เรื่องสั้น ผีเล่าผี

เรื่อง                 ผีเล่าผี
เรื่องโดย           นัฐพันธ์
....................................................................................................................................................................................

ผมขับรถมาตามทางด้วยความเหนื่อยล้า อาชีพเซลล์แมน เป็นอาชีพที่ต้องพบปะพูดคุยกับคนมากหน้าหลายตา ต้องใช้จิตวิทยาอย่างสูงในการพูดคุยกับคนแปลกหน้า ที่ต่างมีพฤติกรรมนิสัยใจคอที่ต่างกัน บ้างอารมณ์ดี บ้างอารมณ์ร้าย บางคนอารมณ์สุดเหวี่ยง จะดีก็ไม่ดีจะร้ายก็ไม่ร้าย นั่นจึงทำให้ผมซึ่งบัดนี้มีอายุล่วงเลยมาถึงห้าสิบปีซึ่งผ่านสมรภูมิรบในสนามของพนักงานขายมาอย่างช่ำชอง

เอี๊ยดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

เสียงล้อรถครูดที่พื้นถนน ทำเอาผมที่กำลังคิดอะไรเพลินๆถึงกับต้องเหยียบเบรคแทบจะชนเข้ากับวัตถุบางอย่างที่วิ่งตัดหน้าไป ผมสบถคำด่าด้วยความโมโห

               “อี ยิ้ม  แม้งอยากตายโหงหรอไงวิ่งมาไม่ดูรถเลย อีห่า” ผู้หญิงผมยาววิ่งๆข้ามถนนไปอีกฝั่งโดยไม่ได้สนใจว่ามีรถวิ่งผ่านมาแต่อย่างใด ผมได้แต่ก่นด่าและเดินขึ้นไปบนรถด้วยความโมโห

ผมสตาร์ทรถและขับออกไป จุดมุ่งหมายของผมคือ บริษัทที่ผมทำงาน  ผมฮัมเพลงไปตลอดทาง วันนี้ท้องฟ้ามันมืดครื้มๆอย่างไงบอกไม่ถูก เสียงนกแสกดังอยู่เนื่อยๆบริเวณโดยรอบ โบราณว่า นกแสกมันคือนกแห่งความตาย ไปเกาะที่ไหน ต้องมีคนตายที่นั้น

รถของผมมาขับมาถึงบริษัทในช่วงหกโมงกว่า ด้วยสาเหตุที่ก่อนเดินทางมา รถเกือบจะเกิดอุบัติเหตุชนคนตาย แต่โชคดีที่ผมเบรกทัน ไม่งั้นเกิดเรื่องใหญ่แน่ ผมใช้เวลาขับรถนานกว่าเดิม เพราะไม่อยากใจร้อน ค่อยๆขับมา โชคดีที่บริษัทยังมีคนเลิกงานค่ำ

          ในบริษัทวันนี้ดูเงียบเหงาถนัดตา ดูวังเวง ร้างผู้คน ผมเปิดประตูเข้าไปที่ห้องทำงานใหญ่เห็นมีน้องๆบางส่วนยังนั่งทำงานกันอยู่  พวกน้องๆบอกผมว่าวันนี้เขาไปงานศพกัน  ผมถามว่าแล้วทำไมพวกมันไม่ไปด้วย

          “ผมมันเข้าวัดไม่ได้ เข้าไปทีไรมันร้อนน่ะพี่” ไอ้นนท์พูดติดตลก

ส่วนไอ้บังมันเป็นอิสลามมันเลยเข้าวัดไม่ได้

          “แล้วนี่เขาไปกันหมดออฟฟิศเลยหรอ” ผมพยายามมองหาคนอื่นๆ

          “ช่ายแล้วคราฟ” ไอ้นนท์กล่าวแบบเสียงกวนบาทา

          “จะมาทำเรื่องเบิกค่าใช้จ่ายซะหน่อย วันนี้มาเสียเที่ยวจริงๆ” ผมบ่น

          “พรุ่งนี้มาอีกก็ได้พี่” บังบอก ผมพยักหน้า 

ลืมไปว่าถึงยังไงผมก็ยังไม่ได้กลับยังต้องอยู่ที่นี่อีกหนึ่งคืน เพราะไอ้เด็กพวกนี้มันบังคับให้ผมต้องอยู่แม้จะไม่อยากอยู่ก็ตาม แต่โดนมันบังคับ

          “เอ่อ เมื่อกี้ตอนที่พี่ขับรถมาเกือบแล้ว” ผมยังไม่ทันเล่าจบ

          “เกือบอะไร” มันสามคนหันมาถามพร้อมกัน

          “เกือบชนตายคนห่านะสิ” ผมพูดด้วยความโมโห อารมณ์เหมือนพึ่งเกิดเรื่องมาใหม่ๆ

          “ข้ามถนนอะไรไม่แหกตาดูตาม้าตาเรือ ตัดหน้ามาได้” 

เด็กสามคนทำหน้ายิ้มๆ “เก่งจังเลยนะพี่ ประเดี๋ยวมันก็ยิงไส้แตกให้หรอก”

          “จ้างให้ก็ไม่กลัว” ผมบอก

          “เก่งจังเลยพี่จ๋า” นนท์ทำเสียงล้อเลียนผม ผมจึงตบกะโหลกมันไปหนึ่งครั้ง มันร้องโวยแบบคนแกล้งเจ็บ

          “เอ็งนี่มันกวนบาทาจริงๆไอ้นนท์”

          “แค่ขำๆน่ะพี่”

          “แล้วนี่พวกเอ็งอยู่ทำโอทีเหรอ” ผมถามสามคน

          “ครับพี่” ผมมองไปทางบัง นนท์ บุ้ง ที่กำลังนั่งทำงานบนจอคอม ผมจึงไปหาที่นั่งสงบๆหาที่วางโน๊ตบุ๊คบ้าง

          “เอ่อ เดี๋ยวพี่ก็ว่าจะเครียงานซักหน่อย” ผมบอกพลางเดินไปที่ว่างพร้อมหอบอุปกรณ์โน๊ตบุ๊คตั้งลงหาที่เสียบปลั๊ก

          “พรุ่งนี้เช้าจะได้ส่งรายงานค่าใช่จ่าย” ผมพูดๆไปไม่รู้ว่าไอ้พวกนั้นมันฟังผมอยู่หรือเปล่า

          “ช่วงนี้ทีมเราเป็นไงกันบ้าง ขายดีบ้างมั้ย” ผมเริ่มชวนคุย

          “ไม่เลยพี่ช่วงโควิทอะไรก็ขายไม่ออก” บังซึ่งเป็นทีมขายภาคกลางบ่นอุบปกติแล้วบังจะเป็นผู้ชายพูดน้อย ขยันทำงาน ช่วงวิดทำให้พนักงานขายต่างได้รับความเดือดร้อนไปตามๆกันเพราะสินค้าที่ไปนำเสนอขายต่างก็ขายไม่ออกและเงินเดือนของแต่ละคนก็ไม่ได้มากมายอะไรจะมีก็แต่หวังพึ่งที่ค่าคอมมิสชั่น

          “ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไปโว้ย” ผมบอกทั้งๆที่ผมก็ไม่ต่างอะไรกับพวกมันเท่าไหร่ ยิ่งช่วงนี้ยอดตกค่าคอมจากที่เมื่อก่อนได้มาเป็นกอบเป็กำเดือนหนึ่งเคยได้เหยียบแสนบาทพอโควิดเข้ามาได้ห้าหมื่นก็ถือว่าเก่งแล้ว ผมได้แต่ท่องคำว่าอดทน อดทน อดทนต่อไป ชีวิตของคนเรามันก็แบบนี้แหละ เกิดแล้วต้องสู้ มันก็เหมือนการล่องเรือออกไปกลางทะเล เราไม่รู้หรอกว่าจะมีคลื่นฝนพายุมาเมื่อไหร่ตราบใดที่เรายังไม่เคยออกไปเผชิญหน้ากับมัน แสงแห่งความมืดมิดไม่ได้อยู่กับเราตลอดไปรัตติกาลผ่านมาเดี๋ยวมันก็ผ่านไป เราจะพบแสงตะวันทอแสงขึ้นมาใหม่ ตราบที่จนกว่าจะรุ่งสาง

          ผมนั่งทำงานของผมไปเรื่อยๆ พวกเด็ก 3 คนยังคงนั่งทำงานกันต่อไป นาฬิกาบอกเวลา 2 ทุ่มท้องไส้เริ่มหิวทำให้ผมบอกกับน้องๆสามคนว่า

          “มีใครจะเอาอะไรมั้ย”

          “พี่จะไปซื้อของกินหรอ” นนท์หันมาถาม

ผมพยักหน้า

          “ไม่ต้องไปซื้อหรอกพี่ของที่พวกผมซื้อมาเตรียมมีตั้งเยอะ”

บังเดินไปหยิบพวกขนม น้ำดื่ม และอาหารมาวาง

          “พวกเราได้เวลาเลิกงานแล้ว มาจัดปาตี้ฉลองวันเกิดพี่กิ่งกันดีกว่า”

          “ข้าไม่ได้เกิดวันนี้นะโว้ย” ผมเน้นย้ำไปกับพวกมัน

          “เอาน่า พอเที่ยงคืนปุ๊ปเราก็มาเป่าเค้กฉลองวันเกิดให้พี่ไง” นนท์บอก

          “พวกเรามีอะไรเซอร์ไพรส์พี่ด้วยนะ” บังพูดไปยิ้มไป

พวกเด็กสามคนที่อายุอานามรุ่นลูกผมได้ โชคดีที่ผมไม่มีภาระผูกพัน ถ้าผมมีลูกป่านนี้ก็คงโตเท่าเด็กพวกนี้แล้ว เด็กพวกนี้ถึงแม้มันจะกวนตีนผมบ้างแต่มันก็สร้างความแปลกใจให้กับผมไม่น้อยที่ไม่ลืมวันเกิดผม

          พวกเราจัดห้องทำงานให้เป็นห้องปาตี้เล็กๆโดยที่แอบเอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นมาถึงแม้จะผิดกฎบริษัทก็ตาม ทุกอย่างถูดจักขึ้นอย่างง่ายๆไม่ได้มีพิธีรีตอง พวกเราต่างนั่งคุยกันสนุกสนานเฮฮาเปิดเพลงเบาๆให้เข้ากับบรรยากาศจวบจนสามทุ่มกว่าเกือบจะสี่ทุ่ม ผมบอกว่าเดี๋ยวลงไปหยิบของด้านล่างก่อน ผมเดินลงมาที่ลานจอดรถ ยามรักษาความปลอดภัยนั่งอยู่ที่ป้อมยาม ปกติผมจะทักทายแต่ด้วยวันนี้ผมอยู่ดึกเกรงว่ายามจะรู้ว่าพวกผมดื่มแอลกอฮอล์ ผมจึงไม่ทักดีกว่า ผมกำลังก้าวเดินขึ้นไปที่อาคาร เสียงยามดังขึ้นทางด้านหลังผมแกสาดไฟฉายส่องมาทางผม

          “เฮ้ยนั่นใคร” ตรงนั้นมันมืดไม่มีแสงไฟ ผมกำลังหันไปเสียงของแกก็พูดขึ้น “ไอ้ด่างเอ็งจะหอนทำไมวะ” ผมเหนแกคุยกับหมาที่กำลังหอนเสียงดัง ผมไม่ได้สนใจจึงรีบเดินขึ้นไปที่ตึก

          “หอนอย่างกับเห็นผี” รปภ.เอ่ยกับสุนัขที่กำลังหอน

          ผมหันกลับมาต้องตกใจสุดขีดผมร้อง “เฮ้ย” ไอ้นนท์มายืนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ทำเอาผมตกใจแทบช็อคตาย

          “เอ็งมาตอนไหนวะ” ผมถาม

          “ก็มายืนตั้งแต่พี่บ่นพึมพำอะไรของพี่คนเดียวนี่แหละ” ไอ้นนท์บอก ผมเห็นมันกำลังเดินลงไปจึงจับมือมันดึงขึ้นมาหลบมุมเพราะกลัวยามจะเห็น

          “ดึงผมมาทำไมพี่”

          “เอ็งจะลงไปไหน”

          “ไปซื้อของข้างบริษัทน่ะพี่”

          “ไม่ต้องเลย ขืนเอ็งลงไปยามมันจับได้พอดีว่าพวกเราเอาเหล้าขึ้นมาดื่นบนออฟฟิศ ไม่งั้นมีหวังโดนจับได้ไล่ออกสถานเดียวนะเว่ย” ผมบอก ไอ้นนท์พยักหน้า ผมกับมันจึงเดินขึ้นไปที่ห้องทำงานต่อ

          เวลาห้าทุ่ม พวกผมกับเด็กๆสามคนนั่งคุยสัพเพเหระต่างๆนาๆเรื่องที่แต่ละคนอยากจะเล่าจนแล้วจนรอดไอ้นนท์ก็โพล่งขึ้นมาเมื่อมันหันไปมองนาฬิกาที่บอกเวลา

          “นี่ก็ห้าทุ่มตรงพอดี ผมว่าเรามาเล่าเรื่องผีกันดีมั้ย” นนท์เป็นตัวตั้งตัวตีในการเล่าเรื่องผี

          “จะบ้าหรอ” บังบอกด้วยสีหน้ากังวล

          “หรือเอ็งกลัวผี” นนท์ถาม บังส่ายหน้า

          “ไม่ต้องเถียงกันพี่มีเรื่องจะเล่าอยู่พอดี” ผมโพล่งออกไป พวกเด็กหนุ่มสามคนมองหน้าผม

          “เออน่า เรื่องที่พี่จะเล่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเมื่อประมาณยี่สิบกว่าปีที่แล้ว” ผมตั้งท่าจะเล่าเพราะบรรยากาศเริ่มพาไป

          “ตั้งแต่ผมยังไม่เกิดเลยยี่สิบกว่าปี” นนท์ขัดจังหวะ ทุกคนต่างเหวอใส่นนท์ที่พูดออกมาไม่ดูเวลา

          “พี่จะเล่าเรื่องแล้วนะ พวกเอ็งฟังดีๆเพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวกับอาชีพพวกเรา” นนท์ บัง บุ้ง เด็กหนุ่มทั้งสามคนต่างตั้งใจที่จะฟังเรื่องที่ผมจะเล่าดังต่อไปนี้

          “เรื่องมันมีอยู่ว่า” ผมใช้เสียงที่ทุ้มต่ำให้ดูน่ากลัว

เด็กหนุ่มทั้งสามต่างตั้งใจที่จะฟังเรื่องราวที่ผมจะเล่า

          “ฟังดีๆนะเพราะเรื่องนี้มันหลอนมาก” ผมเกริ่นนำให้เกิดความอยากรู้

          ตอนนั้นผมเพิ่งจะอายุ 20 ต้นๆ เขาได้เข้ามาทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง เขาได้เรียนรู้งานจากรุ่นพี่ ตอนแรกของการเป็นเซลล์แมนก็คือการเรียนรู้ผลิตภัณฑ์สินค้าก่อนที่จะนำไปเสนอลูกค้า ตอนนั้นผมเพิ่งจะ 20 ต้นๆยังไม่มีประสบการณ์ใดๆก็ได้ครูพักลักจำจากรุ่นพี่นี่แหละที่ทำให้ผมก้าวเดินบนเส้นทางสายเซลล์แมน

          “มีห้องว่างมั้ยเฮีย” ทันทีที่ผมก้าวเดินเข้ามาภายในโรงแรมเก่าแห่งหนึ่งในช่วงค่ำของวันหนึ่ง อาเฮียท่าทางดุหันมามองด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรเท่าใด

          “ห้องเต็ม” เสียงอาเฮียบอกด้วยความไม่เต็มใจ

          “โถ่เฮีย หาให้ผมซักห้องเถอะนะ” ผมอ้อนวอนเพราะดึกป่านนี้แล้วไม่รู้จะไปพักที่ไหน นี่มันก็ปาไป4ทุ่มกว่าแล้ว ขืนขับรถวนไปมามีหวังไม่ได้หลับไม่ได้นอนเป็นแน่ 

อาเฮียหันไปเปิดสมุดดูว่ามีห้องว่างอีกมั้ย ก่อนที่แกจะเงยหน้าขึ้นมา

          “มีพอดีแขกเพิ่งออกไปเมื่อหัวค่ำ รอให้แม่บ้านขึ้นไปทำความสะอาดแปป” อาเฮียกดโทรศัพท์ที่วางอยู่โทรเรียกแม่บ้านและสั่งให้ขึ้นไปทำความสะอาด เพียงประมาณ 40 นาที แม่บ้านก็ทำความสะอาดเสร็จ ผมจึงยกของที่มีเพียงกระเป๋าเป้ใบเล็กเตรียมมาเท่านั้น เดินตามพนักงานขึ้นไปชั้น 3 ของโรงแรม ขอบอกก่อนนะครับว่าโรงแรม 2 ดาวตามต่างจังหวัดสมัยก่อนไม่มีลิฟต์หรอกนะครับ ผมเดินขึ้นมาถึงห้อง ทันทีที่เปิดเข้าไปทุกอย่างดูปกติดีไม่มีอะไรน่ากลัวหรือเป็นเพราะผมไม่คิดถึงเรื่องผีด้วยก็ได้ ผมบอกพนักงานให้สั่งอาหารตามสั่งขึ้นมาให้ผมด้วย พนักงานบอกว่า

          “พี่ที่นี่เขาปิดร้านตั้งแต่หัวค่ำแล้วครับ”

          “อ้าว” ผมทำหน้าเหวอ ยังไม่ได้กินอะไรมาเลยแล้วจะทำยังไงล่ะ

          “แถวนี้ใกล้สุดก็ต้องขี่รถออกไป” เด็กหนุ่มพนักงานทำสีหน้าเจ้าเล่ห์ผมรู้ทันว่าต้องการอะไร

          “เอาน่า ขี่ไปซื้อให้พี่หน่อยเดี๋ยวพี่ให้ค่าจ้าง” ผมยื่นแบงค์ร้อยส่งให้ บอกสั่งข้าวผัดกับน้ำเปล่า เด็กหนุ่มยิ้มอย่างดีใจก่อนที่จะพุ่งออกไปด้วยใบหน้าแจ่มใส ผมเดินเข้าไปในห้อง จัดแจงวางของและเข้าห้องน้ำอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมได้ยินเสียงเหมือนประตูห้องเปิด แอบคิดในใจว่าทำไมไอ้เด็กหนุ่มที่ผมจ้างไปซื้อข้าวมันกลับมาไวทั้งๆที่ผมเพิ่งจะจ้างไปเมื่อไม่ถึงสิบห้านาทีหรือมันจะหลอกว่าร้านปิด? แล้วบอกว่าต้องไปซื้อร้านด้านนอก แต่คิดไปคิดมาว่าถ้ามันจะหลอกทำไมมันไม่ทำให้เนียนกว่านี้ เช่น รอจังหวะเวลาให้นานกว่านี้

          “มาแล้วหรอ” ผมตะโกนออกไป

เสียงประตูปิดลง ผมอาบน้ำเสร็จพอดีไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา ผมจึงเปิดประตูออกไปชะเง้อมองดู กวาดสายตาออกไปรอบๆแต่ก็ไม่เห็นใคร ผมเริ่มกังวลอย่างบอกไม่ถูก คิดว่าแล้วเสียงประตูนั่นคืออะไร?

          ผมเดินออกมาจากห้องน้ำโดยที่ยังคิดไม่ตกว่าใครเข้ามาในห้อง ผมหันไปที่กระจกด้วยร่างเปลือยเปล่า ผ้าขนหนูลงไปกองที่พื้น แล้วผมก็ต้องตกใจกับภาพที่ผมเห็นในกระจก มันไม่ได้สะท้อนภาพผมแต่เพียงผู้เดียว แต่มันมีภาพของผู้หญิงคนหนึ่งในกระจกด้วย ผมหันไปด้วยความสะพรึง ผู้หญิงคนนั้นยืนมองผมตาค้าง ผมลืมไปว่าผมแก้ผ้าอยู่ เธอคงเห็นเจ้าปิกกาจูของผมเต็มๆ ผมรีบดึงผ้าเช็ดตัวมาปิดด้วยความอาย

          ผมมารู้ภายหลัง เธอบอกกับผมว่า

          “ต้องขอโทษคุณด้วยนะคะที่เข้ามาในห้องโดยพลการ” เธอบอกเสียงเศร้า
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่