารถหยุดความฮอทฮิตของขนมชนิดนี้ได้ หลาย ๆ คนอาจจะมีร้านโปรดในดวงใจแล้ว แต่วันนี้อุ้มอยากแนะนำร้านครัวซองต์สัญชาติไทยหัวใจฝรั่งเศสให้กับเหล่า Croissant Hunter ได้รู้จักและลิ้มลองกันค่ะ บอกเลยว่าไม่ควรพลาด

อย่างที่เรากล่าวไปในข้างต้นว่าร้านของพี่ทาญ่าเปิดสวนกระแสท่ามกลางวิกฤติแบบนี้ 
แต่ก็คงจะสงสัยใช่ไหมล่ะคะว่าจุดเริ่มต้นของการทำร้านครัวซองต์มาจากอะไร?

       พี่ทาญ่าเล่าว่าพอมีเจ้าโควิดเข้ามา ทุกคนก็ต้องทำงานที่บ้าน (WFH) หรือ เรียนอยู่บ้าน จึงทำให้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น เลยลองทำขนม
อบขนม (ซึ่งยังไม่ใช่ครัวซองต์ที่ทำขายในปัจจุบัน แต่เป็นขนมอบทั่วไป) เพราะส่วนตัวพี่ทาญ่าเป็นคนชอบทานขนมอยู่แล้ว พอพัฒนาฝีมือไปสักพัก 
จึงลองทำออกมาขาย และมีแบรนด์ขนมแรกเลยคือ ‘ทาญ่าเบเกอร์รี่’ ซึ่งตอนนั้นพี่ทาญ่าเป็นนักศึกษามหา’ลัยปี 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ คณะ สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้าน Communication Design ด้วยความที่พี่ทาญ่าไม่มีความรู้ด้านธุรกิจเลย ทำให้ร้านที่กำลังไปได้สวยต้องปิดตัวลงและสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นเลยคือ 

       ‘ขาดทุนเพราะขายดีเกินไป’
อ้าว! มันควรเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรอ ทั้ง ๆ ที่เราขายได้ ขายดีและเป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้อีก…
แต่ทำไมถึงขาดทุนล่ะ? มันควรจะได้กำไรไม่ใช่เหรอ?

       พอมองย้อนกลับมาดู พี่ทาญ่ากลับพบว่ามีต้นทุนบางอย่างที่ไม่ได้คำนวณเข้าไปในต้นทุนทำขนมด้วย เช่น ค่าไฟ ค่าอุปกรณ์ ค่าR&Dสำหรับทดลองสูตรใหม่ ๆ ค่าทำขนมพัง อีกทั้งไม่ได้ทำบัญชีหรือคำนวณต้นทุนในส่วนนี้เลย พอยิ่งขายดีกลับยิ่งขาดทุน เรียกได้ว่าเป็นจุดที่ผู้ประกอบการหรือ
เจ้าของแบรนด์ที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจมักจะมองข้ามจุดนี้ พี่ทาญ่าจึงตัดสินใจไปศึกษาด้านธุรกิจมากขึ้น เข้าอบรมคอร์สธุรกิจต่าง ๆ มากมาย หลายแห่ง
พอพี่ทาญ่ามีความรู้ระดับหนึ่งแล้ว ก็พร้อมจะกลับมาลงมือทำธุรกิจอีกรอบ แน่นอนว่ายังคงเป็นสายอาหารเหมือนเดิม แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี

       จริง ๆ ต้องบอกเลยว่ามันเป็นเหมือนพรหมลิขิตอะไรทำนองนั้น ช่วงที่พี่ทาญ่ากำลังมองหาเมนูที่จะทำขาย คุณพ่อของพี่ทาญ่าก็ได้ตกหลุมรักกับ
เจ้าขนมครัวซองต์แสนอร่อยพอดิบพอดี จนพี่ทาญ่าขนานนามคุณพ่อว่าเป็น  Croissant Hunter เลยก็ว่าได้ เพราะทุกอาทิตย์คุณพ่อจะต้องหา
ร้านครัวซองต์ชิมอย่างน้อย 1 ร้าน ด้วยความชอบของคุณพ่อจึงทำให้พี่ทาญ่าเล็งเห็นถึงกระแสและค่านิยมของคนไทยที่กำลังเปลี่ยนไปต่อขนมชนิดนี้
เมื่อเป็นดังนั้นพี่ทาญ่าจึงเดินหน้าที่จะสร้างแบรนด์ขนมของตัวเองขึ้นมาใหม่ อย่างที่เรารู้กันว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายกับการทำขนมทรงจันทร์เสี้ยวนี้
พี่ทาญ่าจึงต้องไปเรียนกับเชฟที่มีฝีมือเพิ่มเติม ใช้เวลาปรับสูตรและคิดคอนเซปต์ร้านเป็นปี จนออกมาเป็นครัวซองต์คุณภาพคับแน่นเต็มไปด้วยความใส่ใจแบบนี้ 

(ภาพจากร้าน Croissant de Cannes)            


พี่ทาญ่ากล่าวติดตลกว่า สาเหตุที่เปิดสวนกระแสนั้นเพราะว่า
       “จ่ายมัดจำค่าเช่าร้านไปแล้วเลยต้องเปิด ไม่งั้นเสียเงินฟรี”  
       เรียกได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดมาก เพราะว่าหลังจากเปิดร้านได้เพียงวันเดียว ผลตอบรับกลับดีเยี่ยมอย่างคาดไม่ถึง แม้ไม่ได้โปรโมทเลยสักนิด แต่นั่นเพราะ ตัวแบรนด์มี Position และภาพลักษณ์ที่ชัดเจน ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายว่าแบรนด์ต้องการที่จะสื่ออะไรผ่านตัวขนมและบริการ ด้วยความที่พี่ทาญ่าคิดถึงลูกค้าเป็นหัวใจหลัก เลยทำให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วลูกค้าต้องการอะไร เหมือนเข้าไปนั่งในหัวใจลูกค้า(เสียอย่างไม่ได้) ในสถานการณ์เช่นนี้ ลูกค้าต้องการอาหารที่ยังคงมีคุณภาพ แต่ก็ต้องรวดเร็วด้วยเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเจอพนักงานเยอะ ๆ ด้วยเกรงว่าตัวเองจะติดโควิดได้ ร้านจึงถูกปรับให้มีขนาดเล็กลงเป็นแบบ Pop-Up Stores แล้วก็อยู่ในแถวชุมชน ไม่ต้องเข้าห้าง ทำให้ร้านสามารถอยู่ได้ ส่งผลให้ตนทุนร้านลดลงตามไปด้วย เรียกได้ว่าพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเลยก็ว่าได้
       และซิกเนเจอร์อีกอย่างของร้าน Croissant de Cannes ที่ไม่เหมือนใครเลย นั่นก็คือ สามารถใช้  Dogecoin (หนึ่งในสกุลเงินของ Crypto) จ่ายเพื่อซื้อครัวซองต์ได้ เพราะว่าพี่ทาญ่าอยากสร้างมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับ Crypto ผ่านทางธุรกิจของตน ว่าการลงทุนไม่ได้เป็นการพนันแต่อย่างใด นอกจากนี้ Croissant de Cannes ยังเป็นมากกว่าร้านขนม แต่จะเป็นธุรกิจหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกสนใจการลงทุนแล้วก็รู้สึกว่ามันเข้าถึงง่าย ใกล้ตัว มันเป็นเรื่องดีนะที่เกิดขึ้นกับร้านเรา ซึ่งสิ่งนี้เป็นเทคนิคที่สร้างความแตกต่างด้วยความสุข ซึ่งทุกครั้งที่ลูกค้ามาซื้อครัวซองต์ร้านเราโดยจ่ายด้วย Dogecoin เราได้มีโอกาสพูดเรื่องการลงทุนให้พวกเขาฟัง และพวกเขาเปิดใจอีกทั้งพร้อมที่จะเข้าใจมัน พี่ทาญ่าคิดว่าสิ่งนี้คือการมอบความสุขให้กับชุมชนและลูกค้าทุกคน

อ่านมาตั้งนาน หลาย ๆ คนคงจะสงสัยว่าทำไมไม่เขียนถึงครัวซองต์ซักที! 
แน่นอนค่ะว่าเราไม่พลาดที่จะแนะนำเมนูยอดฮิตมาให้ทุกคนอยู่แล้ว 

       พี่ทาญ่าได้แนะนำว่า เมนูขึ้นชื่อของทางร้านคือ ครัวซองต์ทรัฟเฟิลชีส เพราะความพิเศษอยู่ตรงแป้งที่เป็นแป้งชาโคลซึ่งมีความหอมนุ่ม ๆ ด้วยความที่เห็ดทรัฟเฟิลมักจะมีราคาสูง ทุกคนอาจจะคิดว่าชิ้นละ 500 บาทหรือเปล่า ซึ่งไม่ใช่กับร้านพี่ทาญ่าค่ะ โดยเจ้าครัวซองต์ทรัฟเฟิลชีสนี้สนนราคาอยู่เพียงแค่ชิ้นละ 150 บาทเท่านั้นเองค่ะ  พี่ทาญ่าบอกว่า(ลูกค้า)ทุกคนสามารถเข้าถึงสินค้าเราได้ ขนมทุกอย่างไม่มีชิ้นไหนราคาเกิน 150 บาท มีการใส่ไส้อย่างจุใจมาก ๆ (ซึ่งอุ้มเองก็ได้สั่งมากินแล้ว บอกเลยว่าไส้เยอะจุใจจริง ๆ ค่ะ กินชิ้นเดียวแทบจะอิ่มข้ามมื้อเลยค่ะ) แล้วก็มีเมนูที่เอาความเป็นไทยมาผสม นั่นคือครัวซองต์ชาไทย ทุกคนก็จะรู้สึกว่าแบบมันสามารถไปด้วยกันได้เหรอ? บางคนไม่เคยทานมาก่อน แต่อาจจะคุ้นชินกับรสชาติของชาไทย ถ้าสนใจ สามารถสั่งมาลองชิมได้ พี่ทาญ่าบอกว่าครัวซองต์ทุกเมนูของทางร้านใช้แป้งกับเนยฝรั่งเศส และแป้งจะมีกลิ่นหอมและรสชาติที่แสนอร่อยซึ่งมาจากการบ่มแป้งเป็นเวลา 3 วัน และมั่นใจได้เลยว่าสะอาดแล้วก็อร่อยแน่นอนค่ะ แล้วก็มีเมนูที่เหมาะสำหรับสายช็อกโกแลต นั่นคือ Ferrero แบบเต็มชิ้นคู่กับช็อกโกแลต Hazelnut ซึ่งต้องบอกว่าเข้ากันมาก ๆ เลยล่ะค่ะทุกคน นอกจากนี้พี่ทาญ่าทิ้งท้ายว่า “ที่ร้าน(Croissant de Cannes)มีเมนูให้เลือกมากมายตามความชอบของลูกค้าเลยล่ะค่ะ” 


(ภาพจากร้าน Croissant de Cannes)            

ถ้าเกิดว่าสนใจก็ลองติดตามที่
เพจเฟสบุ๊ก Croissant de Cannes : https://bit.ly/3kcqtLg
ไอจี cannes.croissants :  https://www.instagram.com/cannes.croissants/
Line@ : https://line.me/R/ti/p/%40115qwgos

หรือถ้าสนใจสั่งมาชิม ยังสามารถสั้งได้ทาง delivery App : 
Robin Hood : https://bit.ly/3CeRsvx
เหมือนกันค่ะหรือว่าถ้าเกิดว่าใครรู้สึกว่าบ้านอยู่ใกล้ ๆ พระราม 9 ก็สามารถขับรถมาสั่งได้นะ

 
       นอกจากนี้พี่ทาญ่า ยังเน้นอยู่เสมอว่า ‘สิ่งสำคัญที่คนอยากเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ต้องมีคือการลงทุนในด้านการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ และการดีไซน์ เพราะว่าสองสายงานนี้จริง ๆ มันมี impact ต่อแบรนด์อย่างมาก การดีไซน์ที่สร้าง value ให้กับแบรนด์ สามารถทำให้แบรนด์มีความน่าเชื่อถือ และยังเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของเราด้วยเช่นกัน หรือการเรียนด้านธุรกิจมันก็ทำให้เราไปได้ไกลกว่าเดิม จากคนที่ไม่มีความรู้ด้านธุรกิจ แต่ในตอนนี้ เราสามารถจัดการต้นทุน บัญชี การเตรียมการต่าง ๆ ได้ เราต้องเข้าใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ต้องสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ แล้วก็นึกถึงลูกค้าเป็นหลัก ต้องมองเป้าหมายให้ชัดเจนเวลาเจออุปสรรค’ นั่นจึงทำให้อุ้มนึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากมหา’ลัยของอุ้ม…

หากเราได้เรียนทั้งสองสายงานนั้นไปพร้อมกันตามที่พี่ทาญ่าพูดก็คงเป็นเรื่องดีไม่น้อย

       อุ้มขอยืนยันสิ่งที่พี่ทาญ่าพูดเลยค่ะ เพราะอุ้มก็เป็นคนหนึ่งที่ได้โอกาสเรียนรู้ทั้งธุรกิจและการดีไซน์ ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่ง House Project เป็นกิจกรรมในรั้วมหา’ลัยที่อุ้มได้ลงมือทำจริง ๆ  ไ่ม่ว่าจะเป็น การคิดธุรกิจ การสร้างแบรนด์ การทำกลยุทธ์ ควบคู่ไปกับการดีไซน์สินค้าให้กับร้าน เพื่อสร้างมูลค่าและความแตกต่างให้กับสินค้าชิ้นนั้น โดยสิ่งที่อุ้มได้พูดไปทั้งหมดมาจากการทำธุรกิจจำลองที่ทางสาขา IB (สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ : International Business Management) ได้จัดขึ้นเพื่อให้พวกเราได้มีประสบการณ์ธุรกิจของจริง มีสินค้า การค้าขาย การทำบัญชีสำหรับลงทุนจริง ๆ ที่สำคัญ! อุ้มยังได้ลงมือออกแบบโปสเตอร์โฆษณาสินค้าและตัดต่อคลิปวิดีโอเองอีกด้วย เรียกว่า ‘เรียนหนึ่งได้ถึงสอง’ ตามที่พี่ทาญ่าบอกเลย

       สิ่งที่อุ้มได้เรียนรู้จากการทำงานสองสายงานไปพร้อมกัน มันทำให้อุ้มเข้าใจตัวเองและค้บพบความสามารถของตัวเองมากขึ้น เราได้รู้ว่าเราถนัดอะไรและไม่รีรอที่จะลงมือทำ ถ้าใครกำลังมองหา หรืออยากเรียนรู้ธุรกิจและการดีไซน์ไปพร้อมกันตามที่พี่ทาญ่าบอก อุ้มก็ขอแนะนำสาขา IB เลยค่ะ โดยเราไม่จำเป็นจะต้องเรียนแยกด้านใดด้านหนึ่งก่อนเลยค่ะ ในเมื่อเราสามารถทำมันได้ถึง 2 ทาง อุ้มคิดว่า สาขา IB ของ สถาบันเทคโนโลยี ไทย-ญี่ปุ่น สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างตรงจุดและตรงใจเลยทีเดียวล่ะค่ะ...
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่