พรหมทัตตชาดก ว่าด้วยผู้ขอกับผู้ถูกขอ


[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ขอโอกาสญาติมิตรมหิศร
วงศ์อมรอมรินทร์ปิ่นสวรรค์
ห้องนักเขียนเจียนเขตเวชยันต์
กวีวรรณวิวิธวรากานท์

เพี้ยนสวัสดี

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

323.  พรหมทัตตชาดก ว่าด้วยผู้ขอกับผู้ถูกขอ

  พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยเมืองอาฬวีประทับอยู่ ณ อัตตาฬวเจดีย์ทรงปรารภกุฏิการสิกขาบท จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทฺวยํ  ยาจนโก ราช ดังนี้. เรื่องปัจจุบันมีมาแล้วในมณิขันธชาดก (ติกนิบาต สังกัปปวรรคที่ ๑) ในหนหลังนั่นเอง. แต่ในเรื่องนี้ พระศาสดาตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเธอมากไปด้วยการขอ มากไปด้วยการทำวิญญัติอยู่ จริงหรือ" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "จริงพระเจ้าข้า"  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ" จึงทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้ผู้อันพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินปวารณาไว้ปรารถนาจะขอร่มใบไม้และรองเท้าชั้นเดียวคู่หนึ่ง ก็ไม่ขอในท่ามกลางมหาชน เพราะกลัวหิริโอตตัปปะร้าวฉาน จึงได้กล่าวขอในที่ลับ", แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :- 

  ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าปัญจาลราชครองราชสมบัติอยู่ในอุตตรปัญจาลนคร กบิลรัฐ พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในบ้านตำบลหนึ่ง เจริญวัยแล้วไปเมืองตักกศิลาเรียนศิลปะทั้งปวง, ในกาลต่อมาได้บวชเป็นดาบส เลี้ยงชีพด้วยมูลผลาผลของป่า ด้วยการแสวงหา อยู่ในหิมวันตประเทศช้านาน เมื่อจะเที่ยวไปยังถิ่นมนุษย์เพื่อต้องการเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว จึงไปยังอุตตรปัญจาลนคร อยู่ในพระราชอุทยาน วันรุ่งขึ้น เมื่อจะแสวงหาภิกษาจึงเข้าไปยัง พระนคร ถึงประตูพระราชวัง.

  พระราชาทรงเลื่อมใสในอาจาระของพระดาบสนั้น จึงนิมนต์ให้นั่งในท้องพระโรง ให้ฉันโภชนะอันควรแก่พระราชา ถือเอาปฏิญญาแล้วให้อยู่ในพระราชอุทยานนั่นแหละ. พระดาบสนั้นฉันอยู่เฉพาะในพระราชมณเฑียรนั่นเองเป็นประจำเมื่อล่วงฤดูฝนแล้วมีความประสงค์จะไปยังหิมวันตประเทศตามเดิมจึงคิดว่า "เมื่อเราจะเดินทางไป ควรจะได้รองเท้าชั้นเดียวหนึ่งคู่และร่มใบไม้หนึ่งคัน เราจักทูลขอพระราชา".

  วันหนึ่ง พระดาบสนั้นเห็นพระราชาเสด็จมายังพระราชอุทยานไหว้แล้วประทับนั่งอยู่ จึงคิดว่า

  "จักทูลขอรองเท้าและร่ม" กลับคิดอีกว่า

  "คนเมื่อขอผู้อื่นว่า ท่านจงให้ของชื่อนี้ ชื่อว่าย่อมร้องไห้, ฝ่ายคนอื่นผู้กล่าวว่า ไม่มี ชื่อว่าย่อมร้องไห้ตอบ, ก็มหาชนอย่าได้เห็น เราผู้ร้องไห้ อย่าได้เห็นพระราชาร้องไห้ตอบเลย ดังนั้น เราแม้ทั้งสองร้องไห้กันอยู่ในที่ปกปิดเร้นลับ จักเป็นผู้นิ่งเงียบ".

    ลำดับนั้น พระดาบสจึงกราบทูลกะพระราชานั้นว่า "ข้าแต่มหาราช อาตมภาพหวังเฉพาะที่ลับ". พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงรับสั่งให้พวกราชบุรุษถอยออกไป.

  พระโพธิสัตว์คิดว่า "ถ้าเมื่อเราทูลขอ, พระราชาจักไม่ประทานให้ไซร้ ไมตรีของเราก็จักแตกไป, เพราะฉะนั้น เราจักไม่ทูลขอ" จึงในวันนั้น เมื่อไม่อาจระบุชื่อ จึงกราบทูลว่า

  "ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงเสด็จไปก่อนเถิด อาตมภาพจักรู้ในวันพรุ่งนี้".

ในกาลที่พระราชาเสด็จมา พระราชอุทยานอีกวันหนึ่ง ก็กราบทูลเหมือนอย่างนั้น อีกวันหนึ่งก็กราบทูลเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ รวมความว่า เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นไม่อาจทูลขออย่างนี้เวลาได้ล่วงเลยไป ๑๒ ปี.

  ลำดับนั้น พระราชาทรงดำริว่า "พระผู้เป็นเจ้าของเรากล่าวว่า "หวังเฉพาะที่ลับ" เมื่อบริษัทถอยออกไปแล้ว ก็ไม่อาจกล่าวคำอะไร ๆ, เมื่อพระผู้เป็นเจ้าประสงค์จะกล่าวเท่านั้น กาลเวลาล่วงไปถึง ๑๒ ปี, อนึ่ง พระผู้เป็นเจ้านั้น ประพฤติพรหมจรรย์มานานชะรอยเธอจะระอาใจใคร่จะบริโภคสมบัติ หวังเฉพาะราชสมบัติกระมัง, ก็เธอเมื่อไม่อาจระบุชื่อราชสมบัติจึงได้นิ่ง, วันนี้เราจักรู้กันละ เธอปรารถนาสิ่งใด, เราจักให้สิ่งนั้นตั้งต้นแต่ราชสมบัติไป".

  พระราชานั้นเสด็จไปยังพระราชอุทยานทรงนมัสการแล้วประทับนั่ง เมื่อพระโพธิสัตว์กราบทูลว่า "อาตมภาพหวังเฉพาะในที่ลับ" และเมื่อบริษัทถอยออกไปแล้วจึงตรัสกะพระโพธิสัตว์นั้นผู้ไม่อาจกราบทูลอะไร ๆ ว่า "ท่านกล่าวว่า หวังได้ที่ลับ แม้ได้ที่ลับแล้วก็ไม่อาจกล่าวอะไร ตลอดเวลา ๑๒ ปี, ข้าพเจ้าขอปวารณาสิ่งทั้งปวงมีราชสมบัติเป็นต้นต่อท่าน, ท่านอย่าได้กลัวภัย, จงขอสิ่งที่ท่านชอบใจเถิด".

  พระโพธิสัตว์จึงทูลว่า "ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์จักประทานสิ่งที่อาตมภาพทูลขอหรือ?".

  พระราชาตรัสว่า "ท่านผู้เจริญข้าพเจ้าจักให้".

  พระโพธิสัตว์ทูลว่า "ขอถวายพระพรมหาบพิตร เมื่ออาตมภาพเดินทางไปควรจะได้รองเท้าชั้นเดียวคู่หนึ่งกับร่มใบไม้หนึ่งคัน".

  พระราชาตรัสว่า "ท่านผู้เจริญ สิ่งของมีประมาณเท่านี้ท่านไม่อาจขอจนตลอดเวลา ๑๒ ปีเทียวหรือ".

  โพธิสัตว์ทูลว่า "ขอถวายพระพรมหาบพิตร".

  พระราชาตรัสถามว่า "ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุไร ? ท่านจึงได้กระทำอย่างนี้".

  พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า "มหาบพิตร คนผู้ขอว่า ท่านจงให้สิ่งชื่อนี้แก่เรา ชื่อว่าร้องไห้, คนผู้กล่าวว่าไม่มี ชื่อว่าร้องไห้ตอบ, ถ้าพระองค์ถูกอาตมภาพทูลขอ จะไม่พระราชทานไซร้, มหาชนจงอย่าได้เห็นการที่อาตมภาพและพระองค์ร้องไห้และร้องไห้ตอบนั้น, เพราะฉะนั้น อาตมภาพจึงหวังเฉพาะที่ลับ เพื่อประโยชน์นี้" แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถาเบื้องต้นว่า :- 

(๑) ทฺวยํ ยาจนโก ราช, พฺรหฺมทตฺต นิคจฺฉติ;
  อลาภํ ธนลาภํ วา, เอวํ ธมฺมา หิ ยาจนาฯ
  
  "ข้าแต่พระเจ้าพรหมทัต ผู้ขอย่อมได้ ๒ อย่าง คือไม่ได้กับได้ทรัพย์ แท้จริง การขอย่อมมีอย่างนี้เป็นธรรมดา".

(๒) ยาจนํ โรทนํ อาหุ, ปญฺจาลานํ รเถสภ;
  โย ยาจนํ ปจฺจกฺขาติ, ตมาหุ ปฏิโรทนํฯ

  "ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่า ชาวปัญจาละ บัณฑิตกล่าวการขอว่า เป็นการร้องไห้ ผู้ใดปฏิเสธต่อผู้ขอบัณฑิตกล่าวผู้นั้นว่า เป็นการร้องไห้ตอบ".

(๓) มา มทฺทสํสุ โรทนฺตํ, ปญฺจาลา สุสมาคตา;
  ตุวํ วา ปฏิโรทนฺตํ, ตสฺมา อิจฺฉามหํ รโหฯ

  "ชาวปัญจาละผู้มาประชุมกันแล้ว อย่าได้เห็นอาตมภาพผู้กำลังร้องไห้อยู่ หรืออย่าได้เห็นพระองค์ผู้กำลังกรรแสงตอบอยู่ เพราะฉะนั้น อาตมภาพจึงปรารถนาขอเฝ้าในที่ลับ".

  บรรดาบทเหล่านั้นพระโพธิสัตว์เรียกพระราชา แม้ด้วยบททั้งสองว่า ราช พฺรหฺมทตฺต. 
  บทว่า นิคจฺฉติ ได้แก่ ย่อมได้เฉพาะ คือย่อมประสบ. 
  บทว่า เอวํ ธมฺมา แปลว่า มีอย่างนี้เป็นสภาวะ. 
  บทว่า อาหุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าว. 
  บทว่า ปญฺจาลานํ รเถสภ ได้แก่ ผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นปัญจาละ. 
  บทว่า โย ยาจนํ ปจฺจกฺขาติ ความว่า ก็ผู้ใดย่อมปฏิเสธต่อผู้ขอนั้นว่า ไม่มี. 
  บทว่า ตมาหุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวแล้ว คือย่อมกล่าวการปฏิเสธนั้นว่า เป็นการร้องไห้ตอบ. 
  บทว่า มํ มาทฺทสํสุ ความว่า ชาวปัญจาละผู้อยู่ในแคว้นของพระองค์มาประชุมกันแล้วอย่าได้เห็นอาตมภาพผู้ร้องไห้อยู่เลย.

  พระราชาทรงเลื่อมใสในลักษณะแห่งความเคารพของพระโพธิสัตว์เมื่อจะทรงให้พร จึงตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :-

(๔) ททามิ เต พฺราหฺมณ โรหิณีนํ, ควํ สหสฺสํ สห ปุงฺคเวน;
  อริโย หิ อริยสฺส กถํ น ทชฺชา, สุตฺวาน คาถา ตว ธมฺมยุตฺตาติฯ

  "ข้าแต่ท่านพราหมณ์ข้าพเจ้าขอถวาย วัวแดงหนึ่งพันตัวพร้อมด้วยโคจ่าฝูงแก่ท่านอันอารยชนได้ฟังคาถาอันประกอบด้วยเหตุผลของท่านแล้ว ไฉนจะไม่พึงให้แก่อารยชนเล่า".

  บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โรหิณีนํ แปลว่า มีสีแดง. 
  บทว่า อริโย ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยอาจาระคือมารยาท. 
  บทว่า อริยสฺส ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยอาจาระคือมารยาท. 
  บทว่า กถํ น ทชฺเช ความว่า เพราะเหตุไร จะไม่พึงให้. 
  บทว่า ธมฺมยุตฺตา ได้แก่ ประกอบด้วยเหตุ.

  ฝ่ายพระโพธิสัตว์กราบทูลว่า "ข้าแต่มหาบพิตร อาตมภาพไม่ต้องการวัตถุกาม พระองค์จงประทานสิ่งที่อาตมภาพทูลขอแล้วรับเอารองเท้าชั้นเดียวกับร่มใบไม้" แล้วโอวาทพระราชาว่า "ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขอพระองค์อย่าทรงประมาท จงรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรมเถิด" เมื่อพระราชาทรงวิงวอนอยู่นั่นแลได้ไปยังหิมวันตประเทศทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดในที่นั้นแล้วได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

  พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนท์ ส่วนดาบส ในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนั้นแล.

ที่มา: https://web.facebook.com/Palipage/posts/3593539930699114
เพี้ยนขอบคุณ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่