นิยายเบาสมอง : Mikaza ไอ้บ้าเอ๊ย! ( 62 : วันที่รอคอย )

กระทู้สนทนา
ถ้วยรางวัลชนะเลิศกีฬาแต่ละประเภทสวยงามยิ่งใหญ่อลังการ  ตั้งเรียงรายกันอยู่บนศาลาปรัมพิธีให้คนผ่านไปผ่านมาได้ยลโฉม   รอเพียงทีมที่มีความสามารถดีที่สุดมาคว้าเอาไป ผู้คนคราคร่ำเริ่มหลั่งไหลเข้ามาชิดขอบสนามกีฬาที่ตนตามเชียร์อยู่

            วันนี้พิธีกรเจ้าเก่าไม่พลาดที่จะแต่งตัวหล่อเป็นพิเศษ  ร่างตันสันทัด  ใบหน้าเอิบอิ่มทรงสี่เหลี่ยมกวาดสายตาทั่วบริเวณ  แล้วหันกลับมามองดูคนข้าง ๆ  พอทดสอบระบบเครื่องเสียงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ระบายยิ้มที่มุมปากเริ่มกล่าว

            “และแล้ววันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง  อีกไม่กี่ชั่วโมงการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศกีฬานักเรียนจังหวัดพิษณุโลกประจำปีการศึกษาสองพันห้าร้อยหกสิบสอง  สำหรับทีมที่ได้ที่หนึ่งจะเป็นตัวแทนจังหวัด  ไปแข่งในระดับเขตการศึกษาต่อไป...”  

            โฆษกสวมแว่นทรงผมลานบินนั่งอยู่ข้างกัน  รู้หน้าที่นี่คือการโยนให้พูด  จึงกล่าวต่อ  “พอได้ตัวแทนเขตการศึกษา  จากนั้นก็เป็นการแข่งขันระดับประเทศ  ซึ่งในระดับนั้นมีแต่คนเก่ง ๆ  ที่อาจจะได้เป็นทีมชาติในอนาคตเลยก็ว่าได้”

            “คุณสาธุครับ  คุณรู้ไหมครับว่า...วันนี้มีเรื่องน่าตื่นเต้นอยู่สองเรื่อง  สำหรับทีมแชมป์เก่าของเรา  ในกีฬาทั้งสองประเภท”  อาจารย์เอกรินทร์ตัวหลักในการพากย์  ให้ข้อมูลที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในตอนนี้ให้ผู้ชมทราบ

            "ใช่เรื่องเกี่ยวกับฟุตบอลและปอมปอมเชียร์ใช่ไหมครับ"
            สายตาคนพูดมองไปซุ้มม้านั่งสำรองข้างสนามฟุตบอลทั้งสองทีม  ซึ่งขณะนี้ กำลังรวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง  แต่ละซุ่มก็เริ่มนัดแนะถึงลำดับการยืดเส้นอบอุ่นร่างกาย  ก่อนลงสนาม

            "ใช่แล้วละครับ  ทีมของโค้ชอดีตทีมชาติ  จังซี่ แดงและทีมสาว ๆ มีเรื่องลำบากกันแล้ว  ท่าทางปีนี้การรักษาแชมป์คงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ"
            คำพูดออกลำโพงขนาดใหญ่สิบกว่าตัวดังลั่นทั่วบริเวณเรียกความสนใจไม่น้อย  ทุกคนหันขึ้นไปมองพิธีกรสามคนบนโต๊ะขาวเป็นสายตาเดียวกัน  ต่างลุ้นรอฟังข้อมูลข่าวเด็ดต่อ

            "โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม  ได้เข้าชิง ฯ กีฬาเกือบทุกประเภท  แต่ปีนี้ดูจะเน้นหนักไปที่ถ้วยกีฬาทั้งสองประเภทนี้จริง ๆ "

            "ยังไงหรือครับ"  อีกคนถามเพื่อกระตุ้นเร้าให้ข่าวน่าสนใจขึ้น  กองเชียร์นับพันกว่าคนล้นหลามทั่วบริเวณแทบกลั้นหายใจไปตาม ๆ กัน  รอฟังอย่างใจจดใจจ่อ

            แต่สำหรับคนขี้หงุดหงิดอย่างอาจารย์แดงรู้สึกรำคาญ  พิธีกรหนวดเฟิ้มคนนี้มาก  ไม่รู้จะบิวอารมณ์คนดูไปไหน  ก่อนหน้านี้ก็เครียดมากพอแล้ว  เป็นไปได้ก็อยากปาสตั้ดขึ้นไปให้หยุดพูด

            "คุณรู้จัก ธีรศักดิ์ ชนาสินทร์  กับกวิทราไหมครับ"  อาจารย์เอกรินทร์จับจ้องไปยังฝั่งโรงเรียนผู้ท้าชิง  โดยนักกีฬาสามคนที่พึ่งเอ่ยนาม  มีสีหน้าแววตาสบาย ๆ ดูมั่นใจเป็นอย่างมาก  อีกทั้งไม่มีนักเตะคนไหนสนใจนักเตะในทีมขาว-แดงเป็นพิเศษ  มองข้ามหัวไปเลย    คล้ายตอนนี้พวกเขากำลังมาซ้อมบอลกับเด็กมอต้น

            ส่วนโค้ชผู้ฝึกสอนอาจารย์ธีรเทพแสยะยิ้มร้ายกาจให้อาจารย์แดงที่มองมา  สองคนนี้มีความหลังที่ยอมกันไม่ได้ตั้งแต่สมัยค้าแข้งที่เจลีคกันมาก่อน

            "คุณก็ว่าไป  สามในสี่จตุรเทพรุ่นเยาวชนของเมืองพิษณุโลก  มีใครไม่รู้จักบ้าง  ให้ไล่ความสามารถของแต่ละคน..."
            พิธีกรเค้าหน้าสี่เหลี่ยม  ขัดจังหวะขึ้นเพราะข้อมูลต่อไปนี้  อยากสาธยายเอง  "เดี๋ยวก่อน  เรื่องนี้ผมขอเล่า  เพราะติดตามเด็กพวกนี้ตั้งแต่ฉายแววตอนมอต้น  เอาละ...คนแรกผมขอพูดถึงธีรศักดิ์ก่อน  รูปร่างสูงใหญ่เกือบร้อยแปดสิบตั้งแต่อยู่มอสาม  พอขึ้นมอสี่ความสูงและตัวหนาเพิ่มขึ้นอีก  แม้ว่าตัวจะใหญ่แต่กลับมีความคล่องตัวสูง  วิ่งเร็ว  เลี้ยงกระชากบอลหลบหลีกคู่แข่งได้เก่งมาก"

            คนถูกเอ่ยนามในชุดคลุมวอร์มกำลังเดาะบอลอยู่ในสนาม กระตุกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ

            "คนถัดไปละครับ"

            "ชนาสินทร์นั้น  ผมจะเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คืออาจารย์แดงในวัยนี้นั้นละครับ"

            "โอ้-อ  งั้นก็แสดงว่าต้องเรียกว่าโคตรเก่งเอามาก ๆ"

            อดีตกองกลางตัวรุกทีมชาติแม้ว่าถูกชม  แต่ในตอนนี้กลับยิ้มไม่ออก  เพราะเวลานี้เขาเป็นโค้ช ล่วงเลยวัยนั้นมานาน และกำลังเผชิญอยู่กับคนที่มีความสามารถเท่าเทียมกับเขาในวัยเยาว์ได้  นึกแล้วถึงกับเหงื่อซึมออกตามหน้า  มองเด็กคนนั้นแล้วเห็นตัวเองที่เคยร้ายกาจกวนประสาททีมตรงข้ามอยู่ตลอดทั้งเกม  เหมือนกรรมจะตามสนองที่เคยซ่าในอดีต  พื้นที่แดนกลางนักบอลนายนี้ก็คงเป็นผู้ควบคุมเกมได้ทั้งหมด  และทีมของเขาก็คงไม่สามารถทำอะไรได้เลย

            "คนสุดท้าย  กวิทรา  ผู้รักษาประตูที่ยี่สิบปีจะมีสักคน"  อาจารย์เอกรินทร์บรรยายต่อ  "ส่วนใหญ่แล้วคนเล่นตำแหน่งนี้  ในวัยมัธยมจะร่างเพรียว  หรือไม่ก็เล็กไปเลย  เพราะต้องมีความคล่องตัวสูงในการกระโดดไปมาได้ว่องไวทันลูกบอลที่กำลังพุ่งเข้าประตู  แต่...กวิทรา  ฉีกกฎเกณฑ์ที่ว่า  กลับมีร่างกายใหญ่ล้ำสูงเกือบร้อยเก้าสิบ  และยังมีความเร็วในการพุ่งรับเหมือนกับคนร่างเพรียว  ลองเทียบดูง่าย ๆก็คือ  เท่ากับพื้นที่ในการป้องกันประตูแคบเล็กลงกว่าเดิมเกือบเท่าตัว  ทำให้คู่แข่งยิงเข้าได้ยาก"  

            "อวยกันสะขนาดนี้   ไม่ยกถ้วยไปให้มันเลยเล่า"  อาจารย์แดงหน้าเริ่มเขียวคล้ำ  กัดฟันขบแน่นจนเจ็บปาก  ด้วยความรู้สึกเหมือนโดนเสียดแทงเข้ากลางใจ  แต่ก็ทำอะไรไม่ได้  จึงจุกในอกอยู่หน่วง ๆ

            นักฟุตบอลยี่สิบกว่านายทั้งตัวจริงตัวสำรอง  เริ่มพากันหน้าเสียไปล่วงหน้าแล้ว  ในขณะที่กอล์ฟคงเป็นเพียงคนเดียวในทีมที่ยังมีความเชื่อมั่นว่าทีมของตนยังพอมีหวัง  จึงแอบเหลือบมองเยาวชนทีมชาติทั้งสามคนไปพลาง ๆ พร้อมกับขบคิดแผนการเล่นไหนมารับมือพวกนี้ดี

            เสียงฮือฮาเอ็ดอึ้งขึ้นด้วยความตื่นเต้น  เพราะเหล่าแฟนคลับฟุตบอลตัวยงแทบทุกคน  อยากดูคนเก่งระดับประเทศแสดงฝีไม้ลายมือในสนามให้เห็นเป็นขวัญตาสักครั้งในชีวิต  จึงพากันไปรายล้อมทางฝั่งซุ้มม้านั่งโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมสะส่วนใหญ่

            "แล้วทำไมเด็กสามคนนี้ไม่ได้เข้าแข่งปีที่แล้วล่ะครับ"  อาจารย์สาธุถามถึงประเด็นที่เป็นข้อสงสัยของใครหลายคน  แต่คำถามเป็นเชิงกึ่งบอกกลาย ๆว่า  ที่โรงเรียนขวัญเฉลิมได้แชมป์เมื่อปีที่แล้ว  ก็ไม่เต็มความภาคภูมิใจเท่าไร

            โค้ชร่างเล็กอกจะแตกขึ้นอีกครั้งกับเมื่อได้ยินคำถามนี้  ได้แต่มองค้อนอย่างโมโหไปบนศาลา  แต่กลับพบรอยยิ้มพิธีกรทั้งสามคนส่งคืนให้พร้อมโบกมือทักทาย  คล้ายหยอกล้อ  ยิ่งทำให้เขาคลั่งเข้าไปใหญ่ 

            "ปีที่แล้ว  ทั้งสามเยาวชนเดินทางไปเตรียมตัวคัดทีมชาติตั้งแต่จบรอบแบ่งกลุ่ม  แต่ทีมยังคงเส้นมาตรฐานเดิมไว้ได้เข้าสู่รอบชิงได้ไม่ยาก  แม้ชัยชนะในนัดนั้นเป็นของทีมขวัญเฉลิมก็ตาม"

            ในความหมายของพิธีกรคือ  หากเทียบกันตัวต่อตัว  ทีมแชมป์เก่ามีดีที่  รัตนะและศุภรักษ์  จึงได้แชมป์แบบไม่สมศักดิ์ศรีเท่าไร  และออกไปคุยได้ไม่เต็มปากว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดในพิษณุโลก

             หากแต่ตอนนี้พวกนั้นอยู่กันครบ
 
             ข่าวฟุตบอลจบลง  อาจารย์พิศณะจึงถามเรื่องใหม่  "แล้วปอมปอมเชียร์ละครับเป็นอย่างไร"  

            คนเค้าหน้าอิ่มเอิบหมุนเก้าอี้หันหลังกลับมายังลานปอมปอมเชียร์  สองคนซ้าย-ขวาหมุนตาม  ขณะนี้มีทั้งนักกีฬาและผู้คนนานับพันหนาแน่นเต็มลานขอบสนามกันแล้ว  ส่งเสียงเจี๊ยวจ้าวหน้าตาแช่มชื้น  เสื้อผ้าหลากสีสันตามสมัยวัยรุ่น  กีฬานี้ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง  และหนุ่มที่ใจเป็นสาว

            ตรีรัตนาสวมชุดวอร์มของโรงเรียนสีขาว-แดง  ได้ยินทุกประโยคที่พูดถึงเรื่องฟุตบอล  รู้สึกคิดหนักตาม  เมื่อวานเกิดเหตุการณ์ขึ้นมากมายประดังเข้ามา  ตอนนั้นคิดถึงแต่สถานการณ์เฉพาะหน้า  พอได้ยินอย่างนี้ถึงกับสบัดหน้าแรงไล่ความเครียดออกไป  จนเพื่อนรอบกายนึกว่าเธอกดดันมาก  ต้องมาตบไหล่ปลอบใจ

            ปลายนภาเริ่มยืดร่างกาย  คอยหันมองดูหน้าสีหน้าของตรีรัตนา ด้วยความเป็นห่วง  เธอรู้ดีว่าตอนนี้ตรีรู้สึกเช่นไร  และก็อยากขอบคุณหล่อนมาก ๆ จวบจนมาถึงตอนนี้หล่อนเลือกช่วยเหลือเธอ  แม้กีฬาฟุตบอลเป็นแก้วตาดวงใจอันดับหนึ่งของรัตนะก็ตาม

            อาจารย์สาธุไว้หนวดเฟิ้มคล้ายดารา  ชาลี  แชปปริ้น  จึงขอเป็นคนสาธยายเอง  "อาจารย์เอกรินทร์  อาจารย์พิศณะ  รู้จักเชียร์ลีดดิ้งมหาวิทยาลัยรังสิตไหมครับ"

            "อย่าบอกนะครับว่า..."  สองคนอยู่ใกล้พูดพร้อมกันด้วยความอัศจรรย์ใจ

            "ใช่แล้วครับ  เป็นทีมแชมป์ระดับโลก  และถามว่าเกี่ยวข้องอะไรกับการแข่งของเด็กมัธยมตอนนี้   ผมเฉลยให้เลยแล้วกัน  โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม  นอกจากมีความสวยสดงดงามแทบทุกคนแล้ว  ยังได้เชิญเชียร์ลีดดิ้งมหาวิทยาลัยรังสิตมาเป็นสต๊าฟโค้ชให้  เพื่อช่วยฝึกซ้อมในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้"

            สาวมหาวิทยาลัยห้าคนที่ว่ายืนเป็นกลุ่มก้อนอยู่ด้านหลังทีมม่วง-ขาว  สายตาทุกคู่แต่ละนางที่มองมายังทีมของปลายนภา  คล้ายกำลังชำแหละร่างพวกเธอเพื่อหาจุดอ่อนทุกซอกทุกมุม  เมื่อหาเจอแล้วก็พร้อมเข้าโจมตี
            
ตอนที่ 60  https://pantip.com/topic/40981730 
ตอนที่ 1  https://pantip.com/topic/40141147
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่