"ขอขอบคุณเพจ ป ปืนอย่างสูงครับ"
https://www.facebook.com/Porpeunbybaster/
Danuvia 43M submachine gun
Danuvia 39M/43M
ช่วงกลางยุค1930 วิศวกรชาวฮังการี่ ชื่อ Pál Dedai Király ได้ออกแบบระบบขัดกลอนแบบ Lever-delayed blowback โดยการบริหารกลไกจะมีชิ้นส่วนหลัก 2 ชิ้น ซึ่งระบบอาศัยแรงปฏิกิริยาจากแรงดันในรังเพลิงที่ส่งกระสุนออกไป โดยที่ชิ้นส่วนทั้งสามได้แก่
1.โครงนำลูกเลื่อน ซึ่งมีหน้าที่รับแรงที่ถูกถ่ายเทมาจากการระเบิดของดินปืน ซึ่งเมื่อแรงถูกถ่ายเทมาจะถอยตัวออกมาและดึงส่วนประกอบต่างๆให้ถอยตามหลังมา
2. หน้าลูกเลื่อนจะมีหน้าที่เป็นตัวควบคุมจังหวะของปีก/กระเดื่องขัดกลอน จะปลด/ล๊อกกับโครงปืนตัวตามการเคลื่อนที่ของโครงนำลูกเลื่อน เพื่อปิดท้ายรังเพลิงและควบคุมจังหว่ะการกระแทกของเข็มแทงชนวน ซึ่งจะทำงานก็ต่อเมื่อรังเพลิงปิดสนิด พร้อมยิงขณะลูกเลื่อนเปิด
ปืนใช้กระสุนขนาด 9×25mm Mauser Exportและสามารถเลือกตำแหน่งการยิงได้ทั้งอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติ ซึ่งทำให้มันกลายเป็น select-fire machine carbine ไปด้วยในตัว โดยคันบังคับการยิงจะอยู่ด้านหลังของโครงปืน ซึ่งเป็นทรงกลมใช้การหมุนเพื่อเลือกตำแหน่งการยิง คือ
E (Egyes) /กึ่งอัตโนมัติ S(Sorozat) /อัตโนมัติZ (Zárt)/ห้ามไกและสามารถแขวนคันรั้งลูกเลื่อนได้โดยมีร่องแขวนที่ท้ายโครงปืน
รูปแบบของปืนนั้นได้นำมาจาก SIG MKMO ซึ่งออกแบบโดย Gotthard End ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ใช้ซองกระสุนแบบถอดได้ 20 และ 40 นัด ซึ่งช่องใส่ซองกระสุนสามารถพับไปด้านหน้าได้ (แบบ MAS49) และจะมีแผ่นกันฝุ่นมีปิดเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกปืนหลักจะมีชุดโครงพานท้ายเป็นไม้(fixed wooden stock,)รองรับไว้
Pál Király ได้จดสิทธิบัตรในปี 1939(ในสหรัฐอเมริกา หมายเลข 2,348,790 )และได้มอบสิทธิการผลิตให้แก่โรงงาน Danuvia Gepgyar factory เมืองบูดาเปสท์ (Budapest) ประเทศฮังการรี่ โดยปืนถูกเรียกว่า Géppisztoly 39M (Géppisztoly แปลว่า ปืนกลมือ) หรือ Danuvia 39M
ซึ่ง Haditechnikai Intézet (HTI) [Institute of Military Technology] ได้ทำการทดสอบเทียบกับ MP 38 Schmeisser ของเยอรมัน ซึ่ง HTI ได้เลือก Géppisztoly 39M โดยเหตุผลหลักคือความแม่นยำ ความเร็วปากลำกล้องที่สูงกว่า และ ดูแลรักษาง่ายกว่า
มีการผลิตในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ซึ่งมีการผลิตจำนวน 8,000 กระบอก ให้แก่กองทัพบกฮังการี่ และ ตำรวจฮังการี่
ซึ่งด้วยจำนวนชิ้นส่วนที่มีเยอะทำให้ต้นทุนปืนจึงสูงจึงทำให้มีการสั่งผลิตจำนวนไม่มาก อีกทั้งเมื่อปี1941 เมื่อ ออสเตรีย/ฮังการี่ต้องเข้าร่วมสงครามกับเยอรมันในยุทการ บาบารอสซ่า( Operation Barbarossa) ก็พบปัญหาการส่งกำลังเนื่องจากเยอมันนั้นใช้กระสุนขนาด 9X19 mm.Parabellum เป็นหลัก
มีรุ่น Géppisztoly 39/A M /Danuvia 39/A M ซึ่งเป็นรุ่นพานท้ายไม้พับได้
ในปี1943 ได้มีการพัฒนาให้ใช้พานท้ายพับได้แบบม้วนใต้โครงปืนและมีด้ามปืนแบบPistol grip .ซึ่งเรียกว่า Géppisztoly 43M./Danuvia 43M ซองกระสุนจะเอียงไปด้านหน้าเล็กน้อย ซึ่งมีการผลิตออกมา60,000 กระบอก จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่2
ทั้งสองรุ่น 39M/43M สามารถติดดาบปลายปืนแบบ Hungarian 35M sword bayonet ได้
ในปี 1944 ได้มีรุ่นการเปลี่ยนมาใช้กระสุนขนาด 9x19mm Parabellum คือ Danuvia 44.M โดยเปลี่ยน มาใช้ด้ามปืนแบบ Pistol grip พานท้ายพับได้แบบม้วนลงใต้ปืน มีรุ่นที่มีและไม่มีโครงปืนไม้ และมีครอบลำกล้องตลอดความยาวลำกล้อง บริหารกลไกด้วยระบบ Blowback ซึ่งพัฒนาโดย József Győrik
39M/43M นั้นมีการใช้งานจนถึงยุค1950
หลังสิ้นสุดสงคราม Király ได้ย้ายไปอยู่ที่ประเทศโดมินิกัน และทำงานใน โรงงานปืน Armeria of San Cristobal,และได้ออกแบบปืนเล็กสั้นแบบ San Cristobal carbine.
ขอบคุณที่ติดตามและขออภัยหากมีข้อผิดพลาดประการใดๆ มา ณ. ที่นี้ครับ
Cr.
https://en.wikipedia.org/wiki/Danuvia_43M_submachine_gun
https://www.historicalfirearms.info/.../danuvia-39m...
http://www.hungariae.com/Danu39.htm
https://heroesandgenerals.com/.../49247-hungarian.../
#Danuvia_39M/43M #Géppisztoly_39M/43M #ป_ปืน
สวัสดีครับ
สารานุกรมปืนตอนที่ 506 ปืนกลมือ Danuvia
https://www.facebook.com/Porpeunbybaster/
Danuvia 43M submachine gun
Danuvia 39M/43M
ช่วงกลางยุค1930 วิศวกรชาวฮังการี่ ชื่อ Pál Dedai Király ได้ออกแบบระบบขัดกลอนแบบ Lever-delayed blowback โดยการบริหารกลไกจะมีชิ้นส่วนหลัก 2 ชิ้น ซึ่งระบบอาศัยแรงปฏิกิริยาจากแรงดันในรังเพลิงที่ส่งกระสุนออกไป โดยที่ชิ้นส่วนทั้งสามได้แก่
1.โครงนำลูกเลื่อน ซึ่งมีหน้าที่รับแรงที่ถูกถ่ายเทมาจากการระเบิดของดินปืน ซึ่งเมื่อแรงถูกถ่ายเทมาจะถอยตัวออกมาและดึงส่วนประกอบต่างๆให้ถอยตามหลังมา
2. หน้าลูกเลื่อนจะมีหน้าที่เป็นตัวควบคุมจังหวะของปีก/กระเดื่องขัดกลอน จะปลด/ล๊อกกับโครงปืนตัวตามการเคลื่อนที่ของโครงนำลูกเลื่อน เพื่อปิดท้ายรังเพลิงและควบคุมจังหว่ะการกระแทกของเข็มแทงชนวน ซึ่งจะทำงานก็ต่อเมื่อรังเพลิงปิดสนิด พร้อมยิงขณะลูกเลื่อนเปิด
ปืนใช้กระสุนขนาด 9×25mm Mauser Exportและสามารถเลือกตำแหน่งการยิงได้ทั้งอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติ ซึ่งทำให้มันกลายเป็น select-fire machine carbine ไปด้วยในตัว โดยคันบังคับการยิงจะอยู่ด้านหลังของโครงปืน ซึ่งเป็นทรงกลมใช้การหมุนเพื่อเลือกตำแหน่งการยิง คือ
E (Egyes) /กึ่งอัตโนมัติ S(Sorozat) /อัตโนมัติZ (Zárt)/ห้ามไกและสามารถแขวนคันรั้งลูกเลื่อนได้โดยมีร่องแขวนที่ท้ายโครงปืน
รูปแบบของปืนนั้นได้นำมาจาก SIG MKMO ซึ่งออกแบบโดย Gotthard End ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ใช้ซองกระสุนแบบถอดได้ 20 และ 40 นัด ซึ่งช่องใส่ซองกระสุนสามารถพับไปด้านหน้าได้ (แบบ MAS49) และจะมีแผ่นกันฝุ่นมีปิดเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกปืนหลักจะมีชุดโครงพานท้ายเป็นไม้(fixed wooden stock,)รองรับไว้
Pál Király ได้จดสิทธิบัตรในปี 1939(ในสหรัฐอเมริกา หมายเลข 2,348,790 )และได้มอบสิทธิการผลิตให้แก่โรงงาน Danuvia Gepgyar factory เมืองบูดาเปสท์ (Budapest) ประเทศฮังการรี่ โดยปืนถูกเรียกว่า Géppisztoly 39M (Géppisztoly แปลว่า ปืนกลมือ) หรือ Danuvia 39M
ซึ่ง Haditechnikai Intézet (HTI) [Institute of Military Technology] ได้ทำการทดสอบเทียบกับ MP 38 Schmeisser ของเยอรมัน ซึ่ง HTI ได้เลือก Géppisztoly 39M โดยเหตุผลหลักคือความแม่นยำ ความเร็วปากลำกล้องที่สูงกว่า และ ดูแลรักษาง่ายกว่า
มีการผลิตในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ซึ่งมีการผลิตจำนวน 8,000 กระบอก ให้แก่กองทัพบกฮังการี่ และ ตำรวจฮังการี่
ซึ่งด้วยจำนวนชิ้นส่วนที่มีเยอะทำให้ต้นทุนปืนจึงสูงจึงทำให้มีการสั่งผลิตจำนวนไม่มาก อีกทั้งเมื่อปี1941 เมื่อ ออสเตรีย/ฮังการี่ต้องเข้าร่วมสงครามกับเยอรมันในยุทการ บาบารอสซ่า( Operation Barbarossa) ก็พบปัญหาการส่งกำลังเนื่องจากเยอมันนั้นใช้กระสุนขนาด 9X19 mm.Parabellum เป็นหลัก
มีรุ่น Géppisztoly 39/A M /Danuvia 39/A M ซึ่งเป็นรุ่นพานท้ายไม้พับได้
ในปี1943 ได้มีการพัฒนาให้ใช้พานท้ายพับได้แบบม้วนใต้โครงปืนและมีด้ามปืนแบบPistol grip .ซึ่งเรียกว่า Géppisztoly 43M./Danuvia 43M ซองกระสุนจะเอียงไปด้านหน้าเล็กน้อย ซึ่งมีการผลิตออกมา60,000 กระบอก จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่2
ทั้งสองรุ่น 39M/43M สามารถติดดาบปลายปืนแบบ Hungarian 35M sword bayonet ได้
ในปี 1944 ได้มีรุ่นการเปลี่ยนมาใช้กระสุนขนาด 9x19mm Parabellum คือ Danuvia 44.M โดยเปลี่ยน มาใช้ด้ามปืนแบบ Pistol grip พานท้ายพับได้แบบม้วนลงใต้ปืน มีรุ่นที่มีและไม่มีโครงปืนไม้ และมีครอบลำกล้องตลอดความยาวลำกล้อง บริหารกลไกด้วยระบบ Blowback ซึ่งพัฒนาโดย József Győrik
39M/43M นั้นมีการใช้งานจนถึงยุค1950
หลังสิ้นสุดสงคราม Király ได้ย้ายไปอยู่ที่ประเทศโดมินิกัน และทำงานใน โรงงานปืน Armeria of San Cristobal,และได้ออกแบบปืนเล็กสั้นแบบ San Cristobal carbine.
ขอบคุณที่ติดตามและขออภัยหากมีข้อผิดพลาดประการใดๆ มา ณ. ที่นี้ครับ
Cr.
https://en.wikipedia.org/wiki/Danuvia_43M_submachine_gun
https://www.historicalfirearms.info/.../danuvia-39m...
http://www.hungariae.com/Danu39.htm
https://heroesandgenerals.com/.../49247-hungarian.../
#Danuvia_39M/43M #Géppisztoly_39M/43M #ป_ปืน