JJNY : ธนาธรแนะหนังสือ'ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด'/ส.ภัตตาคารชี้ธุรกิจจ่อปิดตัวเพิ่ม/เดือดร้อนหนัก น้ำโขงลดฮวบ/เทพไทแนะหนูรอบคอบ

ธนาธร แนะหนังสือ 'ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด' หนังสือที่เด็กควรอ่าน
https://www.matichon.co.th/politics/news_2521821


ธนาธร แนะหนังสือ ‘ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด’ หนังสือที่เด็กควรอ่าน

วันที่ 9 มกราคม นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ระบุว่า 

[ To Kill a Mockingbird “ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด” หนังสือที่ผมอยากให้เด็ก(และผู้ใหญ่) ทุกคนได้อ่าน ]

วันเด็กปีนี้ ผมไม่มีคำขวัญหรือคติพจน์ใดๆ มามอบให้ แต่ผมมีหนังสือมาแนะนำ เป็นหนังสือที่อยากให้เด็กไทยทุกได้อ่าน และอันที่จริง พ่อแม่ก็ควรจะต้องอ่านด้วย เพราะนี่คือหนังสือที่จะปลูกฝังค่านิยมพื้นฐานของประชาธิปไตยให้กับประชาชนทุกวัย

To Kill a Mockingbird (ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด)

หนังสือของฮาร์เปอร์ ลี(Harper Lee) เล่มนี้เป็นนิยายอเมริกันที่ถูกอ่านมากที่สุดเล่มหนึ่งในศตวรรษที่ 20 และเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของเด็กนักเรียนอเมริกันด้วย เนื้อเรื่องเล่าถึงสังคมอเมริกันในทศวรรษที่ 1930 จากสายตาของสเกาต์ ฟินช์ เด็กหญิงผิวขาว ที่พ่อของเธอ แอทติคัส ฟินช์ เป็นทนายความผู้ว่าความให้ชายผิวดำที่ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนหญิงผิวขาว

อเมริกาในยุคนั้นเต็มไปด้วยการเลือกปฏิบัติทางสีผิวและเพศ การที่ทนายผิวขาวยืนหยัดว่าความให้ผู้ต้องหาผิวดำในคดีร้ายแรง จึงเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัส แอทติคัสต้องเผชิญแรงกดดันมากมายจากสังคม แต่เขาก็ต่อสู้อย่างมั่นคงแน่วแน่

ตลอดทางแห่งการต่อสู้นั้น เขาไม่เคยลืมที่จะสอนให้ลูกๆ เชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ อ่อนโยนต่อคนรอบข้าง เอื้ออาทรต่อเพื่อนร่วมโลก และที่สำคัญที่สุดคือการเชื่อว่าคนทุกคนควรได้รับความเป็นธรรม ไม่ว่าจะมีผิว เพศ เชื้อชาติใด

“สิ่งล้ำค่าที่สุดที่เราจะมอบให้กับคนคนหนึ่งได้ ก็คือการเชื่อมั่นว่าเขาจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง มันก็ง่ายๆ แค่นั้น”

คำพูดนี้ของแอทติคัส คือหัวใจของประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงการเชื่อในเรื่องความเสมอภาค แต่คือการเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ในการทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่การอยู่บนอคติที่ว่า เพียงเกิดเป็นคนผิวสีก็เท่ากับเป็นคนชั่วช้าอาชญากร

แน่นอนว่ามันไม่ง่ายเลยที่ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายโกลาหลนี้ เราจะรักษาความเชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์เอาไว้ แต่หากเราประชาชนไม่เชื่อมั่นในกันและกัน ไม่เชื่อว่าเราต่างมีศักยภาพจะทำให้โลกนี้ดีกว่าเดิม ประชาธิปไตยที่แท้ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น เพราะเราจะหวังแต่การมีผู้นำที่ดีมีคุณธรรมมาปกครองประชาชนที่เลวทรามและโง่เขลาอยู่เรื่อยไป

ผมหวังว่าเราทุกคนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ โดยยังคงรักษาจิตใจที่เคารพและเชื่อมั่นต่อเพื่อนมนุษย์เอาไว้ได้



“ส.ภัตตาคารไทย” ชี้ธุรกิจจ่อปิดตัวเพิ่ม หากรัฐไม่ช่วยหนุนสภาพคล่อง
https://www.matichon.co.th/economy/news_2521800
 
“ส.ภัตตาคารไทย” ชี้ธุรกิจจ่อปิดตัวเพิ่ม หากรัฐไม่ช่วยหนุนสภาพคล่อง
 
10 นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารขณะนี้ ต้องยอมรับว่าถูกกระทบจากการระบาดโควิด-19 สูงมาก หลังจากที่รัฐบาลกำหนดให้ร้านอาหารจะต้องปิดบริการในเวลา 21.00 น. ทำให้รายได้ลดลงแล้วกว่า 50% แล้ว การอนุญาตให้เปิดขายได้ถึงเวลาดังกล่าว ช่วยได้แค่พอมีรายได้เข้ามาจุนเจือมากขึ้นเท่านั้น โดยประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อและไม่คลายตัวลง ในอีก 1 เดือนต่อจากนี้ หรือในเดือนกุมภาพันธ์นี้ อาจเห็นธุรกิจร้านอาหารต้องปิดตัวลงอีก จากในรอบแรกที่เกิดการระบาดมีการปิดตัวไปแล้ว 3-4 หมื่นราย
 
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือมากที่สุดในขณะนี้คือ การเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ เพราะรายได้ที่หายไป ทำให้กระแสเงินสดลดลง โดยมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ อาทิ การสมทบเงินประกันสังคมให้แรงงานนั้น ส่วนใหญ่ยังเข้ามาช่วยไม่ถึงร้านอาหาร เพราะติดในเงื่อนไขการจดทะเบียนต่างๆ เพราะแม้จะมีการเสียภาษีตามกฎหมาย แต่การจดทะเบียนไม่ได้มีมากนัก โดยขณะนี้มีร้านอาหารประมาณ 7 แสนรายทั่วประเทศ แต่มีจดทะเบียนไม่ถึง 30% ของจำนวนทั้งหมด ทำให้การช่วยเหลือในด้านต่างๆ มาไม่ถึงร้านอาหารมากเท่ากับการช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้
 
ร้านอาหารขนาดใหญ่ ทำการลดภาระด้านต้นทุน ผ่านการให้พนักงานสลับกันหยุดงาน ส่วนที่ภาครัฐต้องช่วยคือ การช่วยด้านเงินทุน แต่ไม่ได้อยากให้แจกเงินให้ เพราะจะเป็นภาระเกินไป แต่ต้องการให้ตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือมากกว่า อาจตั้งวงเงินไว้ 10,000 ล้านบาท แล้วกระจายให้กับผู้ประกอบการ ผ่านการให้เอกชนด้วยกันช่วยพิจารณาและรับรองให้ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ผู้ประกอบการได้อย่างแท้จริง หรือหากรัฐบาลจะช่วยด้านการจ่ายสมทบเงินเดือนให้พนักงานคนละ 50% กับผู้ประกอบการ ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือที่ดี” นางฐนิวรรณ กล่าว
 
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า แม้มีแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ให้ แต่เกณฑ์การอนุมัติให้มีความยาก จึงอยากให้รัฐบาลตั้งกองทุนเข้ามาช่วยเหลือ เหมือนกองทุนฟื้นฟูและเยียวภาคการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลต้องอนุญาตให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เข้าร่วมกองทุนได้หมด เพื่อให้กระจายการช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากประเมินว่า อุตสาหกรรมในประเทศไทย ภาคอื่นๆ อาทิ เกษตร ส่งออก ยังมีธนาคารหรือกองทุนเข้ามาช่วยเหลือโดยเฉพาะได้ แต่ภาคท่องเที่ยวที่มีการสร้างรายได้ในสัดส่วนที่สูงมาก เทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) เพราะเหตุใดทำไมถึงยังไม่มีการช่วยเหลือในส่วนการจัดตั้งกองทุน หรืออะไรเข้ามาเพิ่มเติม
 
ตอนนี้ต้องการความจริงใจจากรัฐบาลว่า จะมีการช่วยเหลืออย่างไรออกมาในช่วงใดบ้าง เนื่องจากที่ผ่านมา หารือกันเรื่องความช่วยเหลือกันค่อนข้างบ่อย แต่การช่วยเหลือกว่าจะออกมาก็กินเวลาหลายเดือน ซึ่งกับผู้ประกอบการบางรายก็ไม่ทันเวลาแล้ว โดยที่ผ่านมาบาดเจ็บกันทุกคน จากสภาพเศรษฐกิจ ทำให้นาทีนี้รัฐบาลจะต้องให้ความมั่นใจ และมีมาตรการออกมาช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการหายใจได้ก่อน” นางฐนิวรรณ กล่าว
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่