เรื่องสั้น เอ็นวายกู NYKU: New York Kitchen University ตอนที่ 28: Unhappy Anniversary

แด่พี่จี๊ด
พี่ชายผู้อ่อนหวานและนิ้วมืออันแข็งแกร่ง
          เมื่อหนึ่งปีก่อน ช่วงเดือนมีนาคมนี้ เป็นช่วงเวลาที่ใคร ๆ เริ่มพูดถึงเจ้า Covid19 กันมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่ทุกคนมองว่า มันคือไข้หวัดธรรมดา อัตราการเสียชีวิตที่แค่ประมาณ 2% ต่ำกว่าไข้หวัดธรรมดาเสียอีก แค่มีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อได้มากกว่าตัวอื่นเท่านั้น สมัยก่อนก็ป่วยเป็นไข้หวัดออกจะบ่อย แถมยังแพร่ระบาดอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งห่างไกลจากตัวเรามาก ไม่เป็นไรหรอก 555 แต่เวลาเพียงไม่นานนัก โลกทั้งใบก็ได้รับทราบถึงความน่ากลัวของไวรัส Covid19 เมื่ออเมริกาไม่สามารถควบคุมการติดเชื้อไวรัสตัวนี้ได้ นิวยอร์กกลายเป็นเมืองที่มีคนติดเชื้อมากที่สุดในโลก เข้าหลักแสนคนต่อวัน! จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นเป็นอัตราแบบทวีคูณโคตรยกกำลัง ทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถรับมือกับจำนวนผู้ป่วยที่ทะลักมาแบบเขื่อนแตกไหว ถึงขนาดต้องออกมาสร้าง Shelter เพื่อดูแลผู้ป่วยชั่วคราวตรงริมถนน การ Lockdown มหานครนิวยอร์กครั้งแรกในประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้น

          ด้วยความที่คนยังต้องกินข้าว ร้านอาหารจึงยังต้องเปิด ด้วยตำแหน่งที่ผมทำนั้นเป็นงานหน้าบ้าน เป็นหน้าด่านที่ต้องเผชิญกับผู้คนตลอดทั้งวัน อยู่ในจุดที่ล่อแหลม เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากกว่าชาวบ้านเขา เรียกว่าถ้าตายก็คงตายก่อนชาวบ้าน! ในตอนนั้นผมก็พยายามรักษาความสะอาดเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ หรือว่าใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคแบบที่เขาโฆษณากันว่า ฆ่าเชื้อโรคได้ 99.99% เช็ดถูในร้าน ตามจุดที่เป็นจุดที่ง่ายต่อการสัมผัส (สงสัยเราจะโดนไอ้เจ้า 0.01% ที่เหลือจัดการก็ได้ ใครจะรู้ 555) ใครในร้านมีคำถามเกี่ยวกับCovid19 ก็ได้ผมอีกนี่แหละที่ศึกษา อ่านบทความต่าง ๆ มาให้คำตอบ สรุป พี่น้อง ๆ ในร้านปลอดภัยดีทุกคน ไม่มีใครที่ป่วยด้วยเจ้าโควิทเลยสักคน มีผมนี่แหละที่ติดเจ้าโควิท เกือบตายอยู่คนเดียว! เขาหลักที่ว่า ช่วยเขางมเข็ม เข็นช้างขึ้นภูเขาในมหาสมุทร สุดท้ายเอาตัวไม่รอด!

          การป่วยด้วย Covid19 คือ การป่วยหนักที่สุดในชีวิต ทำให้ผมต้องนอนซม หยอดน้ำข้าวต้มอยู่บนเตียงนานเกินเดือน ไปโรงพยาบาลเขาก็ส่งกลับให้ไปรักษาตัวเองที่บ้าน ป่วยขนาดทำพินัยกรรมเอาไว้แล้ว (ว่าจะยกหนี้ให้ใครดูแล) สุดท้ายกรรมยังไม่หมด รอดชีวิตมาได้ แต่ก็ด้วยสภาพที่เรียกได้ว่า ‘โทรมโคตร’ และใช้เวลาอีกนานหลายเดือน กว่าจะเริ่มมีเรี่ยวแรงลุกเดินได้ กว่าจะเริ่มหายใจได้ยาวขึ้น กว่าน้ำหนักจะกลับมาเหมือนตอนปรกติ (ตอนนี้กลับมาหนักกว่าเดิมล่ะ) จนปัจจุบันก็ยังรู้สึกได้ว่า ความแข็งแรงหายไปมาก ไม่ได้ฟิตร้อยแรงม้าเหมือนเมื่อสมัยก่อน ฉะนั้นขอเตือนใครที่ยังไม่เคยเป็น ให้ระวังป้องกันให้ดี ๆ เพราะไม่มีใครรู้หรอกครับ ว่าคุณอาจเป็นผู้โชคดี อยู่ใน 2% ที่กล่าวมาก็ได้ อย่างเรื่องของพี่จี๊ด

          พี่จี๊ดเป็นบุคลากรรุ่นเก๋า เป็นเชฟใหญ่ใจดีของร้านที่ผมเคยทำงานด้วย มานิวยอร์กขุดทองตั้งแต่สามสิบ สี่สิบปีก่อน แม้จะอายุเยอะเข้าหลักหกแล้ว แต่สุขภาพจิตของพี่จี๊ดยังคงกระฉับกระเฉงเหมือนกับวัยกลางคน สดชื่นร่าเริงอยู่เสมอ ด้วยความที่ได้เด็ก ๆ ในร้านนี่แหละคอยกวนตีนแกตลอด (ก็พวกผมนี่แหละ) แต่สภาพกายของพี่จี๊ดไม่ได้แข็งแรงเหมือนกับสภาพจิตใจ แกเป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง วันนี้พี่จี๊ดย้ายเข้าไปอยู่ในความทรงจำของพวกเราเป็นที่เรียบร้อย จาก Covid19

          ค่ำคืนหนึ่งของหน้าร้อนใน Manhattan ปี 2016 ที่หน้าร้าน Thai Village หนึ่งในร้านอาหารไทยที่ดังที่สุดในนิวยอร์ก เข็มนาฬิกาแตะที่แถว ๆ ทุ่มครึ่ง เรียกว่าเริ่มเข้าช่วงเวลา Peak ของ Dinner Shift ล่ะ สังเกตได้จากคิวลูกค้าที่ต่อแถวรอโต๊ะ ยืนออกันเต็มหน้าร้าน บางคนหน้าตาบูดเป็นตูดหมึก เพราะรอโต๊ะมาแล้วเป็นชั่วโมง! แต่ความระอุของหน้าบ้านที่ว่าร้อนแล้วนั้น มันยังไม่เทียบเท่ากับตรงใต้ดิน ทางฝั่งห้องครัว ที่เหมือนจะคูณสองยกกำลังสาม เพราะนอกจากอากาศจะร้อนอับ ยังผสมผสานความร้อนของหน้าเตา ต้ม-ผัด-ทอด-อบ-นึ่ง-ย่าง ที่ต้องทำกันแบบ Non-stop ยาวไป ๆ จนกว่าร้านจะเริ่ม Slow ลงตอนเข้าสี่ทุ่ม พวกหลังบ้านนี่เรียกว่าหน้าไหม้ เหงื่อไหลเป็นน้ำประปา ซดน้ำเกลือแร่ กระดกลิโพกระจาย นี่กูเป็นจับกังแบกข้าวสารตรงคลองเตยหรือเปล่าวะเนี่ย!

          ที่ห้องใต้ดิน ขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าประมาณ 12 x 6 เมตร ไม่กว้างมากนัก เป็นที่ทำการของทีมงานหลังบ้าน ทั้ง Line Cook, Food Runner, Packer, Dishwasher รวมกันกว่า 15 ชีวิต พวกเราฝังตัวกันทำงานแบบใกล้ชิด ประมาณว่ากางแขนก็ตบหัวกันโดน ฝั่งยาวด้านหนึ่งของห้องครัวเป็นที่พื้นที่ปรุงอาหาร พวกเตาต่าง ๆ ถูกจับจองโดยทีมงาน Line Cooks ส่วนอีกด้านก็เป็นของทีมงานที่เหลือ มีแค่ชั้นวางจานชามอาหาร ตู้แช่ใส่วัตถุดิบที่แบ่งทีมงานออกจากกัน
          “โต้ ๆ” ได้ยินเสียงเรียกชื่อผม เงยหน้าไปมอง ก็เห็นเป็น พี่จี๊ด เชฟใหญ่ที่กำลังยุ่งหัวหมุน เหงื่อท่วมอยู่ตรงหน้าเตา เพราะด้วยความ Busy แบบนรกรับประทาน เชฟใหญ่ก็ต้องลงมาช่วยจัด ช่วยผัดไปกับเขาด้วย
          “มีไรพี่?” ผมตอบ ตัวเองก็กำลังวุ่น จัดอาหารหลายจานที่ถูกสาดออกมา ลงในถาดให้ ทีม Runner ตัววิ่งอีกสามคน มารับอาหารแบบวิ่งผลัดออกไปเสิร์ฟ
          “พี่...ขอ...ไอติมก้อนนึงซิ” พี่จี๊ดกระซิบ
          “อะไรนะพี่จี๊ด จะกินไอติมหรือพี่” ผมตั้งใจพูดเสียงดังโพล่งขึ้นมา ที่แกต้องกระซิบ เพราะกลัวคนอื่นได้ยิน พวกผมไม่มีงกอยู่แล้ว เรื่องของกิน เพราะเป็นของร้าน ไม่ใช่ของพวกผม ใครขออะไรพวกผมก็ให้ตลอด 555 แต่การกินของหวาน มันไม่ดีต่อสุขภาพ โรคเบาหวานของแกไง พอไอ้ตี๋ หนึ่งในทีมงาน Runner ได้ยินเท่านั้นแหละ หมาในปากก็ออกมาเห่าเลยเชียว
          “พี่โต้ ห้ามพี่จี๊ดกินไอติมนะ” ไอ้ตี๋ น้อง Runner น้องเล็กตัวใหญ่บอก
          “ที่ห้าม เพราะเป็นห่วงแกใช่ป่ะ” ผมตอบ
          “เปล่าพี่ แก่แล้ว! เดี๋ยวก็ตาย กินไปก็เปลือง!” ไอ้ตี๋ตอบพลางหัวเราะ บอกแล้วว่า ทีม Runner นี่ปากหมา หน้าตาดีกันทั้งนั้น ด่ากันทีลืมอายุ ทั้ง ๆ ที่พี่จี๊ดนี่อายุรุ่นพ่อนะ แต่เราเล่นกันเหมือนเพื่อน
          “อีตี๋! เดี๋ยวแม่ตบ” พี่จี๊ดเสียงดัง ทำเป็นขึ้น
          “กลั๊ว กลัว เดินให้ตรงก่อนพี่ ค่อยมาคุยกับผม” น้องตี๋กัดต่อ ดูสภาพพี่จี๊ดแก ผอมกร่อง สองขายังไม่เท่าแขนไอ้ตี๋แขนเดียวเลย พี่จี๊ดทำเป็นจะเดินออกมาตบ ผมเห็นท่าไม่ดี ขืนให้ไอ้ตี๋อยู่ตรงนี้ เดี๋ยวได้เตะเชฟโชว์ ผมเลยรีบไล่ให้ตี๋ออกไปเสิร์ฟ
          “ออกอาหารก่อนนะพี่ เดี๋ยวกลับมาให้ตบ” ตี๋บอก ก่อนจะยกถาดอาหารขนาดควาย ๆ ห้าหกจานไป พอตี๋ไป พี่จี๊ดก็หันมามองผม ต่อรองแบบทำสายตาหวานใส่
          “ไม่ให้โว้ย” ผมตอบไป แบบเลือดเย็นผสมกวนตีน ก่อนจะอธิบายต่อไปว่า พี่กินพวกของหวาน ๆ ไม่ได้ ไม่ดีต่อสุขภาพ
          “นะ ๆ โต้ ขอพี่ลูกนึงเหอะ จะเป็นลมแล้วเนี่ย วันนี้ไม่ได้กินของหวานอะไรมาเลยนะ Pleaseeee...” พี่จี๊ดบอก พลางทำสายตาอ้อนวอนแบบน่ารัก คิดดู คนอายุจะเข้าหลักหกแล้ว มาขอไอติมเด็กหลักสามเนี่ย ถ้าผมไม่ให้ก็ใจบาปเกินไปล่ะนะ
          “อ่ะ ๆ ผมให้ก็ได้ ลูกเดียวนะพี่ ให้แล้วจบนะ ห้ามมาขออีก!” ผมบอก พอแกได้ไอติมไปลูกนึงเท่านั้นแหละ โอ๊ย กระปรี้กระเปร่าเหมือนได้ไวอากร้า!

          จนกระทั่งหลังห้าทุ่ม ผ่าน Last call เป็นอันรู้กันว่าหลังจากนี้จะไม่มี Order อาหารเข้ามาแล้ว พวกผมก็เริ่มทำ Side job ทำความสะอาด Station, หั่นผัก, เติมซอสอยู่ ก็เห็นเงาตะคุ่ม ๆ ไปด้านหลัง แถว ๆ ตู้ไอติม
         “พี่จี๊ด ทำไร!” ผมเรียกแกเสียงดัง
         “ว๊าย! ตาเถร อี...อีโต้! ทำไมต้อง...ต้องเสียงดังด้วย” พี่จี๊ดตกใจจนติดอ่าง
         “พี่ทำอะไรอ่ะ อย่านึกว่าผมไม่เห็นนะ” ผมบอก ทำตัวเหมือนเป็นตำรวจตั้งด่าน
         “ขอไอติมอีกลูกนึงนะ เล็ก ๆ ก็พอ” พี่จี๊ดพยายามต่อรอง
         “โห่...พี่ ถ้ามันดีเนี่ย ผมให้พี่กินไปแล้ว เดี๋ยวพี่เบาหวานขึ้น ตาแดงปั๊ดหมดแล้วเนี่ย” ผมบอก แต่ไอ้ตี๋มันคงได้ยิน ตามประสาหูหมาล่ะมั้ง ทิ้งงาน รีบปรี่มากัดพี่จี๊ดอีกคน
          “พี่โต้ ให้พี่จี๊ดกินไอติมไปเหอะ” ตี๋ทำเสียงขรึม
          “อ้าว! นี่เอ็งจะให้พี่จี๊ดกินไอติมเหรอ?” ผมถามไอ้ตี๋
          “ตามใจเขาอ่ะพี่ ไม่เป็นไรหรอก อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว คิดเองไม่เป็นแบบนี้” ตี๋กัด แต่มันยังไม่จบง่าย ๆ แค่นี้
          “บัวมันมีสี่เหล่า เราพยายามช่วยแล้ว แต่เมื่อเลือกจะอยู่ใต้ตมขนาดนี้ เราก็คงทำอะไรไม่....โอ๊ยย ๆ ๆ” ตี๋ร้องเสียงดัง เพราะโดนพี่จี๊ดแกหยิกไปที่แขนล่ำ ๆ ของมัน
          “ไอ้ตี๋ เอ็งไม่อยากตายดีใช่ไหม” พี่จี๊ดบอกพลางบิดนิ้ว ตี๋ร้องเสียงหลง
          “นั่นไง ไอ้ตี๋ พี่ก็ช่วยอะไรเอ็งไม่ได้นะ ไปว่าไม้ใกล้ฝั่งขนาดนี้ โดนก็สมควร....โอ๊ย ๆ ๆ” ผมพูดไม่ทันจบก็โดนหยิกด้วยอีกคน
          “เอ็งด้วย อีโต้ ทั้งคู่เลย!” พี่จี๊ดบอก พลางหยิกพวกผมแรงขึ้นจนต้องร้องกรี๊ด ไหนบอกจะเป็นลมไม่มีแรงไงวะ ไหงหยิกแรงอย่างกับคีมล็อก

          การป่วยเป็นโควิทไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่ ๆ หากเรามองจากการสูญเสียที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนผู้จากไป ไหนจะความพังพินาศของระบบเศรษฐกิจ ที่มันกระทบเป็นลูกโซ่กับทุกคน โดยเฉพาะพวกเราเหล่ามนุษย์ห้องครัว ที่รายได้ขึ้นอยู่กับความเป็นไปของร้านอาหาร แต่แม้ว่า Covid19 นั้นจะเลวร้ายเพียงใด สุดท้ายเราก็ต้องอยู่กับมัน (หรือมันอยู่กับเราก็ไม่แน่ใจนะ) เราควรที่จะได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง

          สำหรับผม Covid19 สอนผมเรื่องของการดำเนินชีวิตบนความไม่ประมาท การป่วยที่เฉียดเข้าไปใกล้ความตายมากขนาดนี้ ทำให้ผมรู้ว่าร่างกายคนเรา มันไม่ใช่หลักหิน หลักศิลาที่แข็งแกร่งไม่รู้ร้อนรู้หนาวแต่อย่างใด แถมยังบอบบางพังง่ายกว่าที่เราคิดเสียด้วยซ้ำ จากอดีตที่เคยปาตี้ซะน้ำนอง เมาไม่นับ หลับเป็นแพ้ การใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่า และตั้งอยู่บนความไม่ประมาทนั้นสำคัญมาก เราจึงควรรู้จักการดูแลร่างกายของเราให้แข็งแรง ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ดูแลอาหารการกิน ระมัดระวังโรคอื่น ๆ ที่อาจเป็นอันตรายได้ด้วย และควรหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น ไวรัส Covid19 มีอัตราการเสียชีวิตแค่ประมาณ 2% เท่านั้น อัตราพอ ๆ กับการถูกหวยที่บ้านเราเลย แต่อย่าประมาทคิดว่า ไม่เป็นไร เพราะถูกหวย-ตลอด! ใครจะไปรู้ล่ะ ว่าวันหนึ่งเราอาจถูกหวย Covid19 ที่เราไม่อยากถูกก็เป็นได้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามอัพเดท เอ็นวายกู NYKU: New York Kitchen University เรื่องวุ่น ๆ ของมนุษย์ห้องครัวในมหานครนิวยอร์กได้ที่ 
FB: https://www.facebook.com/ny.kitchen.university
IG: https://www.instagram.com/ny.kitchen.university/
Readarite: https://www.readawrite.com/?action=manage_chapter&chapter_id=7b08a719bbb274156d36ada4e5a5fd8b
Dek-D: https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=2084075&chapter=13
#เอ็นวายกู #nyku #newyorkkitchenuniversity #คนไทยในอเมริกา #คนไทยในนิวยอร์ก #มหาลัยห้องครัว #ชีวิตเด็กเสิร์ฟ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  เรื่องสั้น นครนิวยอร์ก คนไทยในอเมริกา ชีวิตในต่างแดน
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่