.....ผู้ไม่เคยถูกรัก (เรื่องจริงที่ไม่ได้เขียนเพื่อพิมพ์นิยาย)
ตอนนี้เราอายุ38 เราเกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลาง หาเช้ากินค่ำ ในวัยเด็กพ่อแม่เข้มงวดมาก ถึงมากที่สุด เราเป็นลูกสาวคนโต แม่เคยทำโทษด้วยการตีด้วยสายไฟจนฉี่ราด ในวัยเพียง 2ขวบ ขังห้องน้ำเมื่อพูดไม่ฟัง โตขึ้นมาหน่อย ราวๆเรียนประถม ต้องรับผิดชอบ ซักผ้าของตัวเองและพ่อแม่ ทำกับข้าว ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไรในตอนนั้น ช่วงเรียนมัธยม ตื่นตี4ครึ่ง ทำกับข้าว ห่อข้าวไปร.ร. ยังคงซักผ้ารีดผ้าของคนทั้งบ้าน ทำกับข้าวมื้อเย็น กวาดบ้านถูบ้าน ปิดเทอม ขายของเพื่อหารายได้พิเศษ ชีวิตในวัยเด็ก ไม่เคยเล่นกับเพื่อน ถูกเลี้ยงอยู่แต่ในบ้านและมักต่อท้ายด้วยคำที่ว่า เพราะรักลูก จึงไม่ให้ลูกเล่นกับเด็กๆแถวบ้านเดียวกัน
ช่วงมัธยมก็ดูจะผ่านไป แต่ก็ไม่ผ่าน พ่อเป็นคนโมโหร้าย เคยตบหน้าเราเพราะมีคนมาจีบ บางครั้งด่าแบบเสียๆหายๆ มีคำพูดที่จำมาจนทุกวันนี้คือ
ถ้า เ..ี่ยนมากก็ใช้มะเขือยาว ใช้แตงกวา ในตอนนั้นอายุแค่ 15-16 ก็รู้สึกได้ว่าเป็นคำพูดที่หยาบคาย และไม่ให้เกียรติ ด่าทีชาวบ้านคงได้ยินบ้างไม่มากก็น้อย แม่ก็ไม่เคยห้ามเวลาพ่อด่า เวลามีคนมาจีบ ก็จะเรียกผู้ชายมาที่บ้าน ไม่ได้มาทำความรู้จักนะคะ แต่เรียกมาเพื่อถามว่า ถ้ารักเราก็ส่งเสียเราเรียนเลี้ยงดูเรา ทำได้มั้ยล่ะ ถ้าทำไม่ได้คือไม่ได้รัก(ผู้ชายส่วนใหญ่อายุมากกว่า และเราก็ไม่ได้คิดอะไรไปไกลขนาดนั้น คิดเพียงแค่ว่า บางครั้งที่เราไม่สบายใจ ไม่มีใครให้พูดระบายความรู้สึก ก็พูดให้คนที่อยากฟังเราแค่นั้นเอง เพื่อนผู้หญิงมี แต่ไม่รู้สึกถึงความจริงใจ เวลาที่รู้ปัญหาของเรา ก็เอาไปพูดนินทา และแยกเราออกจากลุ่ม) ทุกครั้งที่มีปัญหา เช่นกลับบ้านไม่ตรงเวลา พ่อจะคิดว่าเราไปนอนกับผู้ชาย (เราอยู่ร.ร.ไกลกับบ้านและร.ร.ก็เป็น ร.ร.ที่มีงานบ่อย เราก็ออกบ่อยเช่นกัน) ช่วงวัยนี้มีปัญหาอะไรก็โดนไล่ออกจากบ้าน ด้วยคำพูดที่ว่า เถียงเหรอ ถ้าเก่งมาก ก็เก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านไปเลย ไปทำมาหา-เลี้ยงตัวเอง....แล้วชีวิตก็เริ่มต้นออกเดินทาง ไปอาศัยอยู่บ้านอา บ่อยๆครั้งมีโทรไปบอกอา ว่าระวังมันแย่งผัวนะ 😢 ไม่ได้มีความคิดแบบนี้หรือแม้แต่อยากจะมีอะไรกับใครเลยในเวลานั้น ต้องการเพียงความรัก ความเข้าใจในครอบครัวเท่านั้นเอง โดนไล่บ่อยๆเข้าก็กลายเป็นต้องนอนบ้านเพื่อน บางครั้งอึดอัดมากๆเสียใจมากๆก็หนีออกจากบ้าน เพียงเพราะ ไม่อยากได้ยินคำพูดที่ทำให้เราเสียใจ และไม่เห็นคุณค่าของเรา ไม่ให้เกียรติเรา
.......เพื่อน.... ตอนนั้นก็ดูหวังดีนะ แนะนำผู้ชายคนนึงให้เรารู้จัก จนวันนึงเค้าก็ทำลายเกีรติของเรา(แต่เราคงไม่มีเกียรติอะไรตั้งแต่เกิดมาเป็นคนแล้วมั้ง) จนวันนึง รู้สึกว่าชีวิตไม่ได้มีค่า หรือมีความหมายอะไรเลย เป็นชีวิตที่ เกิดมาสร้างแต่ปัญหา ความเดือดร้อน ให้พ่อและแม่ ไม่อยากกลับบ้านและไม่อยากกลับ....ตลอดไป วันนั้นฆ่าตัวตาย ด้วยการกินยานับไม่ถ้วน ....มีคนโทรหาแม่ว่าเราฆ่าตัวตาย แม่และน้องชายตามมาเจอพาส่ง รพ. หลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้....หมอบอกราวๆ2-3วัน ลืมตามาใส่สายอ๊อกซิเจน สายน้ำเกลือ สายปัสสาวะ พ่อและแม่ อยู่ข้างๆเตียง ตอนนั้นคือไม่ได้คิดอะไรต่อ เพราะอาเจียรและถ่ายเป็นสีดำทุกๆครึ่งชม.
หลังจากออกจากรพ.ก็เหมือนจะดีนะ พ่อเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรที่เค้าทำผิดไปมั้ย เราก็พูดไปทุกอย่างที่ไม่เคยพูด(พูดไปทั้งๆที่ไม่รู้ว่าผลจะออกมาแบบไหน) ร้องไห้ทุกวันช่วงนั้น ร้องไห้เพราะตัวเองทำให้พ่อแม่เดือดร้อนอีกแล้ว โทษตัวเองทุกวัน ว่าถ้าไม่มีเรา พ่อแม่ไม่ต้องเอาทองไปขายเพราะเราเข้ารพ.การออกจากรพ.ครั้งนี้ทำให้เส้นเลือดในตาแตก ตา2ข้างไม่เท่ากัน (เป็นอยู่3-6เดือนจำระยะเวลาไม่ได้แน่ชัด) ตามมาด้วยการลาออกไปเรียนต่อ กศน. จบก็เตรียมเข้ามหาลัย เข้ามหาลัยตอนนั้นก็ดูจะมีความสุขดี มีเพื่อนเยอะ มีสังคมใหม่ๆ เริ่มทำงานพิเศษ เริ่มมีการระแวงว่าเราไปนอนกับผู้ชาย เริ่มมีปากเสียง เริ่มด่า เริ่มไล่ออกจากบ้าน ตอนนั้นคิดสั้นๆแค่ว่า มีแฟนไปเลยจะได้มีที่อยู่ไม่โดนไล่ออกจากบ้านอีก และแล้วก็ย้ายออกมาอยู่กับแฟน(ซึ่งตอนนั้นมันคงเป็นแบบไม่มีที่ไปมากกว่าความรัก) ทำงานมากขึ้น เพราะไม่มีเงินจะกินจะใช้ ต้องหยุดเรียนไปก่อน เพราะลำพังแค่เงินจะกินจะใช้ดำรงชีพก็ยังยาก
.
.
.
วันเวลาล่วงเลยไป จนอายุ 25 ท้องลูกคนแรก พ่อแม่ก็ไม่ได้ยินดีที่เรามีเพราะก็ไม่ได้ชอบผู้ชายคนนี้ เพราะจน เพราะเคยทะเลาะกัน ก่อนหน้านี้อยากให้เราแต่งงานไปอยู่ต่างประเทศ ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันเลย แค่เป็นลูกของคนรู้จักของคนรู้จักอีกที แต่แม่ก็กล้าที่จะส่งเราไปอยู่ต่างแดน ซึ่ง แน่นอน เราไม่ไป ชีวิตลุ่มๆดอนๆมาตลอด 365วัน มีความสุขไม่ถึง2อาทิตย์เฉลี่ยระยะเวลานะคะ
แม่มักมีคำพูดเสมอว่าเราเห็นอะไรของแม่ก็อยากได้(ถึงแม้ว่าของสิ่งนั้นจะไม่ได้ใช้ก็ตาม)
-มักพูดเสมอว่ามีแต่ขนออก ในที่นี้แปลว่า ไม่เคยเอาอะไรมาให้เค้าเลย มีแต่เอาจากเค้าไป(ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้ขออะไร พยายามพึ่งตัวเองมาตลอด)
-มักพูดเสมอว่าเราทำให้เค้าเดือดร้อน
-ช่วงนึงที่เริ่มขายของได้มากเหมือนจะมีเงิน(แต่ไม่มี เพราะหนี้สินและลูกๆอีก3คน) พ่อเคยพูดผ่านแม่ว่า เราไม่เคยมีเงินมาให้เค้าเลยด้วยน้ำเสียงความไม่พอใจอย่างมาก(ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็ให้เงินตามกำลังที่ทำได้ อาจะไม่ได้มาก แต่ก็ให้ทุกครั้งที่พอจะให้ได้)
-ช่วงนี้มาเปิดร้านใหม่ ตัดสินใจว่าจะเลิกกับพ่อของลูก คงไว้เพียงสถานะ พ่อของลูกเท่านั้น เราย้ายมาอยู่กับพ่อแม่ แต่เหตุการณ์ก็เหมือนเดิมคือ พ่อมักพูดว่า เค้าเหนื่อยแล้ว แก่แล้ว ของในร้านที่ลงๆไป เราต้องรับผิดชอบผ่อนคนเดียว อันนี้พ่อกับแม่ไม่ได้บอกไว้ บอกตอนที่เราตัดสินใจว่า มีอะไรก็ช่วยๆกันไป เดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่....มันไม่ใช่แบบนั้นเลย เราเองก็ไม่มีเงินสำรอง แล้วต้องมาเริ่มธุรกิจในสภาวะแบบนี้ ไหนจะค่าน้ำมันรถที่ต้องจ่ายไปมาระหว่างร้านกับบ้านแม่ เราก็แทบไม่ไหว มีบ้านน้องอยู่ตรงข้ามร้านแต่เค้าก็ไม่สะดวกให้เราอาศัย ด้วยเหตุผลที่ว่า เค้าทำไรไม่สะดวก กลับมาจากที่ทำงานอยากอยู่เงียบๆ ก่อนหน้านี้ถ้ารู้ว่าทุกอย่างต้องผ่อนเองคนเดียว พักบ้านใกล้ๆไม่ได้ เราอาจจะทนอยู่กับพ่อของลูกจนกว่าวันนึงจะทิ้งทุกอย่างไปจากโลกนี้ จะไม่มาทำร้านนี้เลย มันเหนื่อย มันลำบากใจ ไม่อยากฟังคำพูดที่ว่า ช่วยมาเท่าไหร่แล้ว 😢
.....เราจะบาปมั้ยที่ไม่เคยรู้สึกว่าพ่อแม่รักเราเลย ทุกวันนี้ยังคงกินยาต้านซึมเศร้า และยังคงรู้สึกไม่มีค่าอะไร รู้สึกทำให้คนอื่นเดือดร้อน ถ้าไม่ติดที่ลูก3คนยังเล็ก เราอาจจะเลือก จบชีวิตตัวเองอีกครั้ง แม้ไม่รู้ว่า ชีวิตหลังจากโลกนี้ไปแล้ว มันจะเจ็บปวดทุกทรมานอย่างไร แค่อยากพ้นสภาวะนี้ไป แบบคนเห็นแก่ตัว
ผิดมั้ย บาปมั้ยถ้าเรารู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รักเราเลย
ตอนนี้เราอายุ38 เราเกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลาง หาเช้ากินค่ำ ในวัยเด็กพ่อแม่เข้มงวดมาก ถึงมากที่สุด เราเป็นลูกสาวคนโต แม่เคยทำโทษด้วยการตีด้วยสายไฟจนฉี่ราด ในวัยเพียง 2ขวบ ขังห้องน้ำเมื่อพูดไม่ฟัง โตขึ้นมาหน่อย ราวๆเรียนประถม ต้องรับผิดชอบ ซักผ้าของตัวเองและพ่อแม่ ทำกับข้าว ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไรในตอนนั้น ช่วงเรียนมัธยม ตื่นตี4ครึ่ง ทำกับข้าว ห่อข้าวไปร.ร. ยังคงซักผ้ารีดผ้าของคนทั้งบ้าน ทำกับข้าวมื้อเย็น กวาดบ้านถูบ้าน ปิดเทอม ขายของเพื่อหารายได้พิเศษ ชีวิตในวัยเด็ก ไม่เคยเล่นกับเพื่อน ถูกเลี้ยงอยู่แต่ในบ้านและมักต่อท้ายด้วยคำที่ว่า เพราะรักลูก จึงไม่ให้ลูกเล่นกับเด็กๆแถวบ้านเดียวกัน
ช่วงมัธยมก็ดูจะผ่านไป แต่ก็ไม่ผ่าน พ่อเป็นคนโมโหร้าย เคยตบหน้าเราเพราะมีคนมาจีบ บางครั้งด่าแบบเสียๆหายๆ มีคำพูดที่จำมาจนทุกวันนี้คือ
ถ้า เ..ี่ยนมากก็ใช้มะเขือยาว ใช้แตงกวา ในตอนนั้นอายุแค่ 15-16 ก็รู้สึกได้ว่าเป็นคำพูดที่หยาบคาย และไม่ให้เกียรติ ด่าทีชาวบ้านคงได้ยินบ้างไม่มากก็น้อย แม่ก็ไม่เคยห้ามเวลาพ่อด่า เวลามีคนมาจีบ ก็จะเรียกผู้ชายมาที่บ้าน ไม่ได้มาทำความรู้จักนะคะ แต่เรียกมาเพื่อถามว่า ถ้ารักเราก็ส่งเสียเราเรียนเลี้ยงดูเรา ทำได้มั้ยล่ะ ถ้าทำไม่ได้คือไม่ได้รัก(ผู้ชายส่วนใหญ่อายุมากกว่า และเราก็ไม่ได้คิดอะไรไปไกลขนาดนั้น คิดเพียงแค่ว่า บางครั้งที่เราไม่สบายใจ ไม่มีใครให้พูดระบายความรู้สึก ก็พูดให้คนที่อยากฟังเราแค่นั้นเอง เพื่อนผู้หญิงมี แต่ไม่รู้สึกถึงความจริงใจ เวลาที่รู้ปัญหาของเรา ก็เอาไปพูดนินทา และแยกเราออกจากลุ่ม) ทุกครั้งที่มีปัญหา เช่นกลับบ้านไม่ตรงเวลา พ่อจะคิดว่าเราไปนอนกับผู้ชาย (เราอยู่ร.ร.ไกลกับบ้านและร.ร.ก็เป็น ร.ร.ที่มีงานบ่อย เราก็ออกบ่อยเช่นกัน) ช่วงวัยนี้มีปัญหาอะไรก็โดนไล่ออกจากบ้าน ด้วยคำพูดที่ว่า เถียงเหรอ ถ้าเก่งมาก ก็เก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านไปเลย ไปทำมาหา-เลี้ยงตัวเอง....แล้วชีวิตก็เริ่มต้นออกเดินทาง ไปอาศัยอยู่บ้านอา บ่อยๆครั้งมีโทรไปบอกอา ว่าระวังมันแย่งผัวนะ 😢 ไม่ได้มีความคิดแบบนี้หรือแม้แต่อยากจะมีอะไรกับใครเลยในเวลานั้น ต้องการเพียงความรัก ความเข้าใจในครอบครัวเท่านั้นเอง โดนไล่บ่อยๆเข้าก็กลายเป็นต้องนอนบ้านเพื่อน บางครั้งอึดอัดมากๆเสียใจมากๆก็หนีออกจากบ้าน เพียงเพราะ ไม่อยากได้ยินคำพูดที่ทำให้เราเสียใจ และไม่เห็นคุณค่าของเรา ไม่ให้เกียรติเรา
.......เพื่อน.... ตอนนั้นก็ดูหวังดีนะ แนะนำผู้ชายคนนึงให้เรารู้จัก จนวันนึงเค้าก็ทำลายเกีรติของเรา(แต่เราคงไม่มีเกียรติอะไรตั้งแต่เกิดมาเป็นคนแล้วมั้ง) จนวันนึง รู้สึกว่าชีวิตไม่ได้มีค่า หรือมีความหมายอะไรเลย เป็นชีวิตที่ เกิดมาสร้างแต่ปัญหา ความเดือดร้อน ให้พ่อและแม่ ไม่อยากกลับบ้านและไม่อยากกลับ....ตลอดไป วันนั้นฆ่าตัวตาย ด้วยการกินยานับไม่ถ้วน ....มีคนโทรหาแม่ว่าเราฆ่าตัวตาย แม่และน้องชายตามมาเจอพาส่ง รพ. หลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้....หมอบอกราวๆ2-3วัน ลืมตามาใส่สายอ๊อกซิเจน สายน้ำเกลือ สายปัสสาวะ พ่อและแม่ อยู่ข้างๆเตียง ตอนนั้นคือไม่ได้คิดอะไรต่อ เพราะอาเจียรและถ่ายเป็นสีดำทุกๆครึ่งชม.
หลังจากออกจากรพ.ก็เหมือนจะดีนะ พ่อเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรที่เค้าทำผิดไปมั้ย เราก็พูดไปทุกอย่างที่ไม่เคยพูด(พูดไปทั้งๆที่ไม่รู้ว่าผลจะออกมาแบบไหน) ร้องไห้ทุกวันช่วงนั้น ร้องไห้เพราะตัวเองทำให้พ่อแม่เดือดร้อนอีกแล้ว โทษตัวเองทุกวัน ว่าถ้าไม่มีเรา พ่อแม่ไม่ต้องเอาทองไปขายเพราะเราเข้ารพ.การออกจากรพ.ครั้งนี้ทำให้เส้นเลือดในตาแตก ตา2ข้างไม่เท่ากัน (เป็นอยู่3-6เดือนจำระยะเวลาไม่ได้แน่ชัด) ตามมาด้วยการลาออกไปเรียนต่อ กศน. จบก็เตรียมเข้ามหาลัย เข้ามหาลัยตอนนั้นก็ดูจะมีความสุขดี มีเพื่อนเยอะ มีสังคมใหม่ๆ เริ่มทำงานพิเศษ เริ่มมีการระแวงว่าเราไปนอนกับผู้ชาย เริ่มมีปากเสียง เริ่มด่า เริ่มไล่ออกจากบ้าน ตอนนั้นคิดสั้นๆแค่ว่า มีแฟนไปเลยจะได้มีที่อยู่ไม่โดนไล่ออกจากบ้านอีก และแล้วก็ย้ายออกมาอยู่กับแฟน(ซึ่งตอนนั้นมันคงเป็นแบบไม่มีที่ไปมากกว่าความรัก) ทำงานมากขึ้น เพราะไม่มีเงินจะกินจะใช้ ต้องหยุดเรียนไปก่อน เพราะลำพังแค่เงินจะกินจะใช้ดำรงชีพก็ยังยาก
.
.
.
วันเวลาล่วงเลยไป จนอายุ 25 ท้องลูกคนแรก พ่อแม่ก็ไม่ได้ยินดีที่เรามีเพราะก็ไม่ได้ชอบผู้ชายคนนี้ เพราะจน เพราะเคยทะเลาะกัน ก่อนหน้านี้อยากให้เราแต่งงานไปอยู่ต่างประเทศ ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันเลย แค่เป็นลูกของคนรู้จักของคนรู้จักอีกที แต่แม่ก็กล้าที่จะส่งเราไปอยู่ต่างแดน ซึ่ง แน่นอน เราไม่ไป ชีวิตลุ่มๆดอนๆมาตลอด 365วัน มีความสุขไม่ถึง2อาทิตย์เฉลี่ยระยะเวลานะคะ
แม่มักมีคำพูดเสมอว่าเราเห็นอะไรของแม่ก็อยากได้(ถึงแม้ว่าของสิ่งนั้นจะไม่ได้ใช้ก็ตาม)
-มักพูดเสมอว่ามีแต่ขนออก ในที่นี้แปลว่า ไม่เคยเอาอะไรมาให้เค้าเลย มีแต่เอาจากเค้าไป(ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้ขออะไร พยายามพึ่งตัวเองมาตลอด)
-มักพูดเสมอว่าเราทำให้เค้าเดือดร้อน
-ช่วงนึงที่เริ่มขายของได้มากเหมือนจะมีเงิน(แต่ไม่มี เพราะหนี้สินและลูกๆอีก3คน) พ่อเคยพูดผ่านแม่ว่า เราไม่เคยมีเงินมาให้เค้าเลยด้วยน้ำเสียงความไม่พอใจอย่างมาก(ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็ให้เงินตามกำลังที่ทำได้ อาจะไม่ได้มาก แต่ก็ให้ทุกครั้งที่พอจะให้ได้)
-ช่วงนี้มาเปิดร้านใหม่ ตัดสินใจว่าจะเลิกกับพ่อของลูก คงไว้เพียงสถานะ พ่อของลูกเท่านั้น เราย้ายมาอยู่กับพ่อแม่ แต่เหตุการณ์ก็เหมือนเดิมคือ พ่อมักพูดว่า เค้าเหนื่อยแล้ว แก่แล้ว ของในร้านที่ลงๆไป เราต้องรับผิดชอบผ่อนคนเดียว อันนี้พ่อกับแม่ไม่ได้บอกไว้ บอกตอนที่เราตัดสินใจว่า มีอะไรก็ช่วยๆกันไป เดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่....มันไม่ใช่แบบนั้นเลย เราเองก็ไม่มีเงินสำรอง แล้วต้องมาเริ่มธุรกิจในสภาวะแบบนี้ ไหนจะค่าน้ำมันรถที่ต้องจ่ายไปมาระหว่างร้านกับบ้านแม่ เราก็แทบไม่ไหว มีบ้านน้องอยู่ตรงข้ามร้านแต่เค้าก็ไม่สะดวกให้เราอาศัย ด้วยเหตุผลที่ว่า เค้าทำไรไม่สะดวก กลับมาจากที่ทำงานอยากอยู่เงียบๆ ก่อนหน้านี้ถ้ารู้ว่าทุกอย่างต้องผ่อนเองคนเดียว พักบ้านใกล้ๆไม่ได้ เราอาจจะทนอยู่กับพ่อของลูกจนกว่าวันนึงจะทิ้งทุกอย่างไปจากโลกนี้ จะไม่มาทำร้านนี้เลย มันเหนื่อย มันลำบากใจ ไม่อยากฟังคำพูดที่ว่า ช่วยมาเท่าไหร่แล้ว 😢
.....เราจะบาปมั้ยที่ไม่เคยรู้สึกว่าพ่อแม่รักเราเลย ทุกวันนี้ยังคงกินยาต้านซึมเศร้า และยังคงรู้สึกไม่มีค่าอะไร รู้สึกทำให้คนอื่นเดือดร้อน ถ้าไม่ติดที่ลูก3คนยังเล็ก เราอาจจะเลือก จบชีวิตตัวเองอีกครั้ง แม้ไม่รู้ว่า ชีวิตหลังจากโลกนี้ไปแล้ว มันจะเจ็บปวดทุกทรมานอย่างไร แค่อยากพ้นสภาวะนี้ไป แบบคนเห็นแก่ตัว