วิธีการภาวนาของ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
เมื่อผ้าขาวชอบ อายุครบ ๑๙ ปี พระอาจารย์พากันจัดการให้ศิษย์รักได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านนาแก ตำบลนากลาง อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี ด้วยเป็นวัดที่อยู่ใกล้บ้านของลุงผู้เป็นพี่ชายของโยมมารดา
โยมมารดาและคุณยายได้ช่วยกันจัดหาอัฐบริขารในการบวชให้
ด้วยความศรัทธา และปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง
สาธุ!
หลวงปู่ใช้ชีวิตระหว่างเป็นสามเณรอยู่ ๕ พรรษา
ในระหว่างนั้นท่านได้ติดตามพระอาจารย์พาไปหลายสถานที่
และได้พบเห็นครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์รุ่นใหญ่ของ
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลายองค์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม
หลวงปู่สุวรรณ สุจิณโณ
สององค์นี้ สามเณรชอบได้ไปขออยู่จำพรรษา
เพื่อฝึกหัดข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ
และฝึกฝนด้านจิตภาวนาในสำนักขององค์ท่านเหล่านั้นด้วย
หลวงปู่บอกว่า ถ้าไม่นับท่านพระอาจารย์พาแล้ว
ท่านได้อยู่กับหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม นานกว่าทุกองค์
เมื่อหลวงปู่อายุครบ ๒๓ ปีบริบูรณ์
จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พระอุโบสถวัดสร่างโศก
(วัดศรีธรรมาราม ในปัจจุบัน)
อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี ในสมัยนั้น
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่
๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๗
โดยมี
• พระครูวิจิตรวิสุธนาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์
• พระอาจารย์แดง เป็นพระกรรมวาจาจารย์
หลวงปู่บอกว่า ท่านมิได้มีนิสัยสนใจการศึกษาด้าน ปริยัติธรรม มากนัก
หากสนใจด้าน ปฏิบัติภาวนา มากกว่า
แม้แต่การท่อง ปาติโมกข์ นั้น
ท่านก็ไม่ค่อยสนใจที่จะท่อง
ท่านบอกว่า
“รู้ความ แต่ไม่ได้ท่องจำ”
หลวงปู่ได้เล่าให้ศิษย์ฟังแบบขำ ๆ ว่า
ท่านใช้เวลาเรียนท่อง ปาติโมกข์นานถึง ๗ ปี
จึงจำได้หมด
เมื่อลูกศิษย์กราบเรียนถามว่า
ทำไมหลวงปู่จึงใช้เวลาท่องนานนัก?
ท่านตอบแบบมีอารมณ์ขันว่า
“นาน ๆ ท่องที (ครั้ง) หนึ่ง
บางทีก็สองเดือนท่องทีหนึ่ง
บางทีก็สามเดือนท่องทีหนึ่ง”
โดยนิสัยส่วนตัว หลวงปู่สนใจการปฏิบัติภาวนามากกว่า
ท่านบอกว่า ท่านดื่มด่ำอยู่ในการภาวนามาก
ในตอนนั้นท่านใช้คำบริกรรม
“พุทโธ” อย่างเดียว
ไม่ได้ใช้ “อานาปานสติ”
คือไม่ได้ใช้การกำหนดลมหายใจเข้าออก
ควบคู่กับพุทโธ
แต่ใช้เพียง
“พุทโธ” อย่างเดียว
ในกรณีขององค์หลวงปู่ชอบนั้น
ท่านใช้บริกรรม “พุทโธ” เพียงอย่างเดียว
ก็รู้สึกว่าเพียงพอแล้วสำหรับท่าน
คือบริกรรมไม่นาน
จิตก็จะรวมลงสู่ความสงบ
ให้ความรู้สึกดื่มด่ำลึกซึ้ง
ในความสงบของจิตใจอย่างบอกไม่ถูก
นอกจากนี้
ท่านยังได้รับความรู้พิเศษจากการภาวนา คือ
“สิ่งที่ไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น
สิ่งที่ไม่เคยรู้ ก็ได้รู้
สิ่งที่เป็นของอัศจรรย์แก่ปุถุชนธรรมดา
ก็กลับปรากฏขึ้น”
นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง!
วิธีการภาวนาของ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
เมื่อผ้าขาวชอบ อายุครบ ๑๙ ปี พระอาจารย์พากันจัดการให้ศิษย์รักได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านนาแก ตำบลนากลาง อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี ด้วยเป็นวัดที่อยู่ใกล้บ้านของลุงผู้เป็นพี่ชายของโยมมารดา
โยมมารดาและคุณยายได้ช่วยกันจัดหาอัฐบริขารในการบวชให้
ด้วยความศรัทธา และปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง
สาธุ!
หลวงปู่ใช้ชีวิตระหว่างเป็นสามเณรอยู่ ๕ พรรษา
ในระหว่างนั้นท่านได้ติดตามพระอาจารย์พาไปหลายสถานที่
และได้พบเห็นครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์รุ่นใหญ่ของ
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลายองค์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม
หลวงปู่สุวรรณ สุจิณโณ
สององค์นี้ สามเณรชอบได้ไปขออยู่จำพรรษา
เพื่อฝึกหัดข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ
และฝึกฝนด้านจิตภาวนาในสำนักขององค์ท่านเหล่านั้นด้วย
หลวงปู่บอกว่า ถ้าไม่นับท่านพระอาจารย์พาแล้ว
ท่านได้อยู่กับหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม นานกว่าทุกองค์
เมื่อหลวงปู่อายุครบ ๒๓ ปีบริบูรณ์
จึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พระอุโบสถวัดสร่างโศก
(วัดศรีธรรมาราม ในปัจจุบัน)
อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี ในสมัยนั้น
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่
๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๗
โดยมี
• พระครูวิจิตรวิสุธนาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์
• พระอาจารย์แดง เป็นพระกรรมวาจาจารย์
หลวงปู่บอกว่า ท่านมิได้มีนิสัยสนใจการศึกษาด้าน ปริยัติธรรม มากนัก
หากสนใจด้าน ปฏิบัติภาวนา มากกว่า
แม้แต่การท่อง ปาติโมกข์ นั้น
ท่านก็ไม่ค่อยสนใจที่จะท่อง
ท่านบอกว่า
“รู้ความ แต่ไม่ได้ท่องจำ”
หลวงปู่ได้เล่าให้ศิษย์ฟังแบบขำ ๆ ว่า
ท่านใช้เวลาเรียนท่อง ปาติโมกข์นานถึง ๗ ปี
จึงจำได้หมด
เมื่อลูกศิษย์กราบเรียนถามว่า
ทำไมหลวงปู่จึงใช้เวลาท่องนานนัก?
ท่านตอบแบบมีอารมณ์ขันว่า
“นาน ๆ ท่องที (ครั้ง) หนึ่ง
บางทีก็สองเดือนท่องทีหนึ่ง
บางทีก็สามเดือนท่องทีหนึ่ง”
โดยนิสัยส่วนตัว หลวงปู่สนใจการปฏิบัติภาวนามากกว่า
ท่านบอกว่า ท่านดื่มด่ำอยู่ในการภาวนามาก
ในตอนนั้นท่านใช้คำบริกรรม
“พุทโธ” อย่างเดียว
ไม่ได้ใช้ “อานาปานสติ”
คือไม่ได้ใช้การกำหนดลมหายใจเข้าออก
ควบคู่กับพุทโธ
แต่ใช้เพียง
“พุทโธ” อย่างเดียว
ในกรณีขององค์หลวงปู่ชอบนั้น
ท่านใช้บริกรรม “พุทโธ” เพียงอย่างเดียว
ก็รู้สึกว่าเพียงพอแล้วสำหรับท่าน
คือบริกรรมไม่นาน
จิตก็จะรวมลงสู่ความสงบ
ให้ความรู้สึกดื่มด่ำลึกซึ้ง
ในความสงบของจิตใจอย่างบอกไม่ถูก
นอกจากนี้
ท่านยังได้รับความรู้พิเศษจากการภาวนา คือ
“สิ่งที่ไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น
สิ่งที่ไม่เคยรู้ ก็ได้รู้
สิ่งที่เป็นของอัศจรรย์แก่ปุถุชนธรรมดา
ก็กลับปรากฏขึ้น”
นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง!