Sony ฮุคซ้ายอัปเปอร์คัทขวาเข้าใส่ Bleem Company อย่างต่อเนื่อง
หมัดซ้ายนั้นเล็งไปที่การต่อสู้คดีในชั้นศาลโดยการกระหน่ำฟ้องร้องในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรแทน ทุกคดีที่ฟ้องร้อง Sony ก็จะเข้าใกล้ความสำเร็จเข้าไปทีละก้าวเพราะ Bleem Company ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสู้คดีทุกเคส เผาเงินทุนของบริษัทที่มีอยู่น้อยนิดให้ร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ จนต้องมีการไปกู้ยืมหรือขอยืมเงินจากคนที่รู้จักมาเป็นค่าใช้จ่ายในการสู้คดี แต่สำหรับ Sony ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นก็เป็นแค่เศษเงิน จากคำบอกเล่าจากทนายความของ Bleem Company นั้นเล่าว่าเลขสิทธิบัตรที่ยื่นฟ้องมาเกือบทั้งหมดไม่ได้เป็นสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเครื่อง ps เลย ที่แย่ไปกว่านั้นคือสิทธิบัตรที่ยื่นฟ้องมีการเอาเลขสิทธิบัตรที่ไม่ใช่แม้แต่ของ Sony เองมาฟ้องด้วย
ส่วนหมัดขวาก็อัปเปอร์คัทตัดลำตัวโดยเล็งไปที่ร้านค้าปลีก เนื่องจากตอนนั้น ps คือสินค้าขายดีที่ร้านไหน ๆ ก็สั่งของไปขาย ทำให้ทาง Sony เพียงกดดันร้านค้าปลีกด้วยการ “พิจารณาจำนวนสินค้าที่เหมาะสมที่จะส่งให้แก่ร้าน” เท่านี้ร้านค้าปลีกต่าง ๆ ที่คิดจะรับ Bleem มาขายก็ต้องคิดกันใหม่อีกครั้งแล้ว บางร้านที่รับ Bleem มาแล้วนั้นถึงกับส่งคืนสินค้าให้บริษัทเลยทีเดียวก็มี อีกทั้งในตอนที่ขึ้นศาลนั้นทนายความของ Bleem Company เล่าว่าทาง Sony เรียกตัวแทนของเครือข่ายร้านค้าปลีกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีเลยมาขึ้นเป็นพยานของทางฝั่ง Sony ด้วย เค้าคิดว่าเป้าหมายคงเพื่อขู่ร้านค้าปลีกเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม หมัดขวานี้มีผลทำให้ Bleem Company ที่ต้องเสียเงินทุนไปกับค่าคดีความอยู่แล้วก็ขาดรายได้และทุนจมไปกับสินค้าที่ขายไม่ได้ ซ้ำเติมสถานะการณ์ให้ย่ำแย่เข้าไปอีก
ดังนั้น เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์อื่นมาสร้างรายได้แต่บริษัทแทน Bleem ที่ติดปัญหาอยู่ ทางบริษัทลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนา Bleemcast! โปรแกรมสำหรับใช้งานบน Dreamcast เครื่องเกมรุ่นใหม่ของ SEGA ที่จะทำให้ Dreamcast สามารถเล่นเกมของ ps ได้ด้วยพลังการประมวลผลกราฟฟิกระดับเครื่อง Nextgen ช่วยให้เกม ps มีกราฟฟิกที่สวยงามขึ้นอย่างมาก
รูปแบบการขายของก็เปลี่ยนไป แทนที่จะขาย Bleem โปรแกรมเดียวแล้วเล่นเกม ps ได้ทุกเกม ทาง Bleem Company ก็ปรับแผนธุรกิจใหม่โดยขาย Bleemcast! แยกเฉพาะตามเกมแต่ละเกมเลย เป็น Emulator สำหรับเล่นเกมเพียงเกมเดียวโดยเฉพาะ
ในช่วงแรกมีการออกวางจำหน่าย Bleemcast! สำหรับเล่นเกม 3 เกม ดังต่อไปนี้ Gran Turismo 2, Tekken 3 และ Metal Gear Solid. ผู้เขียนเชื่อว่าวิธีนี้นอกจะช่วยแก้ปัญหาการไม่เข้ากันของเกมกับโปรแกรม Emulator อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับ Bleem แล้วยังช่วยเพิ่มยอดขายแก่บริษัทได้อีกมากเพราะผู้เล่นต้องซื้อ Bleemcast! ตามจำนวนเกมที่จะเล่นไม่ใช่ซื้อครั้งเดียวจบ
ทุกอย่างเหมือนจะดูดี ติดอยู่ที่อย่างเดียวคือ Dreamcast ดันอายุสั้น โดย SEGA ประการยุติการผลิตไปเมื่อต้นปี 2001 นี่ทำให้เงินลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ยังไม่ทันคืนทุนก็สลายหายไปกับสายลม ใครจะไปซื้อเครื่องคอนโซลที่ไม่มีเกมออกใหม่แล้วมาเล่น
ทั้งหมดนี้ทำให้ Bleem Company ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเหลือมาดำเนินกิจการได้อีกต่อไป ทำให้บริษัทต้องปิดตัวลงไปในเดือนพฤศจิกายน 2001 และนำทรัพย์สินของบริษัทมาขายทอดตลาดเพื่อใช้หนี้ ต่อมาทาง Sony ได้ดึงตัวโปรแกรมเมอร์ของ Bleem รวมถึง Randy หนึ่งในผู้ก่อตั้งไปทำงานกับ Sony Computer Entertainment ส่วน David ผู้ก่อตั้งอีกคนหนึ่งตัดสินใจลาขาดจากวงการอุตสาหกรรม Software ไม่กลับไปทำงานด้านนี้อีกต่อไป
ตำนานของ Bleem จบลงในเวลาเพียง 2 ปีกว่า ๆ เท่านั้น
ในรูปคือรูปหน้า Website ของ Bleem เมื่อปิดตัวซึ่งต่อมาไม่นานก็ถูกถอดออกไป
แต่ผลกระทบที่เกิดจาก Bleem นั้นยังคงหลงเหลืออยู่ แบ่งออกได้เป็น 3 หัวข้อหลัก ๆ ดังนี้
1. สังคมเริ่มรับรู้ถึงการมีตัวตนของเกมคอนโซลอีมูเลเตอร์
ถึงแม้ว่า VGS จะเปิดตัวก่อนถึง 3 เดือนแต่ก็เป็นที่รู้จักในวงแคบแต่ Bleem เป็นที่รู้จักมากกว่าเพราะมีการลงทุนโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างหนัก ซึ่งทำให้ Bleem นอกจากจะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายแล้วยังพลอยทำให้เกมคอนโซลอีมูเลเตอร์ของเครื่องรุ่นอื่น ๆ เช่น Famicom หรือ Super Famicom เป็นที่รู้จักไปด้วย จำนวนผู้ใช้อีมูเลเตอร์เริ่มเพิ่มสูงขึ้นก็เพราะ Bleem นี่เอง
2. Bleem กลายเป็นแนวทางการพัฒนาเกมคอนโซลอีมูเลเตอร์
การมาของ Bleem ทำให้เหล่านักพัฒนาอิสระรวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ก็เริ่มให้ความสนใจในเทคโนโลยีอีมูเลเตอร์มากขึ้น มีผู้พัฒนาอิสระหน้าใหม่ที่เริ่มโปรเจคพัฒนา ps Emulator ของตนเองที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอีมูเลเตอร์ของเครื่องเกมรุ่นอื่น ๆ อีกด้วย โดยแนวทางของ Bleem ที่ไม่ใช่แค่จำลองการทำงานแต่เป็นการอัพเกรดกราฟฟิกที่ออกมาด้วยการใช้กราฟฟิกการ์ดของคอมพิวเตอร์นั้นได้รับการยอมรับและสืบทอดไปยังอีมูเลเตอร์ที่จะเกิดมาภายหลังเกือบทุกโปรแกรมหลังจากนี้
3. การสร้าง Emulator เป็นเรื่องถูกกฎหมาย
จากการต่อสู้ทางกฎหมายของ Bleem รวมถึง VGS ด้วยนั้นทำให้เกิดคำตัดสินของศาลที่ต่อมากลายเป็นบรรทัดฐานต่อการสร้าง Emulator ในที่สุด นั้นคือ ตราบใดที่ไม่มีการนำโค้ดโปรแกรมหรือขั้นตอนกระบวนการทำงานของสิ่งที่จะจำลองการทำงานไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของโปรแกรม หาก Emulator ที่พัฒนาขึ้นมาใช้วิธีการทำงานที่ไม่เหมือนกับที่ต้นแบบแต่สามารถให้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกันกับที่ต้นแบบทำได้ เมื่อนั้น Emulator ดังกล่าวถือว่าไม่ผิดกฎหมาย
หลังจากนั้น Emulator ต่าง ๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นมาและสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน เช่น Android Emulator
สุดท้ายแล้ว แม้ว่าจะพยายามขัดขวางหรือกำจัด Emulator อย่างไรในที่สุดแม้แต่บริษัทผู้ผลิตเครื่องเกมคอนโซลเองก็ต้องยอมรับว่า Emulator ตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทด้วยเช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความสามารถในการเล่นเกมในเครื่องรุ่นก่อนหน้าหรือที่เรียกว่า backwards compatibility ที่เดิมทาง Sony ใช้วิธีติดตั้ง Hardware ที่เกมของเครื่องรุ่นเก่าต้องเรียกใช้งานในเครื่องรุ่นใหม่ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นการนำ Emulator มาใช้งานแทน ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มาก
อีกทั้งยังทำให้ไอเดียการสร้างเครื่องเล่นเกมรุ่นเก่าอย่างเช่น Super Nintendo Classics และ PlayStation Classics ที่ทาง Nintendo และ Sony ผลิตออกมาจำหน่ายนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริงด้วยการนำ Emulator มาติดตั้งใช้กับเครื่องเกมของตนเองแทนการผลิตเครื่องคอนโซลตามสเปกดั้งเดิมที่เคยผลิตในช่วงยุค 80s – 90s ซึ่งเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างนั้นล้าสมัยเกินไปจนหาชิ้นส่วนไม่ได้และไม่มีผู้ผลิตอีกแล้ว อีกทั้งยังไม่คุ้มค่าที่จะกลับไปตั้งสายการผลิตชิ้นส่วนดังกล่าวใหม่ โดยทาง Nintendo นั้นใช้ Emulator ที่พัฒนาขึ้นเองส่วน Sony ใช้ Open Source Emulator แทน นี่ทำให้กลุ่มผู้เล่นใหม่ที่ไม่ทันการมาของเครื่องเกมสุดคลาสสิกเหล่านั้นได้มีโอกาสสัมผัสเครื่องเล่นเกมดังกล่าวอีกครั้ง
ต่อมาเมื่อเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ ๆ มีพลังการประมวลผลที่มากมากขึ้น ตัวเกมมีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ Emulator ของเครื่องเกมคอนโซลใหม่ ๆ พัฒนายากขึ้น, ใช้พลังการประมวลผลมากขึ้นอย่างมหาศาลและต้องใช้เวลาในการพัฒนานานขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดช่องว่างของเวลาที่ห่างจนเหตุการณ์ Emulator ที่ออกมาไล่เลี่ยกับเครื่องเกมรุ่นล่าสุดหรือรุ่นเกือบล่าสุดแทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกแล้ว
นี่พลอยทำให้เกมคอนโซล Emulator เชิงพาณิชย์อย่าง VGS หรือ Bleem นั้นไม่เกิดขึ้นมาอีกเลยในปัจจุบัน
แต่ถ้าเกิดขึ้นจริง เท่ากับว่าผู้พัฒนาจะต้องสู้กับบริษัทระดับยักษ์ที่พร้อมจะทุ่มทุกอย่างเข้าใส่เพื่อปกป้องผลประโยชน์อย่างที่ Bleem เคยเจอ
และนี่ทำให้ใครที่จะสร้างเกมคอนโซล Emulator เชิงพาณิชย์ จำต้องคิดให้หนัก
ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2021 Piko Interactive ได้ซื้อแบรนด์ Bleem! จากผู้ก่อตั้ง David Herpolsheimer แล้วโดยมีแผนจะใช้ Bleem! เป็นชื่อของ Digital Store ซึ่งจำหน่ายเกมของเครื่องคอนโซลยุคเก่า เช่น Famicom, Mega Drive, PC-Engine, ps1 เป็นต้น โดยจุดขายคือเกมเหล่านี้พัฒนาโดยนักพัฒนาอิสระด้วยเครื่องมือและเทคนิคการเขียนโปรแกรมยุคปัจจุบันสำหรับเล่นบนเครื่อง PC หรือเล่นด้วยเครื่องเกมคอนโซลจริง ๆ
ปล.ตอนนี้ผมได้เปิด Facebook Page “บทความตามใจฉัน”
โดยบทความจะหลายหลากคละประเภทกันไปความตามความสนใจนั้นขณะนั้น ถ้าสนใจก็กดติดตามได้ครับ
https://www.facebook.com/uptomejournal/
GoC32 Side Story “Emulator Other Front, Bleem” Part 2
หมัดซ้ายนั้นเล็งไปที่การต่อสู้คดีในชั้นศาลโดยการกระหน่ำฟ้องร้องในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรแทน ทุกคดีที่ฟ้องร้อง Sony ก็จะเข้าใกล้ความสำเร็จเข้าไปทีละก้าวเพราะ Bleem Company ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสู้คดีทุกเคส เผาเงินทุนของบริษัทที่มีอยู่น้อยนิดให้ร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ จนต้องมีการไปกู้ยืมหรือขอยืมเงินจากคนที่รู้จักมาเป็นค่าใช้จ่ายในการสู้คดี แต่สำหรับ Sony ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นก็เป็นแค่เศษเงิน จากคำบอกเล่าจากทนายความของ Bleem Company นั้นเล่าว่าเลขสิทธิบัตรที่ยื่นฟ้องมาเกือบทั้งหมดไม่ได้เป็นสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเครื่อง ps เลย ที่แย่ไปกว่านั้นคือสิทธิบัตรที่ยื่นฟ้องมีการเอาเลขสิทธิบัตรที่ไม่ใช่แม้แต่ของ Sony เองมาฟ้องด้วย
ส่วนหมัดขวาก็อัปเปอร์คัทตัดลำตัวโดยเล็งไปที่ร้านค้าปลีก เนื่องจากตอนนั้น ps คือสินค้าขายดีที่ร้านไหน ๆ ก็สั่งของไปขาย ทำให้ทาง Sony เพียงกดดันร้านค้าปลีกด้วยการ “พิจารณาจำนวนสินค้าที่เหมาะสมที่จะส่งให้แก่ร้าน” เท่านี้ร้านค้าปลีกต่าง ๆ ที่คิดจะรับ Bleem มาขายก็ต้องคิดกันใหม่อีกครั้งแล้ว บางร้านที่รับ Bleem มาแล้วนั้นถึงกับส่งคืนสินค้าให้บริษัทเลยทีเดียวก็มี อีกทั้งในตอนที่ขึ้นศาลนั้นทนายความของ Bleem Company เล่าว่าทาง Sony เรียกตัวแทนของเครือข่ายร้านค้าปลีกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีเลยมาขึ้นเป็นพยานของทางฝั่ง Sony ด้วย เค้าคิดว่าเป้าหมายคงเพื่อขู่ร้านค้าปลีกเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม หมัดขวานี้มีผลทำให้ Bleem Company ที่ต้องเสียเงินทุนไปกับค่าคดีความอยู่แล้วก็ขาดรายได้และทุนจมไปกับสินค้าที่ขายไม่ได้ ซ้ำเติมสถานะการณ์ให้ย่ำแย่เข้าไปอีก
ดังนั้น เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์อื่นมาสร้างรายได้แต่บริษัทแทน Bleem ที่ติดปัญหาอยู่ ทางบริษัทลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนา Bleemcast! โปรแกรมสำหรับใช้งานบน Dreamcast เครื่องเกมรุ่นใหม่ของ SEGA ที่จะทำให้ Dreamcast สามารถเล่นเกมของ ps ได้ด้วยพลังการประมวลผลกราฟฟิกระดับเครื่อง Nextgen ช่วยให้เกม ps มีกราฟฟิกที่สวยงามขึ้นอย่างมาก
รูปแบบการขายของก็เปลี่ยนไป แทนที่จะขาย Bleem โปรแกรมเดียวแล้วเล่นเกม ps ได้ทุกเกม ทาง Bleem Company ก็ปรับแผนธุรกิจใหม่โดยขาย Bleemcast! แยกเฉพาะตามเกมแต่ละเกมเลย เป็น Emulator สำหรับเล่นเกมเพียงเกมเดียวโดยเฉพาะ
ในช่วงแรกมีการออกวางจำหน่าย Bleemcast! สำหรับเล่นเกม 3 เกม ดังต่อไปนี้ Gran Turismo 2, Tekken 3 และ Metal Gear Solid. ผู้เขียนเชื่อว่าวิธีนี้นอกจะช่วยแก้ปัญหาการไม่เข้ากันของเกมกับโปรแกรม Emulator อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับ Bleem แล้วยังช่วยเพิ่มยอดขายแก่บริษัทได้อีกมากเพราะผู้เล่นต้องซื้อ Bleemcast! ตามจำนวนเกมที่จะเล่นไม่ใช่ซื้อครั้งเดียวจบ
ทุกอย่างเหมือนจะดูดี ติดอยู่ที่อย่างเดียวคือ Dreamcast ดันอายุสั้น โดย SEGA ประการยุติการผลิตไปเมื่อต้นปี 2001 นี่ทำให้เงินลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ยังไม่ทันคืนทุนก็สลายหายไปกับสายลม ใครจะไปซื้อเครื่องคอนโซลที่ไม่มีเกมออกใหม่แล้วมาเล่น
ทั้งหมดนี้ทำให้ Bleem Company ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเหลือมาดำเนินกิจการได้อีกต่อไป ทำให้บริษัทต้องปิดตัวลงไปในเดือนพฤศจิกายน 2001 และนำทรัพย์สินของบริษัทมาขายทอดตลาดเพื่อใช้หนี้ ต่อมาทาง Sony ได้ดึงตัวโปรแกรมเมอร์ของ Bleem รวมถึง Randy หนึ่งในผู้ก่อตั้งไปทำงานกับ Sony Computer Entertainment ส่วน David ผู้ก่อตั้งอีกคนหนึ่งตัดสินใจลาขาดจากวงการอุตสาหกรรม Software ไม่กลับไปทำงานด้านนี้อีกต่อไป
ตำนานของ Bleem จบลงในเวลาเพียง 2 ปีกว่า ๆ เท่านั้น
ในรูปคือรูปหน้า Website ของ Bleem เมื่อปิดตัวซึ่งต่อมาไม่นานก็ถูกถอดออกไป
แต่ผลกระทบที่เกิดจาก Bleem นั้นยังคงหลงเหลืออยู่ แบ่งออกได้เป็น 3 หัวข้อหลัก ๆ ดังนี้
1. สังคมเริ่มรับรู้ถึงการมีตัวตนของเกมคอนโซลอีมูเลเตอร์
ถึงแม้ว่า VGS จะเปิดตัวก่อนถึง 3 เดือนแต่ก็เป็นที่รู้จักในวงแคบแต่ Bleem เป็นที่รู้จักมากกว่าเพราะมีการลงทุนโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างหนัก ซึ่งทำให้ Bleem นอกจากจะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายแล้วยังพลอยทำให้เกมคอนโซลอีมูเลเตอร์ของเครื่องรุ่นอื่น ๆ เช่น Famicom หรือ Super Famicom เป็นที่รู้จักไปด้วย จำนวนผู้ใช้อีมูเลเตอร์เริ่มเพิ่มสูงขึ้นก็เพราะ Bleem นี่เอง
2. Bleem กลายเป็นแนวทางการพัฒนาเกมคอนโซลอีมูเลเตอร์
การมาของ Bleem ทำให้เหล่านักพัฒนาอิสระรวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ก็เริ่มให้ความสนใจในเทคโนโลยีอีมูเลเตอร์มากขึ้น มีผู้พัฒนาอิสระหน้าใหม่ที่เริ่มโปรเจคพัฒนา ps Emulator ของตนเองที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอีมูเลเตอร์ของเครื่องเกมรุ่นอื่น ๆ อีกด้วย โดยแนวทางของ Bleem ที่ไม่ใช่แค่จำลองการทำงานแต่เป็นการอัพเกรดกราฟฟิกที่ออกมาด้วยการใช้กราฟฟิกการ์ดของคอมพิวเตอร์นั้นได้รับการยอมรับและสืบทอดไปยังอีมูเลเตอร์ที่จะเกิดมาภายหลังเกือบทุกโปรแกรมหลังจากนี้
3. การสร้าง Emulator เป็นเรื่องถูกกฎหมาย
จากการต่อสู้ทางกฎหมายของ Bleem รวมถึง VGS ด้วยนั้นทำให้เกิดคำตัดสินของศาลที่ต่อมากลายเป็นบรรทัดฐานต่อการสร้าง Emulator ในที่สุด นั้นคือ ตราบใดที่ไม่มีการนำโค้ดโปรแกรมหรือขั้นตอนกระบวนการทำงานของสิ่งที่จะจำลองการทำงานไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของโปรแกรม หาก Emulator ที่พัฒนาขึ้นมาใช้วิธีการทำงานที่ไม่เหมือนกับที่ต้นแบบแต่สามารถให้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกันกับที่ต้นแบบทำได้ เมื่อนั้น Emulator ดังกล่าวถือว่าไม่ผิดกฎหมาย
หลังจากนั้น Emulator ต่าง ๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นมาและสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน เช่น Android Emulator
สุดท้ายแล้ว แม้ว่าจะพยายามขัดขวางหรือกำจัด Emulator อย่างไรในที่สุดแม้แต่บริษัทผู้ผลิตเครื่องเกมคอนโซลเองก็ต้องยอมรับว่า Emulator ตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทด้วยเช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความสามารถในการเล่นเกมในเครื่องรุ่นก่อนหน้าหรือที่เรียกว่า backwards compatibility ที่เดิมทาง Sony ใช้วิธีติดตั้ง Hardware ที่เกมของเครื่องรุ่นเก่าต้องเรียกใช้งานในเครื่องรุ่นใหม่ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นการนำ Emulator มาใช้งานแทน ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มาก
อีกทั้งยังทำให้ไอเดียการสร้างเครื่องเล่นเกมรุ่นเก่าอย่างเช่น Super Nintendo Classics และ PlayStation Classics ที่ทาง Nintendo และ Sony ผลิตออกมาจำหน่ายนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริงด้วยการนำ Emulator มาติดตั้งใช้กับเครื่องเกมของตนเองแทนการผลิตเครื่องคอนโซลตามสเปกดั้งเดิมที่เคยผลิตในช่วงยุค 80s – 90s ซึ่งเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างนั้นล้าสมัยเกินไปจนหาชิ้นส่วนไม่ได้และไม่มีผู้ผลิตอีกแล้ว อีกทั้งยังไม่คุ้มค่าที่จะกลับไปตั้งสายการผลิตชิ้นส่วนดังกล่าวใหม่ โดยทาง Nintendo นั้นใช้ Emulator ที่พัฒนาขึ้นเองส่วน Sony ใช้ Open Source Emulator แทน นี่ทำให้กลุ่มผู้เล่นใหม่ที่ไม่ทันการมาของเครื่องเกมสุดคลาสสิกเหล่านั้นได้มีโอกาสสัมผัสเครื่องเล่นเกมดังกล่าวอีกครั้ง
ต่อมาเมื่อเครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ ๆ มีพลังการประมวลผลที่มากมากขึ้น ตัวเกมมีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ Emulator ของเครื่องเกมคอนโซลใหม่ ๆ พัฒนายากขึ้น, ใช้พลังการประมวลผลมากขึ้นอย่างมหาศาลและต้องใช้เวลาในการพัฒนานานขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดช่องว่างของเวลาที่ห่างจนเหตุการณ์ Emulator ที่ออกมาไล่เลี่ยกับเครื่องเกมรุ่นล่าสุดหรือรุ่นเกือบล่าสุดแทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกแล้ว
นี่พลอยทำให้เกมคอนโซล Emulator เชิงพาณิชย์อย่าง VGS หรือ Bleem นั้นไม่เกิดขึ้นมาอีกเลยในปัจจุบัน
แต่ถ้าเกิดขึ้นจริง เท่ากับว่าผู้พัฒนาจะต้องสู้กับบริษัทระดับยักษ์ที่พร้อมจะทุ่มทุกอย่างเข้าใส่เพื่อปกป้องผลประโยชน์อย่างที่ Bleem เคยเจอ
และนี่ทำให้ใครที่จะสร้างเกมคอนโซล Emulator เชิงพาณิชย์ จำต้องคิดให้หนัก
ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2021 Piko Interactive ได้ซื้อแบรนด์ Bleem! จากผู้ก่อตั้ง David Herpolsheimer แล้วโดยมีแผนจะใช้ Bleem! เป็นชื่อของ Digital Store ซึ่งจำหน่ายเกมของเครื่องคอนโซลยุคเก่า เช่น Famicom, Mega Drive, PC-Engine, ps1 เป็นต้น โดยจุดขายคือเกมเหล่านี้พัฒนาโดยนักพัฒนาอิสระด้วยเครื่องมือและเทคนิคการเขียนโปรแกรมยุคปัจจุบันสำหรับเล่นบนเครื่อง PC หรือเล่นด้วยเครื่องเกมคอนโซลจริง ๆ
ปล.ตอนนี้ผมได้เปิด Facebook Page “บทความตามใจฉัน”
โดยบทความจะหลายหลากคละประเภทกันไปความตามความสนใจนั้นขณะนั้น ถ้าสนใจก็กดติดตามได้ครับ
https://www.facebook.com/uptomejournal/