ที่วัด....
พระไม้นั่งลงบนที่นั่งที่ทำจากปูนล้อมรอบต้นตะคร้อไว้ เสียงสายลมที่พัดผ่านมาเป็นระยะต้องใบตะคร้อจนเกิดเสียงซู่ซ่าเป็นครั้งคราว สายลมที่พัดเข้ามานั้นพัดพาเอาความร้อนระอุของอากาศในยามบ่ายที่บ่อนทำลายความสุขของร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่มันไม่สามารถพัดพาขับไล่เอาความระอุร้อนรุ่มที่เกิดขึ้นภายในใจของพระไม้ในขณะนี้ได้
สองวันก่อนหน้านี้
"ผมกับหลวงพี่ถวิลจะเดินทางไปแขวงจำปาศักดิ์กัน เรื่องของหลวงพี่น่ะตอนนี้มันร้ายแรงเกินกว่าจะหาวิธีแก้ไขแบบทั่วไปได้แล้ว" หลวงพี่สมพรบอกพระไม้ขณะเดินกลับจากฉันเช้า
"ร้ายแรงเกิน? หมายความว่ายังไงครับหลวงพี่" พระไม้ถามอย่างสงสัย
"วิญญาณที่ติดตามท่านน่ะ เขาเป็นวิญญาณอาฆาต มีจิตผูกพยาบาทรุนแรงกว่าวิญญาณทั่วไปหลายเท่านัก" หลวงพี่ถลิวกล่าว
พระไม้ได้แต่ครุ่นคิดในใจ นี่เรามีวิญญาณตามงั้นหรือ แถมยังเป็นวิญญาณที่อาฆาตรุนแรงด้วย
"ก่อนจะมาบวช ท่านไปทำอะไรมาหรือเปล่าหลวงพี่ไม้ เผลอไปทำอะไรให้ใครต้องเจ็บช้ำน้ำใจจนถึงกับเคียดแค้นรุนแรงถึงขั้นต้องการผลาญชีวิตหรือเปล่า" หลวงพี่สมพรถามขึ้น บัดนี้พระทั้งสามรูปหยุดเดินยืนคุยกันระหว่างทาง
พระไม้บอกตัวเองในใจหลังจากใช้ความคิดไตร่ตรองอย่างหนัก เขาน่ะหรือจะไปทำอะไรใคร มีแต่ถูกกระทำมากกว่า เพราะช้ำรักอย่างไรเล่าจึงได้พาตัวเองก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
"ไม่นี่ครับ" พระไม้ตอบไปอย่างมั่นใจ
เมื่อได้ยินคำตอบ หลวงพี่ทั้งสองก็มองหน้ากัน พระไม้รู้สึกได้เลยว่าท่านทั้งสองมีความวิตกกังวลอย่างมาก เพราะมันแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างเปิดเผย
"เอาเถอะ!1 เดี๋ยวเรื่องนี้เราค่อยมาหาคำตอบกันทีหลัง ยังไงระหว่างที่พวกผมไม่อยู่ท่านก็ระวังตัวด้วยล่ะ" หลวงพี่สมพรพูดเพียงแค่นั้นทั้งสองก็พากันเดินกลับกุฏิ ช่วงบ่ายวันเดียวกันก็มีรถมารับหลวงพี่ทั้งสองออกจากวัดไป
วันนี้พระไม้จะมานอนในวิหารเนื่องจากรู้สึกว่าจิตใจวันว้าวุ่นปั่นป่วน วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดแต่ไม่รู้จะได้ผลแค่ไหน ก็คือการพาตัวเองเข้าสู่สมาธิเพื่อบังคับจิตใจให้สงบลง แต่ครั้นจะนั่งทำสมาธิในห้องตัวเองก็ไม่รอด มันอึดอัดจนไม่สามารถกำหนดจิตให้เข้าสู่ความเยือกเย็นได้
สุดท้ายจึงปลงใจกับตนเอง ย้ายสังขารมาอยู่ในวิหารมันเสียเลย กะเอาบารมีของหลวงพ่อใหญ่ช่วยกดความคิดฟุ้งซ่านให้แบนราบสนิทไปจนบางเฉียบไม่สามารถขุดคุ้ยขึ้นมาสร้างความกังวลได้อีก
พระไม้จัดแจงจุดเทียนธูปกราบพระท่องบ่นคำบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นเปลี่ยนกิริยาท่านั่งจากคุกเข่าเป็นขัดตะหมาด ใช้มือขวาทับมือซ้ายไว้แล้วหลับตาลงช้า ๆ
"สมาธิน่ะ เกิดจากจิตที่นิ่งสงบใช่ว่าเกิดจากท่าทางที่เรากระทำในขณะนั้น ยืนก็มีสมาธิได้ นอนก็มีสมาธิได้ ไม่จำเป็นว่าต้องนั่งอย่างเดียว เราสบายท่าไหนก็ให้ทำสมาธิในท่านั้น ความนิ่งของจิตจึงจะเกิด" เสียงของหลวงพี่สมพรดังก้องขึ้นในมโนสำนึกของพระไม้
เมื่อทบทวนคำพูดนั้นเป็นที่เข้าใจ พระไม้จึงผายมือทั้งสองข้างออกหงายไว้บนเข่าทั้งซ้ายและขวา จรดปลายนิ้วหัวแม่มือและนิ้วกลางติดกันพอให้รับรู้ถึงสัมผัส จากนั้นก็หายใจเข้าออกช้า ๆ
ด้านนอกวิหารเสียงหรีดหริ่งเรไรและแมลงกลางคืนพากันบรรเลงเพลงแห่งการย่ำราตรี เสียงใบไม้ที่ลู่ต้องลมเสียดสีกันไปมา แรกทีเดียวเสียงเหล่านั้นดังอยู่ใกล้ตัว จากนั้นก็ค่อย ๆ ห่างออกไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ ที่สุดก็เงียบสนิทลง
"ไม้คะ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้าง ๆ หูปลุกพระไม้ให้ตื่นจากสมาธิ
"พลอย" พระไม้เอ่ยออกมา
ร่างของพลอยนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ข้าง ๆ เขา เธอใช้ศีรษะหนุนบนไหล่ของเขาอิงแอบแนบชิดกันเหมือนตอนที่เป็นคนรัก
"หยุดเถอะ ตอนนี้ผมเป็นพระนะ" เขากล่าวปราม
"ใช่ซะที่ไหนกันคะ ดูดี ๆ สิ" พลอยตอบออกมาเสียงหวานทั้งที่ยังซบอยู่แบบเดิม
พระไม้เมื่อได้ยินดังนั้นก็ก้มลงมองสำรวจตนเอง พบว่าเขาอยู่ในชุดกางกางขาสั้นเสื้อยืดธรรมดา มิใช่ผ้าเหลืองเหมือนที่ตนคิด
"พลอดคิดถึงไม้เหลือเกิน คิดถึงมากเลยค่ะ" พลอยเอ่ยเบา ๆ จากนั้นก็เลื่อนกายลงไปนอนหนุนตักไม้
"พลอยเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนะคะ ไม้ยังรักพลอยอยู่ใช่มั๊ย" พลอยถาม
ไม้ได้แต่นิ่งงัน เขาไม่สามารถให้คำตอบพลอยได้ เขาไม่มั่นใจอะไรเลยตอนนี้
"ตอบพลอยสิคะ บอกพลอยสิ บอกรักพลอยเหมือนเมื่อก่อน" พลอยยังคงพูดต่อ
"แต่เมื่อก่อนคุณทิ้งผมนะพลอย" ในที่สุดไม้ก็เอ่ยขึ้น
"คุณ? ผม? ทำไมฟังดูห่างเหินจังล่ะคะ แทนตัวเองว่าไม้สิคะ แล้วเรียกพลอยว่าพลอยเหมือนเดิม" พลอยออดอ้อน
"ตะ แต่...ผมทำไม่ได้" ไม้ปฏิเสธเสียงอ่อย สีหน้าเศร้าสลดลง
"ทำไม่ได้? หึ หึ เพราะไม้ไม่รักพลอยแล้วใช่มั๊ย เพราะไม้รักฝ้ายใช่มั๊ย" พลอยพูดออกมาน้ำเสียงประชดประชัน
"ไม่..คือ..." ไม้พยายามปฏิเสธ
"ไม่เป็นไรค่ะ อีกไม่นานเราก็จะได้อยู่ด้วยกันเหมือนเดิม พลอยจะเอาร่างของอี่ฝ้ายมาเป็นของพลอย ถึงเวลานั้นไม้ก็จะได้ทั้งสองคนเลยไงคะ หึ หึ หึ " พลอยบอกพลางหัวเราะเยือกเย็น
"ไม่นะพลอย!! อย่าทำแบบนั้น" ไม้เอ่ยขึ้นเสียงดัง
พลอยลุกพรวดขึ้น แสดงสีหน้าเกรี้ยวโกรธแล้วตวาดกลับใส่ไม้เสียงดัง
"ทำไม!! ห่วงมันมากใช่มั๊ย ถ้าห่วงมันมากก็เอาชีวิตมืงแลกกับมันสิ" พลอยพูดแล้วโยนมีดให้ไม้
ไม้มองดูมีดเล่มนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงแหงนมองหน้าพลอย เอ่ยขึ้นเบา ๆ ยิ้มทั้งน้ำตา
"ได้สิ ถ้านี่เป็นสิ่งที่คุณต้องการ แต่คุณจงรับรู้ไว้นะพลอย ว่าผมรักคุณไม่ได้อีกแล้ว ถึงจะมีหรือไม่มีฝ้าย ผมก็รักคุณไม่ได้อยู่ดี"
พูดจบไม้ก็คว้าเอามีดเล่มนั้นขึ้นมา พลอยเห็นดังนั้นก็จะเข้าไปห้ามแต่ช้าไป
ฉึก!!
ไม้กดมีดเล่มนั้นเข้าตรงหน้าอกบริเวณหัวใจอย่างแรง
"ผมให้คุณแล้วนะ รับไปสิชีวิตผม แล้วอย่ายุ่งกับคนที่ผมรักอีกไม่ว่าคนไหน" ไม้กล่าวด้วยรอยยิ้ม แล้วร่างของไม้ก็ค่อย ๆ เอนลงกับพื้น ก่อนที่สติจะค่อย ๆ หายไป ไม้คิดรำพึงในใจ
"แบบนี้แหละดีแล้ว เป็นแบบนี้แหละดีแล้ว มันถูกต้องที่สุดแล้ว"
"ไม้!! ไม่นะคะ ไม้!! คุณทำแบบนี้วิญญาณคุณจะแตกดับนะไม้ ไม้!!"
พลอยละล่ำละลักพูดขึ้น เธอร้องไห้ประคองศีรษะของไม้ไว้ รู้สึกผิดที่สุดที่ทำให้คนที่เธอรักต้องเป็นแบบนี้ เธอแหงนหน้าขึ้นมองบนฟ้าแล้วกรีดร้องสุดเสียงด้วยความเสียใจ
ในวิหาร เจ้าบาสเดินเข้ามาเพราะเห็นว่าค่ำแล้วแต่พระไม้ยังไม่เปิดไฟ มีเพียงแสงสว่างวอมแวมจากเทียนเล่มใหญ่หน้าพระประธานที่บัดนี้กำลังจะดับมอดลง
"โห! หลวงพี่มืดค่ำป่านนี้ยังนั่งสมาธิอยู่อีกเหรอครับ ฟงไฟก็ไม่เปิด"
เจ้าบาสพูดพลางเดินไล่เปิดไฟในวิหาร เมื่อหันกลับมาก็ยังเห็นพระไม้นั่งนิ่งไม่ไหวติง
"หลวงพี่ หลวงพี่ไม้ครับ หลวงพี่ไม้" เจ้าบาสเข้าไปเขย่าตัวพระไม้ แต่ก็ต้องตกใจตาเหลือก เพราะร่างกายของพระไม้เย็นเฉียบขาวซีด ไร้ลมหายใจ พระไม้มรณะภาพแล้ว!!
"ละ หลวงพี่!" เจ้าบาสตกใจสุดขีด พอตั้งสติได้ก็วิ่งตะโกนออกไปนอกวิหาร
"หลวงตา!! ลุงจุ่น!! หลวงพี่ไม้ตายแล้ว!! หลวงพี่ไม่มรณภาพแล้ว"
ณ ป่าแห่งหนึ่งระหว่างเขตรอยต่อไทย-ลาว หลวงพี่สมพรที่ขณะนี้นั่งทำสมาธิอยู่ในกลด จู่ ๆ ก็มีลมพัดมาวูบหนึ่ง สายลมนั้นมันเย็นเยือกจับไขกระดูสันหลังจนต้องลืมตาถอนสมาธิ
หลวงพี่พรลุกออกจากกลดเดินตรงไปหาหลวงพี่ถวิลที่กำลังเดินจงกรมอยู่ไม่ห่าง
"ท่านถวิล ไม่ทันการณ์แล้ว หลวงพี่ไม้มรณภาพแล้ว" หลวงพี่สมพรกล่าวอย่างร้อนรน
หลวงพี่ถวิลหยุดเดินแล้วหันหน้ามองทางสหธรรมิก เอ่ยขึ้นเสียงสั่นเคลือ
"ผมทราบแล้ว หลวงพี่ไม้มาลาผมเมื่อครู่นี้เอง"
เกิดความเงียบขึ้นทันที พระหนุ่มทั้งสองที่ดั้นด้นเดินทางมาไกลเพื่อหาวิธีช่วยเหลือสหายธรรมที่กำลังทนทุกข์กับบาปเวรที่ตนไม่ได้ก่อขึ้น ท้ายที่สุดกลับไม่ทันเวลา ดวงจิตของพระไม้แตกดับแหลกสลายไปแล้วจนสิ้น มิอาจให้ความช่วยเหลืออันใดได้อีก
"วันพรุ่งยามตะวันตรงหัว มาพบข้าที่ถ้ำเกวียน..."
เสียงหนึ่งดังกังวานขึ้นรอบทิศ อาณุภาพของเสียงนั้นทำให้แมกไม้สั่นไหว
"อาจารย์ใหญ!" หลวงพี่พรเอ่ยขึ้น
"ผมคิดว่ายังทันอยู่ พรุ่งนี้เช้าพอเห็นเส้นลายมือเรารีบออกเดินทางกันเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องบิณฑบาตกัน เรื่องหลวงพี่ไม้สำคัญกว่า" หลวงพี่ถวิลกล่าวขึ้น จากนั้นทั้งสองก็แยกย้านเข้ากลอดเพื่อพักผ่อน
ในวิหาร สรีระสังขารของพระไม้นอนเหยียดยาวสงบนิ่งอยู่กับพื้นที่เย็นเยียบแข็งกระด้าง ข้าง ๆ กันเจ้าบาสนั่งมองด้วยสายตาอาลัย หลวงตาสีและเฒ่าจุ่นยืนมองร่างนั้นห่าง ๆ ด้วยสายตาที่สุดจะหาคำตอบได้
ด้านหน้าวิหาร ร่างของใครคนหนึ่งยืนอยู่ในเงามืด ร่างนั้นยืนนิ่งไม่ไหวติงมองเข้าไปในวิหาร เยื้องไปด้านหลังเล็กน้อยมีเงาร่างของหญิงสาวนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่
"จะร้องไห้ให้ได้อะไร นี่เป็นสิ่งที่คุณต้องการไม่ใช่หรือ" ทิดหม่องเอ่ยถามร่างนั่นออกไป สายตายังคงจ้องมองร่างของพระไม้อย่างเศร้าสร้อย
"แต่ชั้นไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนี้ ชั้นแค่อยากอยู่กับไม้ ไม้ได้ต้องการให้ไม้หายไปแบบนี้" พลอยกล่าวเสียงสะอื้น
ทิดหม่องหันกลับมามองแล้วเดินเข้าหาร่างนั้นช้า ๆ พอไปถึงก็จิกผมให้ร่างนั้นเงยหน้าขึ้น
"แล้วมืงทำแบบนี้ทำไม? มืงทำร้ายพระไม้ทำไม? ตอนเป็นคนก็ทิ้งเค้าจนเค้าต้องหนีมาบวช พอตอนนี้ท่านเป็นพระ ยังจะตามราวีจนดวงจิตท่านต้องแตกดับ มืงทำลงไปทำไม!!"
ทิดหม่องตะคอกถามเสียงดัง ตั้งแต่เขาตายก็ไม่เคยรู้สึกโกรธแค้นชิงชังอะไรเท่าตอนนี้
"กูจะฆ่ามืงเสียให้ตายรอบสอง วิญญาณมืงต้องแตกดับตามพระไม้ไป ถึงกูจะต้องติดอยู่ในภพนี้ไปตลอดกูก็จะทำ" ทิดหม่องกัดกรามกรอดเอ่ยขึ้นอย่างเคียดแค้น เขาบีบคอพลอยอย่างแรง พลอยพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ก็ไม่เป็นผล
"มืงมันก็แค่วิญญาณบาปที่โชคดีหนีนรกมาได้ แต่กูเป็นวิญญาณชั่ว มืงกับกูมันคนละชั้นกัน"
ทิดหม่องออกแรงบีบเค้นลำคอของพลอยอย่างหนักหน่วง พลอยบัดนี้ร่างกายสั่นกระตุกด้วยความทรมาน เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเสียท่าให้กับวิญญาณตนอื่นได้ ทั้งที่เธอเองก็มีฤทธิ์เดชที่ได้รับจากท่านผู้นั้นมามากพอควร แต่กลับสู้วิญญาณของชายผู้นี้ไม่ได้กระนั้นหรือ
"หยุดเถอะทิดหม่อง อย่าทำแบบนั้น" หลวงตาสีเอ่ยขึ้น
"แต่อีวิญญาณดวงนี้มันบาปหนานะขอรับ มันฆ่าพระไม้นะขอรับ" ทิดหม่องเอ่ยตอบไปทั้งที่ยังไม่ปล่อยมือ
"มันเป็นสิ่งที่พระไม้ท่านเลือกแล้ว ปล่อยเขาเถอะ ถ้าโยมทำลายวิญญาณดวงนี้แล้วจะต้องติดบ่วงกรรมทำให้หลุดพ้นไม่ได้ คิดว่าพระไม้จะยินดีหรือ" หลววตาสีกล่าว
ทิดหม่องได้ยินดังนั้นก็คลายมือที่แข็งแรงปานเหล็กออก พลอยเมื่อหลุดพ้นจากการถูกบีบเค้นลำคอก็หายไปทันที
"ตอนนี้ยังพอทันเวลา คงต้องฝากความหวังไว้กับสองรูปนั้นแล้วล่ะ" หลวงตาสีกล่าวแล้วหันไปทางพระไม้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ทั้งเฒ่าจุ่นและเจ้าบาสไม่มีใครรับรู้ได้ พวกเขาเห็นแค่เพียงร่างที่นอนสงบนิ่งของพระไม้และหลวงตาสีที่ยืนหลับตาอยู่ตรงนั้น
"โปรดช่วยเขาด้วยเถิดครับ อาจารย์"
หลวงตาสีกล่าวขึ้นเบา ๆ
จบตอน.
ผมจะบวช 10. มรณภาพ
พระไม้นั่งลงบนที่นั่งที่ทำจากปูนล้อมรอบต้นตะคร้อไว้ เสียงสายลมที่พัดผ่านมาเป็นระยะต้องใบตะคร้อจนเกิดเสียงซู่ซ่าเป็นครั้งคราว สายลมที่พัดเข้ามานั้นพัดพาเอาความร้อนระอุของอากาศในยามบ่ายที่บ่อนทำลายความสุขของร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่มันไม่สามารถพัดพาขับไล่เอาความระอุร้อนรุ่มที่เกิดขึ้นภายในใจของพระไม้ในขณะนี้ได้
สองวันก่อนหน้านี้
"ผมกับหลวงพี่ถวิลจะเดินทางไปแขวงจำปาศักดิ์กัน เรื่องของหลวงพี่น่ะตอนนี้มันร้ายแรงเกินกว่าจะหาวิธีแก้ไขแบบทั่วไปได้แล้ว" หลวงพี่สมพรบอกพระไม้ขณะเดินกลับจากฉันเช้า
"ร้ายแรงเกิน? หมายความว่ายังไงครับหลวงพี่" พระไม้ถามอย่างสงสัย
"วิญญาณที่ติดตามท่านน่ะ เขาเป็นวิญญาณอาฆาต มีจิตผูกพยาบาทรุนแรงกว่าวิญญาณทั่วไปหลายเท่านัก" หลวงพี่ถลิวกล่าว
พระไม้ได้แต่ครุ่นคิดในใจ นี่เรามีวิญญาณตามงั้นหรือ แถมยังเป็นวิญญาณที่อาฆาตรุนแรงด้วย
"ก่อนจะมาบวช ท่านไปทำอะไรมาหรือเปล่าหลวงพี่ไม้ เผลอไปทำอะไรให้ใครต้องเจ็บช้ำน้ำใจจนถึงกับเคียดแค้นรุนแรงถึงขั้นต้องการผลาญชีวิตหรือเปล่า" หลวงพี่สมพรถามขึ้น บัดนี้พระทั้งสามรูปหยุดเดินยืนคุยกันระหว่างทาง
พระไม้บอกตัวเองในใจหลังจากใช้ความคิดไตร่ตรองอย่างหนัก เขาน่ะหรือจะไปทำอะไรใคร มีแต่ถูกกระทำมากกว่า เพราะช้ำรักอย่างไรเล่าจึงได้พาตัวเองก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
"ไม่นี่ครับ" พระไม้ตอบไปอย่างมั่นใจ
เมื่อได้ยินคำตอบ หลวงพี่ทั้งสองก็มองหน้ากัน พระไม้รู้สึกได้เลยว่าท่านทั้งสองมีความวิตกกังวลอย่างมาก เพราะมันแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างเปิดเผย
"เอาเถอะ!1 เดี๋ยวเรื่องนี้เราค่อยมาหาคำตอบกันทีหลัง ยังไงระหว่างที่พวกผมไม่อยู่ท่านก็ระวังตัวด้วยล่ะ" หลวงพี่สมพรพูดเพียงแค่นั้นทั้งสองก็พากันเดินกลับกุฏิ ช่วงบ่ายวันเดียวกันก็มีรถมารับหลวงพี่ทั้งสองออกจากวัดไป
วันนี้พระไม้จะมานอนในวิหารเนื่องจากรู้สึกว่าจิตใจวันว้าวุ่นปั่นป่วน วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดแต่ไม่รู้จะได้ผลแค่ไหน ก็คือการพาตัวเองเข้าสู่สมาธิเพื่อบังคับจิตใจให้สงบลง แต่ครั้นจะนั่งทำสมาธิในห้องตัวเองก็ไม่รอด มันอึดอัดจนไม่สามารถกำหนดจิตให้เข้าสู่ความเยือกเย็นได้
สุดท้ายจึงปลงใจกับตนเอง ย้ายสังขารมาอยู่ในวิหารมันเสียเลย กะเอาบารมีของหลวงพ่อใหญ่ช่วยกดความคิดฟุ้งซ่านให้แบนราบสนิทไปจนบางเฉียบไม่สามารถขุดคุ้ยขึ้นมาสร้างความกังวลได้อีก
พระไม้จัดแจงจุดเทียนธูปกราบพระท่องบ่นคำบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นเปลี่ยนกิริยาท่านั่งจากคุกเข่าเป็นขัดตะหมาด ใช้มือขวาทับมือซ้ายไว้แล้วหลับตาลงช้า ๆ
"สมาธิน่ะ เกิดจากจิตที่นิ่งสงบใช่ว่าเกิดจากท่าทางที่เรากระทำในขณะนั้น ยืนก็มีสมาธิได้ นอนก็มีสมาธิได้ ไม่จำเป็นว่าต้องนั่งอย่างเดียว เราสบายท่าไหนก็ให้ทำสมาธิในท่านั้น ความนิ่งของจิตจึงจะเกิด" เสียงของหลวงพี่สมพรดังก้องขึ้นในมโนสำนึกของพระไม้
เมื่อทบทวนคำพูดนั้นเป็นที่เข้าใจ พระไม้จึงผายมือทั้งสองข้างออกหงายไว้บนเข่าทั้งซ้ายและขวา จรดปลายนิ้วหัวแม่มือและนิ้วกลางติดกันพอให้รับรู้ถึงสัมผัส จากนั้นก็หายใจเข้าออกช้า ๆ
ด้านนอกวิหารเสียงหรีดหริ่งเรไรและแมลงกลางคืนพากันบรรเลงเพลงแห่งการย่ำราตรี เสียงใบไม้ที่ลู่ต้องลมเสียดสีกันไปมา แรกทีเดียวเสียงเหล่านั้นดังอยู่ใกล้ตัว จากนั้นก็ค่อย ๆ ห่างออกไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ ที่สุดก็เงียบสนิทลง
"ไม้คะ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้าง ๆ หูปลุกพระไม้ให้ตื่นจากสมาธิ
"พลอย" พระไม้เอ่ยออกมา
ร่างของพลอยนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ข้าง ๆ เขา เธอใช้ศีรษะหนุนบนไหล่ของเขาอิงแอบแนบชิดกันเหมือนตอนที่เป็นคนรัก
"หยุดเถอะ ตอนนี้ผมเป็นพระนะ" เขากล่าวปราม
"ใช่ซะที่ไหนกันคะ ดูดี ๆ สิ" พลอยตอบออกมาเสียงหวานทั้งที่ยังซบอยู่แบบเดิม
พระไม้เมื่อได้ยินดังนั้นก็ก้มลงมองสำรวจตนเอง พบว่าเขาอยู่ในชุดกางกางขาสั้นเสื้อยืดธรรมดา มิใช่ผ้าเหลืองเหมือนที่ตนคิด
"พลอดคิดถึงไม้เหลือเกิน คิดถึงมากเลยค่ะ" พลอยเอ่ยเบา ๆ จากนั้นก็เลื่อนกายลงไปนอนหนุนตักไม้
"พลอยเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนะคะ ไม้ยังรักพลอยอยู่ใช่มั๊ย" พลอยถาม
ไม้ได้แต่นิ่งงัน เขาไม่สามารถให้คำตอบพลอยได้ เขาไม่มั่นใจอะไรเลยตอนนี้
"ตอบพลอยสิคะ บอกพลอยสิ บอกรักพลอยเหมือนเมื่อก่อน" พลอยยังคงพูดต่อ
"แต่เมื่อก่อนคุณทิ้งผมนะพลอย" ในที่สุดไม้ก็เอ่ยขึ้น
"คุณ? ผม? ทำไมฟังดูห่างเหินจังล่ะคะ แทนตัวเองว่าไม้สิคะ แล้วเรียกพลอยว่าพลอยเหมือนเดิม" พลอยออดอ้อน
"ตะ แต่...ผมทำไม่ได้" ไม้ปฏิเสธเสียงอ่อย สีหน้าเศร้าสลดลง
"ทำไม่ได้? หึ หึ เพราะไม้ไม่รักพลอยแล้วใช่มั๊ย เพราะไม้รักฝ้ายใช่มั๊ย" พลอยพูดออกมาน้ำเสียงประชดประชัน
"ไม่..คือ..." ไม้พยายามปฏิเสธ
"ไม่เป็นไรค่ะ อีกไม่นานเราก็จะได้อยู่ด้วยกันเหมือนเดิม พลอยจะเอาร่างของอี่ฝ้ายมาเป็นของพลอย ถึงเวลานั้นไม้ก็จะได้ทั้งสองคนเลยไงคะ หึ หึ หึ " พลอยบอกพลางหัวเราะเยือกเย็น
"ไม่นะพลอย!! อย่าทำแบบนั้น" ไม้เอ่ยขึ้นเสียงดัง
พลอยลุกพรวดขึ้น แสดงสีหน้าเกรี้ยวโกรธแล้วตวาดกลับใส่ไม้เสียงดัง
"ทำไม!! ห่วงมันมากใช่มั๊ย ถ้าห่วงมันมากก็เอาชีวิตมืงแลกกับมันสิ" พลอยพูดแล้วโยนมีดให้ไม้
ไม้มองดูมีดเล่มนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงแหงนมองหน้าพลอย เอ่ยขึ้นเบา ๆ ยิ้มทั้งน้ำตา
"ได้สิ ถ้านี่เป็นสิ่งที่คุณต้องการ แต่คุณจงรับรู้ไว้นะพลอย ว่าผมรักคุณไม่ได้อีกแล้ว ถึงจะมีหรือไม่มีฝ้าย ผมก็รักคุณไม่ได้อยู่ดี"
พูดจบไม้ก็คว้าเอามีดเล่มนั้นขึ้นมา พลอยเห็นดังนั้นก็จะเข้าไปห้ามแต่ช้าไป
ฉึก!!
ไม้กดมีดเล่มนั้นเข้าตรงหน้าอกบริเวณหัวใจอย่างแรง
"ผมให้คุณแล้วนะ รับไปสิชีวิตผม แล้วอย่ายุ่งกับคนที่ผมรักอีกไม่ว่าคนไหน" ไม้กล่าวด้วยรอยยิ้ม แล้วร่างของไม้ก็ค่อย ๆ เอนลงกับพื้น ก่อนที่สติจะค่อย ๆ หายไป ไม้คิดรำพึงในใจ
"แบบนี้แหละดีแล้ว เป็นแบบนี้แหละดีแล้ว มันถูกต้องที่สุดแล้ว"
"ไม้!! ไม่นะคะ ไม้!! คุณทำแบบนี้วิญญาณคุณจะแตกดับนะไม้ ไม้!!"
พลอยละล่ำละลักพูดขึ้น เธอร้องไห้ประคองศีรษะของไม้ไว้ รู้สึกผิดที่สุดที่ทำให้คนที่เธอรักต้องเป็นแบบนี้ เธอแหงนหน้าขึ้นมองบนฟ้าแล้วกรีดร้องสุดเสียงด้วยความเสียใจ
ในวิหาร เจ้าบาสเดินเข้ามาเพราะเห็นว่าค่ำแล้วแต่พระไม้ยังไม่เปิดไฟ มีเพียงแสงสว่างวอมแวมจากเทียนเล่มใหญ่หน้าพระประธานที่บัดนี้กำลังจะดับมอดลง
"โห! หลวงพี่มืดค่ำป่านนี้ยังนั่งสมาธิอยู่อีกเหรอครับ ฟงไฟก็ไม่เปิด"
เจ้าบาสพูดพลางเดินไล่เปิดไฟในวิหาร เมื่อหันกลับมาก็ยังเห็นพระไม้นั่งนิ่งไม่ไหวติง
"หลวงพี่ หลวงพี่ไม้ครับ หลวงพี่ไม้" เจ้าบาสเข้าไปเขย่าตัวพระไม้ แต่ก็ต้องตกใจตาเหลือก เพราะร่างกายของพระไม้เย็นเฉียบขาวซีด ไร้ลมหายใจ พระไม้มรณะภาพแล้ว!!
"ละ หลวงพี่!" เจ้าบาสตกใจสุดขีด พอตั้งสติได้ก็วิ่งตะโกนออกไปนอกวิหาร
"หลวงตา!! ลุงจุ่น!! หลวงพี่ไม้ตายแล้ว!! หลวงพี่ไม่มรณภาพแล้ว"
ณ ป่าแห่งหนึ่งระหว่างเขตรอยต่อไทย-ลาว หลวงพี่สมพรที่ขณะนี้นั่งทำสมาธิอยู่ในกลด จู่ ๆ ก็มีลมพัดมาวูบหนึ่ง สายลมนั้นมันเย็นเยือกจับไขกระดูสันหลังจนต้องลืมตาถอนสมาธิ
หลวงพี่พรลุกออกจากกลดเดินตรงไปหาหลวงพี่ถวิลที่กำลังเดินจงกรมอยู่ไม่ห่าง
"ท่านถวิล ไม่ทันการณ์แล้ว หลวงพี่ไม้มรณภาพแล้ว" หลวงพี่สมพรกล่าวอย่างร้อนรน
หลวงพี่ถวิลหยุดเดินแล้วหันหน้ามองทางสหธรรมิก เอ่ยขึ้นเสียงสั่นเคลือ
"ผมทราบแล้ว หลวงพี่ไม้มาลาผมเมื่อครู่นี้เอง"
เกิดความเงียบขึ้นทันที พระหนุ่มทั้งสองที่ดั้นด้นเดินทางมาไกลเพื่อหาวิธีช่วยเหลือสหายธรรมที่กำลังทนทุกข์กับบาปเวรที่ตนไม่ได้ก่อขึ้น ท้ายที่สุดกลับไม่ทันเวลา ดวงจิตของพระไม้แตกดับแหลกสลายไปแล้วจนสิ้น มิอาจให้ความช่วยเหลืออันใดได้อีก
"วันพรุ่งยามตะวันตรงหัว มาพบข้าที่ถ้ำเกวียน..."
เสียงหนึ่งดังกังวานขึ้นรอบทิศ อาณุภาพของเสียงนั้นทำให้แมกไม้สั่นไหว
"อาจารย์ใหญ!" หลวงพี่พรเอ่ยขึ้น
"ผมคิดว่ายังทันอยู่ พรุ่งนี้เช้าพอเห็นเส้นลายมือเรารีบออกเดินทางกันเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องบิณฑบาตกัน เรื่องหลวงพี่ไม้สำคัญกว่า" หลวงพี่ถวิลกล่าวขึ้น จากนั้นทั้งสองก็แยกย้านเข้ากลอดเพื่อพักผ่อน
ในวิหาร สรีระสังขารของพระไม้นอนเหยียดยาวสงบนิ่งอยู่กับพื้นที่เย็นเยียบแข็งกระด้าง ข้าง ๆ กันเจ้าบาสนั่งมองด้วยสายตาอาลัย หลวงตาสีและเฒ่าจุ่นยืนมองร่างนั้นห่าง ๆ ด้วยสายตาที่สุดจะหาคำตอบได้
ด้านหน้าวิหาร ร่างของใครคนหนึ่งยืนอยู่ในเงามืด ร่างนั้นยืนนิ่งไม่ไหวติงมองเข้าไปในวิหาร เยื้องไปด้านหลังเล็กน้อยมีเงาร่างของหญิงสาวนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่
"จะร้องไห้ให้ได้อะไร นี่เป็นสิ่งที่คุณต้องการไม่ใช่หรือ" ทิดหม่องเอ่ยถามร่างนั่นออกไป สายตายังคงจ้องมองร่างของพระไม้อย่างเศร้าสร้อย
"แต่ชั้นไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนี้ ชั้นแค่อยากอยู่กับไม้ ไม้ได้ต้องการให้ไม้หายไปแบบนี้" พลอยกล่าวเสียงสะอื้น
ทิดหม่องหันกลับมามองแล้วเดินเข้าหาร่างนั้นช้า ๆ พอไปถึงก็จิกผมให้ร่างนั้นเงยหน้าขึ้น
"แล้วมืงทำแบบนี้ทำไม? มืงทำร้ายพระไม้ทำไม? ตอนเป็นคนก็ทิ้งเค้าจนเค้าต้องหนีมาบวช พอตอนนี้ท่านเป็นพระ ยังจะตามราวีจนดวงจิตท่านต้องแตกดับ มืงทำลงไปทำไม!!"
ทิดหม่องตะคอกถามเสียงดัง ตั้งแต่เขาตายก็ไม่เคยรู้สึกโกรธแค้นชิงชังอะไรเท่าตอนนี้
"กูจะฆ่ามืงเสียให้ตายรอบสอง วิญญาณมืงต้องแตกดับตามพระไม้ไป ถึงกูจะต้องติดอยู่ในภพนี้ไปตลอดกูก็จะทำ" ทิดหม่องกัดกรามกรอดเอ่ยขึ้นอย่างเคียดแค้น เขาบีบคอพลอยอย่างแรง พลอยพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ก็ไม่เป็นผล
"มืงมันก็แค่วิญญาณบาปที่โชคดีหนีนรกมาได้ แต่กูเป็นวิญญาณชั่ว มืงกับกูมันคนละชั้นกัน"
ทิดหม่องออกแรงบีบเค้นลำคอของพลอยอย่างหนักหน่วง พลอยบัดนี้ร่างกายสั่นกระตุกด้วยความทรมาน เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเสียท่าให้กับวิญญาณตนอื่นได้ ทั้งที่เธอเองก็มีฤทธิ์เดชที่ได้รับจากท่านผู้นั้นมามากพอควร แต่กลับสู้วิญญาณของชายผู้นี้ไม่ได้กระนั้นหรือ
"หยุดเถอะทิดหม่อง อย่าทำแบบนั้น" หลวงตาสีเอ่ยขึ้น
"แต่อีวิญญาณดวงนี้มันบาปหนานะขอรับ มันฆ่าพระไม้นะขอรับ" ทิดหม่องเอ่ยตอบไปทั้งที่ยังไม่ปล่อยมือ
"มันเป็นสิ่งที่พระไม้ท่านเลือกแล้ว ปล่อยเขาเถอะ ถ้าโยมทำลายวิญญาณดวงนี้แล้วจะต้องติดบ่วงกรรมทำให้หลุดพ้นไม่ได้ คิดว่าพระไม้จะยินดีหรือ" หลววตาสีกล่าว
ทิดหม่องได้ยินดังนั้นก็คลายมือที่แข็งแรงปานเหล็กออก พลอยเมื่อหลุดพ้นจากการถูกบีบเค้นลำคอก็หายไปทันที
"ตอนนี้ยังพอทันเวลา คงต้องฝากความหวังไว้กับสองรูปนั้นแล้วล่ะ" หลวงตาสีกล่าวแล้วหันไปทางพระไม้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ทั้งเฒ่าจุ่นและเจ้าบาสไม่มีใครรับรู้ได้ พวกเขาเห็นแค่เพียงร่างที่นอนสงบนิ่งของพระไม้และหลวงตาสีที่ยืนหลับตาอยู่ตรงนั้น
"โปรดช่วยเขาด้วยเถิดครับ อาจารย์"
หลวงตาสีกล่าวขึ้นเบา ๆ
จบตอน.