บทที่ 4. คืนที่ 2 กับทิดหม่อง
หลังจากผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญสั่นประสาทในขณะที่ไม้กำลังนั่งสงบสติอารณ์ตนเองอยู่นั้น หลวงพี่ทั้งสองได้เดินเข้ามาทักทายอีกครั้ง
“เป็นยังไงบ้าง คืนแรกเห็นว่าหนักเอาการเลยนิ” หลวงพี่พรเอ่ยทักขึ้น
“ครับ หนักหนาสาหัสเลยล่ะครับ มันหลอกผมซ้ำๆซากๆ จนผมหลอนไปหมดแล้วครับตอนนี้”
ไม้เอ่ยตอบด้วยท่าทีอิดโรย พลางเอาสองมือขึ้นปิดหน้า
“ใจเย็นๆนะโยมไม้ ตั้งสติเข้าไว้ สติเท่านั้นที่จะเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้”
หลวงพี่พรพูดปลอบ พร้อมวางมือลงบนบ่าของไม้ ไม้ไม่ตอบอะไรได้แต่นิ่งเงียบ หลวงพี่พรจึงเอ่ยขึ้น
“เดี๋ยวโยมอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวซะนะ แล้วไปหาผม อ้อ เอาหนังสือมนต์พิธีติดไปด้วยล่ะ” หลวงพี่พรบอกเพียงเท่านั้นท่านก็เดินจากไป
หลังจากที่ไม้ชำระร่างกายเรียบร้อยก็ไปพบหลวงพี่พรที่กุฏิท่าน เมื่อไปถึง พบว่าหลวงพี่ทั้งสองนั่งสนทนากันอยู่ตรงโต๊ะม้าหินอ่อนใต้ต้นมะม่วง ไม้จึงเดินเข้าไปหา
“อ้าว มาแล้วรึ นั่งก่อนสินั่งก่อน” หลวงพี่พรเอ่ยชักชวน
“หลวงพี่ครับ”ไม้เอ่ยขึ้น
“มีคาถากันผีมั๊ยครับ หรือให้ดีเอาเป็นคาถาไล่ผีดีกว่าครับ เอาแบบที่ท่องปุ๊บผีวิ่งหนีกระเจิงไปเลยน่ะครับ ช่วยสอนผมหน่อย”
ไม้เอ่ยปากขอด้วยสายตาวิงวอน หลวงพี่พรเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มอ่อนแล้วถอนหายใจ
“โยมไม้ อย่างที่ผมบอกไปแหละ สิ่งเหล่านี้น่ะเราสามารถชนะได้ด้วยสตินะ เพียงแต่ โยมตั้งสติ ไม่ว่าสิ่งชั่วร้ายที่ไหนก็ทำอะไรโยมไม่ได้”
"แต่เมื่อคืนที่ผมโดน ผมยังไม่ทันได้ตั้งสติ ภาพก็ตัดไปเลยครับ ถ้าเป็นแบบนี้ผมคงจะอยู่ไม่ไหวแน่ มันน่ากลัวมากนะครับหลวงพี่” ไม้เอ่ยตัดพ้อ
“เอาอย่างนี้ เรื่องคาถงคาถาค่อยว่ากันทีหลังตอนนี้โยมมาหัดท่องคำขานนาคก่อน เดี๋ยวผมกับหลวงพี่ถวิลจะช่วย”
“แต่หลวงพี่ครับ ตอนนี้ผม..” ไม้เอ่ยพลางสบตากับพระหนุ่ม สุดท้ายก็จนใจ จำใจต้องเปิดหนังสือเพื่อท่องคำขานนาค ทั้งที่ในใจตอนนี้แย้งหนัก ว่าคงไม่ได้อะไรแน่เพราะในหัวตอนนี้คิดวนเวียนถึงแต่เรื่องเมื่อคืนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่น่าแปลก อาจเป็นเพราะบรรยากาศที่เงียบสงบ และความอุ่นใจเมื่อมีพระหนุ่มทั้งสองคอยช่วยเหลือเมื่อติดขัด ไม้กลับท่องจำได้ดีขึ้น เขาจดจ่อท่องตำราอยู่อย่างนั้นจนลืมเวลา ลืมแม้กระทั่งเรื่องน่ากลัวที่ตนเองเผชิญมาเมื่อคืนนี้
จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงที่ไม้จำได้ดี
“ไอ้หนู…เป็นยังไงบ้างลูก” ป้าละไมเอ่ยถามเมื่อพบหน้าลูกชาย
“อ้าวแม่ รู้ได้ยังไงว่าผมอยู่ที่นี่” ไม้ถามอย่างประหลาดใจ
“แม่เอาข้าวมาให้ พบหลวงพ่อท่านที่กุฏิ ท่านเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง พอถามท่านว่าลูกอยู่ไหน ท่านก็บอกให้มาที่นี่แหละ ไหวมั๊ยล่ะลูก”
ป้าละไมเอ่ยบอกไม้พลางเอามือลูบหัวอย่างเป็นห่วง
“แกเป็นไงบ้าง ไม่สบายตรงไหนรึเปล่าไม้”
ไม้ได้ยินดังนั้นก็เงยหน้ามองไปที่เพื่อนสาว เขาแปลกใจเพราะไม่เคยเห็นฝ้ายแสดงสีหน้าแบบนี้มาก่อน เขายิ้มแล้วจึงเอ่ยขึ้น
“ไม่เป็นไรสบายมาก ผมไหวครับแม่ ไม่ต้องเป็นห่วง” ไม้เอ่ยตอบคนทั้งสอง
“ถ้าอย่างนั้นโยมคุยกันตามสบายนะ เดี๋ยวผมขอตัวไปฉันเพลก่อน ตอนบ่ายค่อยมาต่อกันนะโยมไม้”
หลวงพี่พรเอ่ยขึ้น ขณะที่ท่านกำลังจะเดินออกไป จู่ๆก็หยุดแล้วพูดขึ้นอีกครั้ง
“อ้อ โยมไม้ สิ่งที่โยมขอผมน่ะ อยู่ตรงหน้าโยมนั่นแหละนะ” ท่านเอ่ยจบก็ยิ้มให้แล้วเดินจากไป
ไม้นั่งทบทวนว่าเขาขออะไรไป พอนึกได้ก็หันไปทางมารดาแล้วยิ้ม
“ลูกขออะไรหรือ มีอะไรขาดเหลือบอกแม่นะลูก” ป้าละไมถามด้วยความเป็นห่วง
“คาถากันผีน่ะครับ ผมขอคาถากันผี”
ไม้พูดจบแล้วก็ยิ้ม ทั้งป้าละไมแลฝ้ายได้แต่มองหน้ากันอย่างสงสัย
ตลอดเวลาช่วงบ่าย หลังจากที่แม่และเพื่อนสาวกลับไปแล้ว ไม้ยังคงท่องหนังสือกับหลวงพี่ทั้งสองต่อไป จนเวลาล่วงเข้าสี่โมงเย็น ท่านก็ชวนกันไปกวาดลานวัด แน่นอนไม้ก็ไปด้วย
พอตกค่ำ เมื่ออาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ไม้ยืนอยู่หน้าวิหาร รวบรวมสติและความกล้าเพื่อที่จะเข้าไปข้างใน
“เราต้องตั้งสติ ตั้งสติ ตั้งสติ” แล้วไม้ก็ก้าวอาดๆเข้าไปในวิหารอย่างเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว แต่แล้ว
เคร้ง!! เสียงอะไรบางอย่างตกลงมากระแทกพื้นวิหารเสียงดังสนั่น ไม้กระโดดถอยหลังจากจุดที่ยืนอยู่เมื่อสักครู่เกือบสองเมตร ราวกับหนังจีนกำลังภายใน เขายืนนิ่งอยู่กลางวิหารเก้ๆกังๆทำอะไรไม่ถูก กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง ขาแข็งก้าวไม่ออกเลยสักนิด
ทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นด้านข้างวิหาร ไม้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่หันไปมองอย่างเด็ดขาด แต่หัวเจ้ากรรมดันไม่ฟังคำสั่ง หันขวับไปทางต้นเสียงทันทีทันใด ภาพที่เห็นคือ เงาร่างของใครคนหนึ่ง เห็นหน้าไม่ชัดเพราะความมืด ยืนหัวเราะไม้อย่างขบขันอยู่บริเวณด้านนอกหน้าต่าง
“นะ นะ นั่นใคร คะ คนรึผี ถ้าเป็นผีจะมาหลอกกันก็เกรงใจพระบ้างนะโว้ย ที่เห็นนี่หลวงพ่อใหญ่ไม่ใช่รูปหล่อทองเหลืองธรรมดาๆนะ”
ไม้ตะโกนออกไปกึ่งข่มขู่กึ่งขอร้อง ร่างนั้นหยุดหัวเราะทันที แล้วค่อยๆเดินไปทางหน้าวิหาร
“เอาแล้วไง โดนแต่หัวค่ำเลยกู ไม่น่าปากดีไปขู่เค้าเลย” ไม้บ่นในใจมือไม้สั่น
เมื่อร่างนั้นมาถึงหน้าวิหารก็หยุดตรงหน้าประตู คุกเข่าแล้วก้มลงกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ อย่างสวยงามเสร็จแล้วเดินเข้าไปในวิหาร ไม้มองด้วยท่าทางไม่ไว้ใจ
“จะเข้าไปที่ไหนก็ต้องขอเจ้าของเค้าก่อนน่ะ” ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้นเพราะเห็นท่าทีสงสัยของไม้
“ผมชื่อทิดหม่อง คืนนี้จะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณ เห็นว่าเจ้าบาสยังเคืองคุณอยู่เลยไม่ยอมมา กลัวว่าคุณจะเหงาน่ะ”
“ทิดหม่อง ทิดหม่อง อ้อ คนที่ไปตามหลวงพี่เมื่อเช้านั่นเอง” ไม้พูดกับตัวเองเบาๆ
“มันก็สมควรจะเคืองคุณอยู่หรอก อยู่ดีๆคุณก็ส่งบาทาไร้เงาเข้าเต็มพุงจนมันหงายท้องหงายไส้ไปเลยนิ” ทิดหม่องกล่าวต่อยิ้มๆ
“ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมก็นึกว่ามันเป็น..เดี๋ยวนะ”
ไม้พูดยังไม่ทันจบก็เหมือนนึกอะไรออก ถอยห่างจากทิดหม่องด้วยความไวแสง พลางเอ่ยถามเสียงสั่น
“นี่คงไม่ใช่ผีปลอมตัวมาอีกหรอกนะ”
ทิดหม่องได้ฟังดังนั้นก็มองไม้ด้วยใบหน้าเรียบเฉย อึดใจนึงจึงตอบกลับ
“ไม่ใช่หรอกคุณ ถ้าผมเป็นผีนะ ผมจะไม่เอามุขเดิมมาหลอกคุณหรอกมันซ้ำซากไม่สร้างสรรค์ คนอ่านเบื่อตายชัก” ทิดหม่องกล่าว
“จริงรึ” ไม้ถาม
“จริงซิ” ทิดหม่องตอบ
“แน่นะ” ไม้ถามอีกครั้ง
“แน่ซิ” ทิดหม่องตอบอีกครั้งเช่นกัน
“ไม่มั่วนะ” ไม้ถามย้ำเพื่อความมั่นใจ
“พอเถอะคุณ เดี๋ยวโดนลิขสิทธิ์ขึ้นมา เจ้าคนแต่งมันจะลำบากเอานา อีกอย่างนี่มันนิยายระทึกขวัญ เล่นซะม่วนซื่นเลย”
ทิดหม่องปรามไม้(ขอบคุณที่เป็นห่วงกันนะทิด)
คืนนั้น ไม้ยังคงท่องหนังสือต่อไปอย่างอุ่นใจ
“เอาวะยังไงคืนนี้ก็มีเพื่อนที่ดูพึ่งพาได้ ถ้าโดนก็โดนแบบแพ็คคู่ล่ะวะ” ไม้คิดในใจ จนเวลาล่วงเลยไปประมาณเที่ยงคืนเศษ ไม้ก็มีความรู้สึกอึดอัด ขนลุกทั่วทั้งร่าง สะบัดร้อนสะบัดหนาวแปลกๆ จึงได้หันไปบอกทิดหม่องที่ขณะนี้นั่งสูบยาเส้นอยู่เงียบๆ
“ทิดหม่อง ผมรู้สึกแปลกๆ”
พูดยังไม่จบเสียงลมกรรโชกด้านนอกวิหารอย่างแรงราวกับเกิดพายุขึ้นอย่างฉับพลัน ทิดหม่องจึงตะโกนบอกไม้ด้วยเสียงอันดังก้องทั่ววิหาร
“คุณ ตั้งสติเอาไว้ หลับตาแล้วตั้งสติให้มั่นคง นึกถึงพ่อแม่เอาไว้ ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรไม่ต้องไปสนใจมัน”
ไม้รีบทำตามที่ทิดหม่องบอกอย่างลนลาน หลับตาแล้วพึมพัมกับตัวเอง
“แม่ช่วยด้วย แม่ช่วยด้วย แม่ช่วยด้วย”
ในทันทีนั้นเองหน้าต่างบานใหญ่ที่ว่าหนักนักหนา ก็ปิดโครมครามดังสนั่น ไม้สะดุ้งสุดตัว แต่ยังคงหลับตาและท่องต่อไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน เสียงกิ่งไม้ที่โดนลมพัดหักล่วงลงมาจากต้นสู่พื้นเบื้องล่างดังสนั่น แล้วก็มีเสียง
วี๊ด…วี๊ด… ดังแสบแก้วหูอยู่ด้านนอก ซ้ำยังมีเสียงเดินตึง ตัง
จนพื้นสะเทือน เมื่อมาถึงตรงนี้เองสติของไม้ใกล้จะหลุดอยู่รอมร่อ ก็บังเกิดเสียงหนึ่งดังขึ้นในโสตประสาท
“โยมไม้ ตั้งสติให้มั่นคง คิดถึงคุณบิดามารดาเอาไว้ พยายามครองสติไว้ เดี๋ยวคุณจะผ่านพ้นมันไปได้”
เสียงนั้นช่วยดึงสติที่กำลังกระเจิงของไม้ให้กลับมา ไม้หลับตามแล้วนึกถึงแต่หน้าของผู้เป็นแม่ นานเท่าใดไม่รู้ที่ไม้นั่งพนมมือนิ่งอยู่แบบนั้น จนกระทั่งทิดหม่องมาเขย่าตัวแล้วเอ่ยขึ้น
“มันไปแล้วล่ะคุณ ลืมตาได้แล้ว”
เมื่อไม้ลืมตาขึ้น ทุกอย่างอยู่ในสภาพปกติ หน้าต่างทุกบานยังคงเปิดไว้เหมือนเดิม ลมพายุก็สงบลงแล้ว หันไปมองทางทิดหม่อง เดินกลับไปนั่งสูบยาเส้นที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“คืนนี้มันไม่มาแล้วล่ะ คุณนอนพักซะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า เดี๋ยวจะไม่ไหวเอา”
พูดจบ ทิดหม่องก็ลุกขึ้นจัดแจงปูที่นอน
“อืม” ไม่ตอบสั้นๆอย่างอิดโรย ขณะนี้เปลือกตาของเขาหนักอึ้งราวมีคนเอาเหล็กมามัดถ่วงไว้ มันคอยแต่จะปิดเสียให้ได้ ไม้ล้มตัวลงบนที่นอนแล้วหลับไปในทันที
จนกระทั่งสะดุ้งตื่นอีกครั้งเพราะทิดหม่องมาปลุก
“คุณ ตื่นเถอะเช้าแล้ว ไปล้างหน้าล้างตาแล้วช่วยเจ้าบาสเตรียมของเถอะ”
ไม้งัวเงียลุกขึ้นนั่ง พยักหน้ารับโดยไม่ตอบอะไร ลุกขึ้นเก็บที่นอนแล้วตรงไปห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา ที่ศาลา ไม้แลเห็นเจ้าบาสกำลังง่วนกับการเตรียมของอยู่ ไม้จึงรีบเดินเข้าไปทักทายก่อน
“เป็นไงบ้างบาส ยังเจ็บอยู่มั๊ย พี่ขอโทษนะเรื่องเมื่อวาน”
“ดีขึ้นแล้วครับ” บาสตอบเสียงอ่อยแต่ยังคงก้มหน้า
“ผมขอโทษนะพี่ไม้ที่เมื่อคืนปล่อยให้พี่นอนคนเดียว” บาสพูดเสียงอ่อยและยังคงก้มหน้าไม่สบตากับไม้เช่นเดิม ไม้มองดูเจ้าบาสด้วยความเอ็นดู มันคงรู้สึกผิดไม่น้อย
“ไม่เป็นไร เอางี้เดี๋ยววันนี้พี่เลี้ยงขนมเพื่อเป็นการไถ่โทษ เอามั๊ย”
ไม้เอ่ยด้วยเสียงแจ่มใส พอได้ยินคำว่าขนม
บาสก็เงยหน้ามองไม้ ส่งยิ้มกว้างให้ด้วยความตื่นเต้น ไม้มองดูแล้วก็คิดในใจ เฮ่อเด็กหนอเด็ก
“อันที่จริง เมื่อคืนพี่ก็ไม่ได้นอนคนเดียวหรอก ทิดหม่องมานอนเป็นเพื่อนน่ะ เลยหลับสบายจนถึงเช้าเลย”
ไม้บอกเจ้าบาสด้วยท่าทางกระปรี้กระเป่า แต่เจ้าบาสกลับทำหน้าฉงนแล้วถามกลับ
“พี่ว่าใครมานอนเป็นเพื่อนพี่นะ” บาสถามเสียงสั่น
“ทิดหม่องไง เป็นเด็กวัดอยู่ที่นี่ด้วยไม่ใช่เหรอ
ที่ตัวล่ำๆ หน้าตาเหมือนอนันดาน่ะ”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบอย่างชัดเจน บาสก็มือไม้อ่อนหน้าซีดเผือดลงในบัดดล ของที่ถืออยู่หลุดมือร่วงกระจายจนไม้ต้องกุรีกุจอช่วยเก็บพลาง
บ่นขำๆ
“เอ้า เป็นอะไรวะ มือไม้อ่อนเมื่อคืนนอนไม่พอรึไง” ไม้ถามยิ้มๆ พลางยื่นของส่งคืนให้ บาสไม่ตอบ รีบรับของแล้วหันหลังเดินไป ไม้ยืนงงอยู่พักนึงก็เดินตามออกไป
เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว เจ้าอาวาสออกเดินนำหน้า ทุกคนเดินตามท่านไปอย่างเป็นระเบียบและสำรวม ขณะที่กำลังจะพ้นประตูวัด บาสดึงชายเสื้อไม้แล้วกระซิบบอก
“พี่ไม้ นั่นแหละทิดหม่อง”
บาสพูดพลางชี้นิ้วไปที่กำแพงวัดด้านใน ไม้มองตามเห็นเป็นศาลเพียงตาที่ทำขึ้นง่ายๆ โดยเอาปี๊บวางไว้บนเสาไม้ต้นเดียว ด้านหน้าศาล มีแก้วน้ำและถาดอาหารเล็กๆตั้งอยู่
ไม้ยืนงงกับคำพูดของเจ้าบาสอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว อาการแปลกๆของเจ้าบาสตอนเช้ามืดเมื่อได้ยินว่าทิดหม่องมานอนเป็นเพื่อนเขา ท่าทีของทิดหม่องเมื่อคืน สีหน้าเรียบเฉยนั้น
“หรือว่า” ไม้พึมพัมได้แค่นั้น คำพูดของทิดหม่องที่บอกกับตนเองเมื่อคืนก็ลอยเข้ามาในหัว
“ถ้าผมเป็นผี ผมไม่เอามุขเดิมมาหลอกคุณหรอก มันไม่สร้างสรรค์”
ไม้ขนลุกเกรียว รู้สึกคล้ายจะหน้ามืด
“โยมไม้ มัวทำอะไรอยู่ ไปกันได้แล้ว” หลวงพี่พรร้องเรียก ไม้มองสบตาพระหนุ่มแล้วชี้มือไปที่ศาลเพียงตาพร้อมเอ่ยออกไปด้วยเสียงสั่นเทา
“ละ ละ หลวงพี่ ทะ ทะ ทิดหม่อง”
หลวงพี่พรได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วนิดนึง ครู่เดียวก็ยิ้มมุมปากแล้วหันหลังเดินไปอย่างสำรวม
“โธ่ ทิดหม่อง หลอกกันได้ทั้งคืน สร้างสรรค์ดีแท้” ไม้บ่นอุบพลางเดินจ้ำอ้าวตามขบวนบิณฑบาตไป พร้อมกันนั้นเกิดเสียงหัวเราะปริศนาที่เยือกเย็นฟังแล้วน่าขนลุก
“หึ หึ หึ ก็ผมบอกแล้วว่าทำแบบนั้นน่ะมันไม่สร้างสรรค์”
จบบท.
ผมจะบวช 4 คืนที่ 2 กับทิดหม่อง
หลังจากผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญสั่นประสาทในขณะที่ไม้กำลังนั่งสงบสติอารณ์ตนเองอยู่นั้น หลวงพี่ทั้งสองได้เดินเข้ามาทักทายอีกครั้ง
“เป็นยังไงบ้าง คืนแรกเห็นว่าหนักเอาการเลยนิ” หลวงพี่พรเอ่ยทักขึ้น
“ครับ หนักหนาสาหัสเลยล่ะครับ มันหลอกผมซ้ำๆซากๆ จนผมหลอนไปหมดแล้วครับตอนนี้”
ไม้เอ่ยตอบด้วยท่าทีอิดโรย พลางเอาสองมือขึ้นปิดหน้า
“ใจเย็นๆนะโยมไม้ ตั้งสติเข้าไว้ สติเท่านั้นที่จะเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้”
หลวงพี่พรพูดปลอบ พร้อมวางมือลงบนบ่าของไม้ ไม้ไม่ตอบอะไรได้แต่นิ่งเงียบ หลวงพี่พรจึงเอ่ยขึ้น
“เดี๋ยวโยมอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวซะนะ แล้วไปหาผม อ้อ เอาหนังสือมนต์พิธีติดไปด้วยล่ะ” หลวงพี่พรบอกเพียงเท่านั้นท่านก็เดินจากไป
หลังจากที่ไม้ชำระร่างกายเรียบร้อยก็ไปพบหลวงพี่พรที่กุฏิท่าน เมื่อไปถึง พบว่าหลวงพี่ทั้งสองนั่งสนทนากันอยู่ตรงโต๊ะม้าหินอ่อนใต้ต้นมะม่วง ไม้จึงเดินเข้าไปหา
“อ้าว มาแล้วรึ นั่งก่อนสินั่งก่อน” หลวงพี่พรเอ่ยชักชวน
“หลวงพี่ครับ”ไม้เอ่ยขึ้น
“มีคาถากันผีมั๊ยครับ หรือให้ดีเอาเป็นคาถาไล่ผีดีกว่าครับ เอาแบบที่ท่องปุ๊บผีวิ่งหนีกระเจิงไปเลยน่ะครับ ช่วยสอนผมหน่อย”
ไม้เอ่ยปากขอด้วยสายตาวิงวอน หลวงพี่พรเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มอ่อนแล้วถอนหายใจ
“โยมไม้ อย่างที่ผมบอกไปแหละ สิ่งเหล่านี้น่ะเราสามารถชนะได้ด้วยสตินะ เพียงแต่ โยมตั้งสติ ไม่ว่าสิ่งชั่วร้ายที่ไหนก็ทำอะไรโยมไม่ได้”
"แต่เมื่อคืนที่ผมโดน ผมยังไม่ทันได้ตั้งสติ ภาพก็ตัดไปเลยครับ ถ้าเป็นแบบนี้ผมคงจะอยู่ไม่ไหวแน่ มันน่ากลัวมากนะครับหลวงพี่” ไม้เอ่ยตัดพ้อ
“เอาอย่างนี้ เรื่องคาถงคาถาค่อยว่ากันทีหลังตอนนี้โยมมาหัดท่องคำขานนาคก่อน เดี๋ยวผมกับหลวงพี่ถวิลจะช่วย”
“แต่หลวงพี่ครับ ตอนนี้ผม..” ไม้เอ่ยพลางสบตากับพระหนุ่ม สุดท้ายก็จนใจ จำใจต้องเปิดหนังสือเพื่อท่องคำขานนาค ทั้งที่ในใจตอนนี้แย้งหนัก ว่าคงไม่ได้อะไรแน่เพราะในหัวตอนนี้คิดวนเวียนถึงแต่เรื่องเมื่อคืนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่น่าแปลก อาจเป็นเพราะบรรยากาศที่เงียบสงบ และความอุ่นใจเมื่อมีพระหนุ่มทั้งสองคอยช่วยเหลือเมื่อติดขัด ไม้กลับท่องจำได้ดีขึ้น เขาจดจ่อท่องตำราอยู่อย่างนั้นจนลืมเวลา ลืมแม้กระทั่งเรื่องน่ากลัวที่ตนเองเผชิญมาเมื่อคืนนี้
จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงที่ไม้จำได้ดี
“ไอ้หนู…เป็นยังไงบ้างลูก” ป้าละไมเอ่ยถามเมื่อพบหน้าลูกชาย
“อ้าวแม่ รู้ได้ยังไงว่าผมอยู่ที่นี่” ไม้ถามอย่างประหลาดใจ
“แม่เอาข้าวมาให้ พบหลวงพ่อท่านที่กุฏิ ท่านเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง พอถามท่านว่าลูกอยู่ไหน ท่านก็บอกให้มาที่นี่แหละ ไหวมั๊ยล่ะลูก”
ป้าละไมเอ่ยบอกไม้พลางเอามือลูบหัวอย่างเป็นห่วง
“แกเป็นไงบ้าง ไม่สบายตรงไหนรึเปล่าไม้”
ไม้ได้ยินดังนั้นก็เงยหน้ามองไปที่เพื่อนสาว เขาแปลกใจเพราะไม่เคยเห็นฝ้ายแสดงสีหน้าแบบนี้มาก่อน เขายิ้มแล้วจึงเอ่ยขึ้น
“ไม่เป็นไรสบายมาก ผมไหวครับแม่ ไม่ต้องเป็นห่วง” ไม้เอ่ยตอบคนทั้งสอง
“ถ้าอย่างนั้นโยมคุยกันตามสบายนะ เดี๋ยวผมขอตัวไปฉันเพลก่อน ตอนบ่ายค่อยมาต่อกันนะโยมไม้”
หลวงพี่พรเอ่ยขึ้น ขณะที่ท่านกำลังจะเดินออกไป จู่ๆก็หยุดแล้วพูดขึ้นอีกครั้ง
“อ้อ โยมไม้ สิ่งที่โยมขอผมน่ะ อยู่ตรงหน้าโยมนั่นแหละนะ” ท่านเอ่ยจบก็ยิ้มให้แล้วเดินจากไป
ไม้นั่งทบทวนว่าเขาขออะไรไป พอนึกได้ก็หันไปทางมารดาแล้วยิ้ม
“ลูกขออะไรหรือ มีอะไรขาดเหลือบอกแม่นะลูก” ป้าละไมถามด้วยความเป็นห่วง
“คาถากันผีน่ะครับ ผมขอคาถากันผี”
ไม้พูดจบแล้วก็ยิ้ม ทั้งป้าละไมแลฝ้ายได้แต่มองหน้ากันอย่างสงสัย
ตลอดเวลาช่วงบ่าย หลังจากที่แม่และเพื่อนสาวกลับไปแล้ว ไม้ยังคงท่องหนังสือกับหลวงพี่ทั้งสองต่อไป จนเวลาล่วงเข้าสี่โมงเย็น ท่านก็ชวนกันไปกวาดลานวัด แน่นอนไม้ก็ไปด้วย
พอตกค่ำ เมื่ออาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ไม้ยืนอยู่หน้าวิหาร รวบรวมสติและความกล้าเพื่อที่จะเข้าไปข้างใน
“เราต้องตั้งสติ ตั้งสติ ตั้งสติ” แล้วไม้ก็ก้าวอาดๆเข้าไปในวิหารอย่างเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว แต่แล้ว เคร้ง!! เสียงอะไรบางอย่างตกลงมากระแทกพื้นวิหารเสียงดังสนั่น ไม้กระโดดถอยหลังจากจุดที่ยืนอยู่เมื่อสักครู่เกือบสองเมตร ราวกับหนังจีนกำลังภายใน เขายืนนิ่งอยู่กลางวิหารเก้ๆกังๆทำอะไรไม่ถูก กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง ขาแข็งก้าวไม่ออกเลยสักนิด
ทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นด้านข้างวิหาร ไม้ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่หันไปมองอย่างเด็ดขาด แต่หัวเจ้ากรรมดันไม่ฟังคำสั่ง หันขวับไปทางต้นเสียงทันทีทันใด ภาพที่เห็นคือ เงาร่างของใครคนหนึ่ง เห็นหน้าไม่ชัดเพราะความมืด ยืนหัวเราะไม้อย่างขบขันอยู่บริเวณด้านนอกหน้าต่าง
“นะ นะ นั่นใคร คะ คนรึผี ถ้าเป็นผีจะมาหลอกกันก็เกรงใจพระบ้างนะโว้ย ที่เห็นนี่หลวงพ่อใหญ่ไม่ใช่รูปหล่อทองเหลืองธรรมดาๆนะ”
ไม้ตะโกนออกไปกึ่งข่มขู่กึ่งขอร้อง ร่างนั้นหยุดหัวเราะทันที แล้วค่อยๆเดินไปทางหน้าวิหาร
“เอาแล้วไง โดนแต่หัวค่ำเลยกู ไม่น่าปากดีไปขู่เค้าเลย” ไม้บ่นในใจมือไม้สั่น
เมื่อร่างนั้นมาถึงหน้าวิหารก็หยุดตรงหน้าประตู คุกเข่าแล้วก้มลงกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ อย่างสวยงามเสร็จแล้วเดินเข้าไปในวิหาร ไม้มองด้วยท่าทางไม่ไว้ใจ
“จะเข้าไปที่ไหนก็ต้องขอเจ้าของเค้าก่อนน่ะ” ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้นเพราะเห็นท่าทีสงสัยของไม้
“ผมชื่อทิดหม่อง คืนนี้จะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณ เห็นว่าเจ้าบาสยังเคืองคุณอยู่เลยไม่ยอมมา กลัวว่าคุณจะเหงาน่ะ”
“ทิดหม่อง ทิดหม่อง อ้อ คนที่ไปตามหลวงพี่เมื่อเช้านั่นเอง” ไม้พูดกับตัวเองเบาๆ
“มันก็สมควรจะเคืองคุณอยู่หรอก อยู่ดีๆคุณก็ส่งบาทาไร้เงาเข้าเต็มพุงจนมันหงายท้องหงายไส้ไปเลยนิ” ทิดหม่องกล่าวต่อยิ้มๆ
“ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมก็นึกว่ามันเป็น..เดี๋ยวนะ”
ไม้พูดยังไม่ทันจบก็เหมือนนึกอะไรออก ถอยห่างจากทิดหม่องด้วยความไวแสง พลางเอ่ยถามเสียงสั่น
“นี่คงไม่ใช่ผีปลอมตัวมาอีกหรอกนะ”
ทิดหม่องได้ฟังดังนั้นก็มองไม้ด้วยใบหน้าเรียบเฉย อึดใจนึงจึงตอบกลับ
“ไม่ใช่หรอกคุณ ถ้าผมเป็นผีนะ ผมจะไม่เอามุขเดิมมาหลอกคุณหรอกมันซ้ำซากไม่สร้างสรรค์ คนอ่านเบื่อตายชัก” ทิดหม่องกล่าว
“จริงรึ” ไม้ถาม
“จริงซิ” ทิดหม่องตอบ
“แน่นะ” ไม้ถามอีกครั้ง
“แน่ซิ” ทิดหม่องตอบอีกครั้งเช่นกัน
“ไม่มั่วนะ” ไม้ถามย้ำเพื่อความมั่นใจ
“พอเถอะคุณ เดี๋ยวโดนลิขสิทธิ์ขึ้นมา เจ้าคนแต่งมันจะลำบากเอานา อีกอย่างนี่มันนิยายระทึกขวัญ เล่นซะม่วนซื่นเลย”
ทิดหม่องปรามไม้(ขอบคุณที่เป็นห่วงกันนะทิด)
คืนนั้น ไม้ยังคงท่องหนังสือต่อไปอย่างอุ่นใจ
“เอาวะยังไงคืนนี้ก็มีเพื่อนที่ดูพึ่งพาได้ ถ้าโดนก็โดนแบบแพ็คคู่ล่ะวะ” ไม้คิดในใจ จนเวลาล่วงเลยไปประมาณเที่ยงคืนเศษ ไม้ก็มีความรู้สึกอึดอัด ขนลุกทั่วทั้งร่าง สะบัดร้อนสะบัดหนาวแปลกๆ จึงได้หันไปบอกทิดหม่องที่ขณะนี้นั่งสูบยาเส้นอยู่เงียบๆ
“ทิดหม่อง ผมรู้สึกแปลกๆ”
พูดยังไม่จบเสียงลมกรรโชกด้านนอกวิหารอย่างแรงราวกับเกิดพายุขึ้นอย่างฉับพลัน ทิดหม่องจึงตะโกนบอกไม้ด้วยเสียงอันดังก้องทั่ววิหาร
“คุณ ตั้งสติเอาไว้ หลับตาแล้วตั้งสติให้มั่นคง นึกถึงพ่อแม่เอาไว้ ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไรไม่ต้องไปสนใจมัน”
ไม้รีบทำตามที่ทิดหม่องบอกอย่างลนลาน หลับตาแล้วพึมพัมกับตัวเอง
“แม่ช่วยด้วย แม่ช่วยด้วย แม่ช่วยด้วย”
ในทันทีนั้นเองหน้าต่างบานใหญ่ที่ว่าหนักนักหนา ก็ปิดโครมครามดังสนั่น ไม้สะดุ้งสุดตัว แต่ยังคงหลับตาและท่องต่อไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน เสียงกิ่งไม้ที่โดนลมพัดหักล่วงลงมาจากต้นสู่พื้นเบื้องล่างดังสนั่น แล้วก็มีเสียง วี๊ด…วี๊ด… ดังแสบแก้วหูอยู่ด้านนอก ซ้ำยังมีเสียงเดินตึง ตัง
จนพื้นสะเทือน เมื่อมาถึงตรงนี้เองสติของไม้ใกล้จะหลุดอยู่รอมร่อ ก็บังเกิดเสียงหนึ่งดังขึ้นในโสตประสาท
“โยมไม้ ตั้งสติให้มั่นคง คิดถึงคุณบิดามารดาเอาไว้ พยายามครองสติไว้ เดี๋ยวคุณจะผ่านพ้นมันไปได้”
เสียงนั้นช่วยดึงสติที่กำลังกระเจิงของไม้ให้กลับมา ไม้หลับตามแล้วนึกถึงแต่หน้าของผู้เป็นแม่ นานเท่าใดไม่รู้ที่ไม้นั่งพนมมือนิ่งอยู่แบบนั้น จนกระทั่งทิดหม่องมาเขย่าตัวแล้วเอ่ยขึ้น
“มันไปแล้วล่ะคุณ ลืมตาได้แล้ว”
เมื่อไม้ลืมตาขึ้น ทุกอย่างอยู่ในสภาพปกติ หน้าต่างทุกบานยังคงเปิดไว้เหมือนเดิม ลมพายุก็สงบลงแล้ว หันไปมองทางทิดหม่อง เดินกลับไปนั่งสูบยาเส้นที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“คืนนี้มันไม่มาแล้วล่ะ คุณนอนพักซะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า เดี๋ยวจะไม่ไหวเอา”
พูดจบ ทิดหม่องก็ลุกขึ้นจัดแจงปูที่นอน
“อืม” ไม่ตอบสั้นๆอย่างอิดโรย ขณะนี้เปลือกตาของเขาหนักอึ้งราวมีคนเอาเหล็กมามัดถ่วงไว้ มันคอยแต่จะปิดเสียให้ได้ ไม้ล้มตัวลงบนที่นอนแล้วหลับไปในทันที
จนกระทั่งสะดุ้งตื่นอีกครั้งเพราะทิดหม่องมาปลุก
“คุณ ตื่นเถอะเช้าแล้ว ไปล้างหน้าล้างตาแล้วช่วยเจ้าบาสเตรียมของเถอะ”
ไม้งัวเงียลุกขึ้นนั่ง พยักหน้ารับโดยไม่ตอบอะไร ลุกขึ้นเก็บที่นอนแล้วตรงไปห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา ที่ศาลา ไม้แลเห็นเจ้าบาสกำลังง่วนกับการเตรียมของอยู่ ไม้จึงรีบเดินเข้าไปทักทายก่อน
“เป็นไงบ้างบาส ยังเจ็บอยู่มั๊ย พี่ขอโทษนะเรื่องเมื่อวาน”
“ดีขึ้นแล้วครับ” บาสตอบเสียงอ่อยแต่ยังคงก้มหน้า
“ผมขอโทษนะพี่ไม้ที่เมื่อคืนปล่อยให้พี่นอนคนเดียว” บาสพูดเสียงอ่อยและยังคงก้มหน้าไม่สบตากับไม้เช่นเดิม ไม้มองดูเจ้าบาสด้วยความเอ็นดู มันคงรู้สึกผิดไม่น้อย
“ไม่เป็นไร เอางี้เดี๋ยววันนี้พี่เลี้ยงขนมเพื่อเป็นการไถ่โทษ เอามั๊ย”
ไม้เอ่ยด้วยเสียงแจ่มใส พอได้ยินคำว่าขนม
บาสก็เงยหน้ามองไม้ ส่งยิ้มกว้างให้ด้วยความตื่นเต้น ไม้มองดูแล้วก็คิดในใจ เฮ่อเด็กหนอเด็ก
“อันที่จริง เมื่อคืนพี่ก็ไม่ได้นอนคนเดียวหรอก ทิดหม่องมานอนเป็นเพื่อนน่ะ เลยหลับสบายจนถึงเช้าเลย”
ไม้บอกเจ้าบาสด้วยท่าทางกระปรี้กระเป่า แต่เจ้าบาสกลับทำหน้าฉงนแล้วถามกลับ
“พี่ว่าใครมานอนเป็นเพื่อนพี่นะ” บาสถามเสียงสั่น
“ทิดหม่องไง เป็นเด็กวัดอยู่ที่นี่ด้วยไม่ใช่เหรอ
ที่ตัวล่ำๆ หน้าตาเหมือนอนันดาน่ะ”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบอย่างชัดเจน บาสก็มือไม้อ่อนหน้าซีดเผือดลงในบัดดล ของที่ถืออยู่หลุดมือร่วงกระจายจนไม้ต้องกุรีกุจอช่วยเก็บพลาง
บ่นขำๆ
“เอ้า เป็นอะไรวะ มือไม้อ่อนเมื่อคืนนอนไม่พอรึไง” ไม้ถามยิ้มๆ พลางยื่นของส่งคืนให้ บาสไม่ตอบ รีบรับของแล้วหันหลังเดินไป ไม้ยืนงงอยู่พักนึงก็เดินตามออกไป
เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว เจ้าอาวาสออกเดินนำหน้า ทุกคนเดินตามท่านไปอย่างเป็นระเบียบและสำรวม ขณะที่กำลังจะพ้นประตูวัด บาสดึงชายเสื้อไม้แล้วกระซิบบอก
“พี่ไม้ นั่นแหละทิดหม่อง”
บาสพูดพลางชี้นิ้วไปที่กำแพงวัดด้านใน ไม้มองตามเห็นเป็นศาลเพียงตาที่ทำขึ้นง่ายๆ โดยเอาปี๊บวางไว้บนเสาไม้ต้นเดียว ด้านหน้าศาล มีแก้วน้ำและถาดอาหารเล็กๆตั้งอยู่
ไม้ยืนงงกับคำพูดของเจ้าบาสอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว อาการแปลกๆของเจ้าบาสตอนเช้ามืดเมื่อได้ยินว่าทิดหม่องมานอนเป็นเพื่อนเขา ท่าทีของทิดหม่องเมื่อคืน สีหน้าเรียบเฉยนั้น
“หรือว่า” ไม้พึมพัมได้แค่นั้น คำพูดของทิดหม่องที่บอกกับตนเองเมื่อคืนก็ลอยเข้ามาในหัว
“ถ้าผมเป็นผี ผมไม่เอามุขเดิมมาหลอกคุณหรอก มันไม่สร้างสรรค์”
ไม้ขนลุกเกรียว รู้สึกคล้ายจะหน้ามืด
“โยมไม้ มัวทำอะไรอยู่ ไปกันได้แล้ว” หลวงพี่พรร้องเรียก ไม้มองสบตาพระหนุ่มแล้วชี้มือไปที่ศาลเพียงตาพร้อมเอ่ยออกไปด้วยเสียงสั่นเทา
“ละ ละ หลวงพี่ ทะ ทะ ทิดหม่อง”
หลวงพี่พรได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วนิดนึง ครู่เดียวก็ยิ้มมุมปากแล้วหันหลังเดินไปอย่างสำรวม
“โธ่ ทิดหม่อง หลอกกันได้ทั้งคืน สร้างสรรค์ดีแท้” ไม้บ่นอุบพลางเดินจ้ำอ้าวตามขบวนบิณฑบาตไป พร้อมกันนั้นเกิดเสียงหัวเราะปริศนาที่เยือกเย็นฟังแล้วน่าขนลุก
“หึ หึ หึ ก็ผมบอกแล้วว่าทำแบบนั้นน่ะมันไม่สร้างสรรค์”
จบบท.