เริ่มเรื่องคือ พ่อกับแม่เราหย่ากันเพราะเรื่องหนี้สิน เนื่องจาก บริษัทเราถูกฟ้องล้มละลายเพราะโดนเพื่อนสนิทแม่โกงเงินไปเป็นจำนวนเงินกว่า 10 ล้าน
พ่อแม่เราหย่ากันในขณะที่เราอยู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในช่วง ม.6
ทำให้เรามีความจำเป็นต้องอยู่พ่อ ที่อาศัยอยู่ในบ้านในเมือง เพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย และน้องที่เพิ่งสอบเข้า ม.1 ได้
เรื่องมันเริ่มจากที่พอครอบครัวเราแตกแยก แม่ก็ย้ายออกไปอยู่ต่างอำเภอเพื่อหาแนวทางทำอาชีพอื่นๆ แล้วคอยส่งเงินให้เราและน้องใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งก่อนจะแยกกันอยู่ แม่ตกลงให้เงินเราใช้อาทิตย์ละ 1000 บาท และพ่อต้องให้เราอาทิตย์ละ 500 และแม่ต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายภายในบ้านทุกอย่าง
ซึ่งพ่อก็ให้แค่เดือน 2 เดือนเท่านั้น เพราะ เขาบอกว่าเขาไม่ได้หาเงิน ไม่รู้จะเอาจากไหนมาให้
ฟังอย่างนั้นแล้วเราก็เลยหางานพิเศษทำเพิ่ม ขายแซนวิชบ้าง รับจ้างล้างจานบ้าน รับแจกใบปลิว เป็นเด็กเสริฟ เรียกง่ายๆว่า ใครมีงานให้ทำๆหมด
เพื่อจะให้พอค่าใช้จ่ายในมหาวิทยาลัย เป็นเช่นนี้จวบ 2 ปี แม่ก็บอกเราตรงๆว่าแม่เริ่มจะส่งไม่ไหวแล้ว ขอส่งแค่ค่าเทอมได้มั้ย ?
เราไม่ติดปัญหาอะไร เพราะก็หาเงินเองมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
แต่ที่หนักหนาสาหัสคือ เมื่อแม่พูดออกมาตรงๆว่าจะรับค่าใช้จ่ายภายในบ้านไม่ไหว พ่อกลับโมโหหนักมากโวยวายและยังบอกให้แม่หามาให้ได้เหมือนเดิม เราจะขอเล่าเป็นเหตุการณ์ที่เรารู้สึกแย่มากๆดังนี้
1.เราเลยยื่นมือเข้าไปช่วยด้วยการหาอาชีพให้พ่อ เราหาทำเลขายของได้เราก็ชวนพ่อไปขายอาหารอีสานเพราะทำอาหารอร่อย แต่ คำตอบของพ่อคือ "จะไปทำได้ยังไง ไม่เคยทำ แล้วก็ไม่คิดอยากทำ" และเขาให้เหตุผลว่าเราเคยบริหารบริษัทมานะถึงมันจะเป็นบริษัทเล็กๆ แต่เราเคยมีหน้ามีตามีเงิน หากวันนึงเพื่อนของพ่อมาเห็นพ่อขายของข้างทางคิดว่าเขาจะมองยังไง ?? เราถกเรื่องนี้อยู่หลายรอบจนกระทั่งเรายอมแพ้ที่พูดเรื่องค้าขายไป
2.วันนึงเพื่อนของพ่อที่เขาเปิดร้านวัสดุก่อสร้างอยู่ใกล้บ้านชวนพ่อไปทำงาน
เรา : เขาให้ไปทำอะไร
พ่อ : ขนของยกของส่งของพวกนี้แหละ
เรา : เงินได้ดีมั้ย
พ่อ : วันละ 300 บ้างวันก็ไม่ได้เลย
เรา : แล้วทียังงี้ทำไมทำอะ
พ่อ : มันเป็นงานที่ไม่ต้องไปเจอใคร.
เรา : (เงียบ) และจบบทสนทนาเพียงเท่านี้ เพราะ ไม่เข้าใจความคิดเลยจริงๆ
3.หลังจากนั้นมาแม่โทรมาบอกให้เราหางานให้พ่อที พ่อจะมีฝีมืองานช่างอยู่บ้าง
เราเคยทำงานที่คอนโดแห่งนึงจะทาบทามให้ฝ่ายจัดซื้อว่าหากมีงานรบกวนแจ้งด้วยจะได้ส่งราคาเสนอเพื่อทำงาน
(เราก็พยายามหาให้อะนะ)
เมื่อมีงานมาเราชนะการประกวดราคาติดตั้งป้ายโฆษณาของคอนโด เราจึงส่งงานให้พ่อไปทำ
อีก 3 วันถัดมาเราได้รับโทรศัพท์จากคอนโดว่าพ่อเราทำงานไม่เรียบร้อยอยากให้เข้ามาแก้หน่อย ซึ่งเมื่อเราประสานงานพ่อให้เข้าไปแก้งาน แกกลับบ่ายเบี่ยงไม่อยากเข้าไปทำ ก็เป็นเรานี่แหละที่ต้องปีนแก้ป้ายนั้นเองกับเพื่อนอีก 1 คน
4.เพื่อนเราเห็นว่าเราหางานให้พ่ออยู่ จึงอยากจะจ้างงานทำหลังคาห้องครัวที่บ้าน เราก็ยินดีที่จะรับงานให้ เมื่อรับงานมาแล้ว พ่อเราเข้าไปทำงานและปัญหาเดิมคือทำงานไม่เรียบร้อย เพื่อนเราโทรมาแจ้งอีก เราก็รู้สึกว่าพ่อทำงานแบบนี้คงไม่รอดแน่ เราเลยโทรแจ้งคุณลุงอีกคนเข้ามาแก้งานให้ และบอกกับพ่อตรงๆว่าพ่อทำงานไม่เรียบร้อย คำตอบของพ่อเราคือ "มันก็ได้เท่านี้แหละ" และปล่อยเราแก้ปัญหาอีกเช่นเคย
5.เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เราเจ็บมากที่สุดกับคำพูดพ่อ คือเราได้งานมาจากพี่ที่สนิท เขารู้ว่าเรากำลังลำบากจึงเรียกให้เรามารีโนเวทครัวของเขา เราก็ตกลงไปอีกตามเคยเพราะเราคิดไว้ว่างานนี้เราจะไม่ให้พ่อลงมือ เพียงแต่จะให้เป็นโฟรแมน เพราะเราพอรู้จักทีมช่างอยู่บ้าน ในการทำงาน 2-3 แรกไม่ได้เกิดปัญหาอะไร จนกระทั่งวันที่เราไม่อยู่ไปติดต่อลูกค้าอีกคนที่ต่างอำเภอซึ่งเป็นอำเภอเดียวกับที่แม่เราอยู่ และเราไม่สามารถกลับได้เพราะอุทยานไม่ให้ขับรถออกเวลา 20.00 น. (แม่เราอยู่ในหมู่บ้านที่ต้องผ่านด่านอุทยานเข้าไป) เราจึงแจ้งพ่อให้ดูแลช่างรอเราไปก่อน และก่อนจะทำอะไรปรึกษากันก่อน แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คุยกัน พ่อพาช่างเขาทำงานโดยไม่ไปรับกุญแจบ้านกับเจ้าของบ้าน ทำให้เข้างานไม่ได้ (จริงๆต้องแจ้งเจ้าของก่อน) ทำให้พ่อหงุดหงิดมากและโทรตามเราเดี๋ยวนั้น
พ่อ : อยู่ไหน
เรา : อยู่กับแม่
พ่อ : จะไปหาแม่ทำไม
เรา : มีธุระนิดหน่อย
พ่อ : ลูก E5 ให้ ตูรับผิดชอบงาน แล้ว หนีไปเที่ยวเนี่ยนะ
แล้วพ่อก็ตัดสายไป.... ตามคาดพ่อทิ้งงานเราทำให้เราตต้องกลับไปรับผิดชอบเองทุกอย่าง
ตอนนี้เราไม่ไหวจะเครียมากๆ เราเหนื่อย
เราควรทำอย่างไรกับสถานการณ์แบบนี้
มีวิธีรับมืออย่างไรกับพ่อที่มีความคิดและนิสัยแบบนี้
พ่อแม่เราหย่ากันในขณะที่เราอยู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในช่วง ม.6
ทำให้เรามีความจำเป็นต้องอยู่พ่อ ที่อาศัยอยู่ในบ้านในเมือง เพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย และน้องที่เพิ่งสอบเข้า ม.1 ได้
เรื่องมันเริ่มจากที่พอครอบครัวเราแตกแยก แม่ก็ย้ายออกไปอยู่ต่างอำเภอเพื่อหาแนวทางทำอาชีพอื่นๆ แล้วคอยส่งเงินให้เราและน้องใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งก่อนจะแยกกันอยู่ แม่ตกลงให้เงินเราใช้อาทิตย์ละ 1000 บาท และพ่อต้องให้เราอาทิตย์ละ 500 และแม่ต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายภายในบ้านทุกอย่าง
ซึ่งพ่อก็ให้แค่เดือน 2 เดือนเท่านั้น เพราะ เขาบอกว่าเขาไม่ได้หาเงิน ไม่รู้จะเอาจากไหนมาให้
ฟังอย่างนั้นแล้วเราก็เลยหางานพิเศษทำเพิ่ม ขายแซนวิชบ้าง รับจ้างล้างจานบ้าน รับแจกใบปลิว เป็นเด็กเสริฟ เรียกง่ายๆว่า ใครมีงานให้ทำๆหมด
เพื่อจะให้พอค่าใช้จ่ายในมหาวิทยาลัย เป็นเช่นนี้จวบ 2 ปี แม่ก็บอกเราตรงๆว่าแม่เริ่มจะส่งไม่ไหวแล้ว ขอส่งแค่ค่าเทอมได้มั้ย ?
เราไม่ติดปัญหาอะไร เพราะก็หาเงินเองมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
แต่ที่หนักหนาสาหัสคือ เมื่อแม่พูดออกมาตรงๆว่าจะรับค่าใช้จ่ายภายในบ้านไม่ไหว พ่อกลับโมโหหนักมากโวยวายและยังบอกให้แม่หามาให้ได้เหมือนเดิม เราจะขอเล่าเป็นเหตุการณ์ที่เรารู้สึกแย่มากๆดังนี้
1.เราเลยยื่นมือเข้าไปช่วยด้วยการหาอาชีพให้พ่อ เราหาทำเลขายของได้เราก็ชวนพ่อไปขายอาหารอีสานเพราะทำอาหารอร่อย แต่ คำตอบของพ่อคือ "จะไปทำได้ยังไง ไม่เคยทำ แล้วก็ไม่คิดอยากทำ" และเขาให้เหตุผลว่าเราเคยบริหารบริษัทมานะถึงมันจะเป็นบริษัทเล็กๆ แต่เราเคยมีหน้ามีตามีเงิน หากวันนึงเพื่อนของพ่อมาเห็นพ่อขายของข้างทางคิดว่าเขาจะมองยังไง ?? เราถกเรื่องนี้อยู่หลายรอบจนกระทั่งเรายอมแพ้ที่พูดเรื่องค้าขายไป
2.วันนึงเพื่อนของพ่อที่เขาเปิดร้านวัสดุก่อสร้างอยู่ใกล้บ้านชวนพ่อไปทำงาน
เรา : เขาให้ไปทำอะไร
พ่อ : ขนของยกของส่งของพวกนี้แหละ
เรา : เงินได้ดีมั้ย
พ่อ : วันละ 300 บ้างวันก็ไม่ได้เลย
เรา : แล้วทียังงี้ทำไมทำอะ
พ่อ : มันเป็นงานที่ไม่ต้องไปเจอใคร.
เรา : (เงียบ) และจบบทสนทนาเพียงเท่านี้ เพราะ ไม่เข้าใจความคิดเลยจริงๆ
3.หลังจากนั้นมาแม่โทรมาบอกให้เราหางานให้พ่อที พ่อจะมีฝีมืองานช่างอยู่บ้าง
เราเคยทำงานที่คอนโดแห่งนึงจะทาบทามให้ฝ่ายจัดซื้อว่าหากมีงานรบกวนแจ้งด้วยจะได้ส่งราคาเสนอเพื่อทำงาน
(เราก็พยายามหาให้อะนะ)
เมื่อมีงานมาเราชนะการประกวดราคาติดตั้งป้ายโฆษณาของคอนโด เราจึงส่งงานให้พ่อไปทำ
อีก 3 วันถัดมาเราได้รับโทรศัพท์จากคอนโดว่าพ่อเราทำงานไม่เรียบร้อยอยากให้เข้ามาแก้หน่อย ซึ่งเมื่อเราประสานงานพ่อให้เข้าไปแก้งาน แกกลับบ่ายเบี่ยงไม่อยากเข้าไปทำ ก็เป็นเรานี่แหละที่ต้องปีนแก้ป้ายนั้นเองกับเพื่อนอีก 1 คน
4.เพื่อนเราเห็นว่าเราหางานให้พ่ออยู่ จึงอยากจะจ้างงานทำหลังคาห้องครัวที่บ้าน เราก็ยินดีที่จะรับงานให้ เมื่อรับงานมาแล้ว พ่อเราเข้าไปทำงานและปัญหาเดิมคือทำงานไม่เรียบร้อย เพื่อนเราโทรมาแจ้งอีก เราก็รู้สึกว่าพ่อทำงานแบบนี้คงไม่รอดแน่ เราเลยโทรแจ้งคุณลุงอีกคนเข้ามาแก้งานให้ และบอกกับพ่อตรงๆว่าพ่อทำงานไม่เรียบร้อย คำตอบของพ่อเราคือ "มันก็ได้เท่านี้แหละ" และปล่อยเราแก้ปัญหาอีกเช่นเคย
5.เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เราเจ็บมากที่สุดกับคำพูดพ่อ คือเราได้งานมาจากพี่ที่สนิท เขารู้ว่าเรากำลังลำบากจึงเรียกให้เรามารีโนเวทครัวของเขา เราก็ตกลงไปอีกตามเคยเพราะเราคิดไว้ว่างานนี้เราจะไม่ให้พ่อลงมือ เพียงแต่จะให้เป็นโฟรแมน เพราะเราพอรู้จักทีมช่างอยู่บ้าน ในการทำงาน 2-3 แรกไม่ได้เกิดปัญหาอะไร จนกระทั่งวันที่เราไม่อยู่ไปติดต่อลูกค้าอีกคนที่ต่างอำเภอซึ่งเป็นอำเภอเดียวกับที่แม่เราอยู่ และเราไม่สามารถกลับได้เพราะอุทยานไม่ให้ขับรถออกเวลา 20.00 น. (แม่เราอยู่ในหมู่บ้านที่ต้องผ่านด่านอุทยานเข้าไป) เราจึงแจ้งพ่อให้ดูแลช่างรอเราไปก่อน และก่อนจะทำอะไรปรึกษากันก่อน แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คุยกัน พ่อพาช่างเขาทำงานโดยไม่ไปรับกุญแจบ้านกับเจ้าของบ้าน ทำให้เข้างานไม่ได้ (จริงๆต้องแจ้งเจ้าของก่อน) ทำให้พ่อหงุดหงิดมากและโทรตามเราเดี๋ยวนั้น
พ่อ : อยู่ไหน
เรา : อยู่กับแม่
พ่อ : จะไปหาแม่ทำไม
เรา : มีธุระนิดหน่อย
พ่อ : ลูก E5 ให้ ตูรับผิดชอบงาน แล้ว หนีไปเที่ยวเนี่ยนะ
แล้วพ่อก็ตัดสายไป.... ตามคาดพ่อทิ้งงานเราทำให้เราตต้องกลับไปรับผิดชอบเองทุกอย่าง
ตอนนี้เราไม่ไหวจะเครียมากๆ เราเหนื่อย
เราควรทำอย่างไรกับสถานการณ์แบบนี้