JJNY : 5in1 ไบโอไทยโวยอุ้มเจ้าสัว/พท.เสนอ5มาตราการ/คนอมก๋อยโต้กอ.รมน./ส.คนพิการจี้เอ๋ขอโทษ/ดีลล่ม วืดหมดช่องดิจิทัล

'ไบโอไทย' โวย รบ.ลักลั่น 'อุ้มเจ้าสัว' ปิดหนทางทำกิน'ตลาดสด'
https://voicetv.co.th/read/lIrNp-WS0
 

 
'มูลนิธิชีววิถี' ซัดรัฐบาลปฏิบัติสองมาตรฐาน สั่งปิดตลาดสดกระทบความจำนวนมาก แต่อุ้มชูนายทุนใหญ่
 
วิฑูรย์ เลี่ยนจํารูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้รัฐบาลสั่งปิดตลาดสดตลาดนัด กว่า 68 แห่ง รวม 32 จังหวัด แม้จะกลับมาเปิดใหม่ 31 แห่งนั้น ถือเป็นเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร กระทบคนจำนวนมาก 4 กลุ่ม คือ 
 
1.ผู้ประกอบการพ่อค้าแม่ค้า 
2.ผู้ใช้แรงงานที่ทำงานในตลาด 
3.กลุ่มเกษตรกร ผู้ผลิตสินค้ารายย่อยอื่นๆ 
4.ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งอาหาร
 
ทั้งนี้ การปิดตลาดส่งผลกระทบต่อคนเล็กคนน้อย ที่ไม่ได้มีรายได้มากมายอะไร อีกทั้งกระทบต่อความหลากหลายทางด้านอาหาร เช่น ผักผลไม้ ที่ถูกกว่าร้านสะดวกซื้อหรือห้าง ถึง 4 เท่า ทั้งมีความหลากหลายมากกว่า
 
ไม่เท่าเทียมสองมาตรฐาน
 
ขณะเดียวกันมีประชาชนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์มาตรการของรัฐที่มีแนวปฏิบัติที่ลักลั่นไม่เท่าเทียม สองมาตรฐานในทางเศรษฐกิจและอำนาจ ระหว่างตลาดกับร้านสะดวกซื้อ เช่น 4 จังหวัดสั่งปิดตลาดนัด ขณะที่ร้านสะดวกซื้อเปิดได้ตามปกติ เกิดคำถามตามมามากมายว่า เพราะตลาดมีพื้นที่อากาศถ่ายเทเมื่อเทียบกับร้านสะดวกซื้อ
 
ที่มีสภาพอยู่ในอาคารปิด ดังที่บุคคลากรทางการแพทย์ด้านทางเดินหายใจระบุว่า ตลาดมีความเสี่ยงแพร่เชื้อน้อยกว่าพื้นที่ปิด 10 เท่า อีกทั้งการแสดงไทม์ไลน์ละเอียดยิบของตลาด แต่พอเกี่ยวข้องกับร้านสะดวกซื้อกลับไม่ปรากฏในไทม์ไลน์ ซึ่งหากปิดข้อมูลอยู่แบบนี้ ในที่สุดจะกลายเป็นแหล่งสะสมโรคแพร่เชื้อได้ เป็นการใช้อำนาจอุ้มผู้ประกอบการรายใหญ่มากกว่าผลกระทบของคนส่วนใหญ่
  
ปิดหนทางทำกิน
 
วิฑูรย์ กล่าวว่า การปิดตลาดสดตลาดนัดควรจะเป็นทางเลือกสุดท้าย สิ่งที่รัฐควรทำมากที่สุดคือสนับสนุนให้เกิดความปลอดภัย มีมาตรการเชิงรุกต่างๆ คือ 
 
1. สร้างการมีส่วนร่วมทุกระดับ ทั้งระดับส่วนกลาง ศบค. ผู้ประกอบการ ตลาด ผู้บริโภค ระดับพื้นที่จังหวัด เพื่อให้เกิดการตัดสินใจโดยใช้กลไกมาตรการร่วมกัน 
 
2. การกำหนดมาตรฐานและเงื่อนไขต่างๆในการบริหารจัดการต้องไม่ลักลั่น ต้องมีฐานอ้างอิงที่ชัดเจนว่าปิดหรือไม่ปิดเพราะอะไร 
 
3. ควรมีการทำแผนจัดการลดความเสี่ยงกำหนดข้อตกลง โดยให้ทางตลาดเสนอแผนเพื่อพิจารณาเป็นหลักประกันร่วมกัน ซึ่งมันจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการสั่งปิดอย่างเดียว 
 
4. รัฐต้องทำงานเชิงรุก
 
สถานการณ์วิกฤติแบบนี้ควรส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย ส่งเสริมตลาดรถเร่ ให้คนเข้าถึงโดยไม่ต้องเดินทาง ไม่ใช่มาปิดหนทางทำกิน เพราะมันจะขยายความเหลื่อมล้ำซ้ำเติมยิ่งขึ้นไปอีก และรัฐควรจัดสรรงบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจ มาช่วยคนเล็กคนน้อยในเรื่องนี้ อีกทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสุขอนามัยต่างๆ ในพื้นที่ตลาดให้มากขึ้น
  

 
‘เพื่อไทย’ แถลงการณ์อัดรัฐแจก 3.5 พัน 2 เดือน เยียวยาโควิด ชี้ไม่เพียงพอ พร้อมเสนอ 5 มาตรการ
https://www.matichon.co.th/politics/news_2526720
 
‘เพื่อไทย’ ออกแถลงการณ์ อัดปมรัฐออกมาตรการเยียวยาโควิด 3,500 คนละ 2 เดือน ชี้ ไม่เพียงพอ-เยียวยาไม่ได้จริง พร้อมเสนอ 5 มาตรการ
 
เมื่อวันที่ 13 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า 
 
สืบเนื่องจากการเปิดเผยของรัฐบาลถึงมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยกำหนดวงเงิน 3,500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน และมาตรการอื่นๆ นั้น พรรค พท.โดยคณะกรรมการนโยบายและวิชาการเห็นว่า มาตรการเยียวยา 3,500 บาทต่อคนต่อเดือนนั้น ไม่เพียงพอและไม่สามารถเยียวยาผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนได้ ซึ่งพรรค พท.ได้เสนอชุดมาตรการรองรับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 อย่างครอบคลุมทั้งสิ้น 17 มาตรการ ไปเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564
 
ทั้งนี้ พรรค พท.เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการสำคัญเร่งด่วน 5 เรื่อง ดังต่อไปนี้ทันที คือ 1.กลุ่มแรงงานนอกระบบที่ไม่มีประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอิสระ ลูกจ้าง กลุ่มเปราะบาง และเกษตรกร ให้แบ่งจ่ายเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน สำหรับนอกพื้นที่ควบคุมสูงสุดตามประกาศของรัฐ และ แบ่งจ่ายเดือนละ 6,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน สำหรับในพื้นที่ควบคุมสูงสุดตามประกาศของรัฐ
 
แถลงการณ์ระบุอีกว่า 
2.ตั้งกองทุนสินเชื่อเพื่อ SMEs ผลกระทบจากโควิด-19 จำนวน 1 ล้านล้านบาท โดยไม่ผ่านกลไกของสถาบันการเงินพาณิชย์ 
3.มาตรการคงการจ้างงาน สำหรับแรงงานในระบบประกันสังคม ภาครัฐสนับสนุนเป็นระบบขั้นบันได 50-60% ตามโซนความรุนแรง เป็นระยะเวลา 6 เดือน ภาครัฐสนับสนุนค่าจ้างผ่านผู้ประกอบการไปที่ลูกจ้าง เพื่อรักษาระดับการจ้างงาน โดยไม่ใช่แบบที่รัฐบาลเยียวยาผ่านระบบประกันสังคม ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ 
4.พักหนี้ผู้ประกอบการรวมถึงเกษตรกร ไม่ต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย และธนาคารหยุดคิดดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 6 เดือน 
และ 5.ลดภาระของประชาชน อุดหนุนภาระดอกเบี้ย สำหรับผู้ที่ผ่อนยานพาหนะ ที่อยู่อาศัย ที่ได้รับผลกระทบเป็นระยะเวลา 6 เดือน
 

 
ฟังอีกด้าน! คนอมก๋อยโต้กอ.รมน.ไม่เคยพบโซลาร์เซลในพื้นที่
https://www.nationtv.tv/main/content/378812919
 
ประธานเครือข่ายชาติพันธุ์ อ.อมก๋อย โต้กอ.รมน.ไม่เคยพบการติดตั้งโซลาร์เซล์ในพื้นที่ ที่มีอยู่เดิมคือของเก่าเป็นงบประมาณสมัย"ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมรับอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนจริง แต่อยู่ภายใต้ข้อตกลงต้องไม่ทำลายระบบนิเวศ
 
13 มกราคม 2564 จากกรณีที่ในโลกโซเชียล มีการแชร์ภาพเอกสารสรุปราคากลางงานก่อสร้างอาคาร โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ของ กอ.รมน.ภาค 3 ติดตั้งโซลาร์เซลล์ จำนวนเงินกว่า 45 ล้านบาท ซึ่งต่อมาทาง กอ.รม.ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า เอกสารดังกล่าวเป็นของจริง
 
ล่าสุด นายพิบูลย์ ธุวมณฑล ประธานเครือข่ายชาติพันธุ์ อ.อมก๋อย กล่าวกับ"เนชั่นทีวี" ถึงประเด็นดังกล่าวว่า ตนในฐานะคนในพื้นที่ ยืนยันว่า ยังไม่เห็นการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ โครงการของทาง กอ.รมน. ในพื้นที่ ซึ่งตนต้องเดินทางไปในพื้นที่ทุรกันดารหลายหมู่บ้านในอ.อมก๋อย เพื่อเข้าไปประสานงานและจัดการเรื่องสัญชาติให้กับคนที่ยังไม่มีสัญชาติ ก็ยังไม่เคยเห็นไม่รู้ว่า มีการเอาโซลาร์เซล์ไปติดไว้ตรงไหน หรือตนอาจเข้าไปไม่ถึงพื้นที่ที่มีการติดตั้ง
 
นายพิบูลย์ บอกว่า ปัจจุบันในอ.อมก๋อย พื้นที่ที่มีกระแสไฟฟ้าใช้มีไม่ถึงร้อยละ 40 โดยแผงโซลาร์เซลล์ที่ได้ติดตั้งไปก่อนหน้า เป็นงบประมาณมาตั้งแต่สมัย อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งขณะนี้อุปกรณ์ส่วนใหญ่ได้เสื่อมสภาพไปเกือบหมดแล้ว และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้
 
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่