สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 13
ตรงกันข้ามเลยครับ
ชนชั้นมูลนายที่มีฐานะดี ผู้หญิงรับผิดชอบดูแลเรื่องในบ้านทั้งหมดแทนสามี ทั้งการจัดเตรียมสิ่งของข้าวปลาอาหารเลี้ยงคนในครอบครัวและบริวาร ทำงานฝีมือเช่นเย็บปักถักร้อย บางคนที่มีทุนทรัพย์อาจประกอบธุรกิจหารายได้เพิ่มเติม
สำหรับชนชั้นที่ไม่ได้เป็นมูลนายเช่นไพร่ ในสังคมไทยสมัยอยุทธยาผู้ชายถูกเกณฑ์แรงงานเดือนเว้นเดือนปีละ ๖ เดือนไม่เอื้อประกอบอาชีพส่วนตัว เมื่อผู้ชายว่างราชการแล้วก็ไม่ทำงานทำการอะไร ผู้หญิงที่มีอิสระมากกว่านอกจากดูแลเรื่องในบ้านแล้วยังต้องเป็นคนประกอบอาชีพหลักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว รวมถึงต้องจัดข้าวปลาอาหารให้ผู้ชายในครอบครัวที่ถูกเกณฑ์ด้วย ดังที่ ลาลูแบร์ ทูตฝรั่งเศสสมัยสมเด็จพระนารายณ์บันทึกว่า
"ในระหว่างที่พวกผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเข้าเวรยามมีกำหนด ๖ เดือนนั้น เป็นงานหลวงที่เขาจะต้องอุทิศถวายเจ้าชีวิตทุกปี ก็เป็นภาระของภรรยา. มารดาและธิดาเป็นผู้หาอาหารไปส่งให้ และแม้เมื่อพ้นกำหนดเกณฑ์แล้วและกลับมาถึงบ้าน ผู้ชายส่วนมากก็ไม่รู้ที่จะทำงานอะไรให้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะไม่ได้ฝึกงานอาชีพอย่างใดไว้ให้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษสักอย่างเดียว ด้วยพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงใช้ให้พวกนี้ทำงานหลายอย่างต่างๆ กัน แล้วแต่พระราชประสงค์ เช่นนี้จึงพออนุมานได้ว่าชีวิตตามปกติขิงชาวสยามนั้นดำเนินไปด้วยความเกียจคร้านเป็นประมาณ เขาแทบจะไม่ได้ทำงานอะไรเลยเมื่อพ้นจากราชการงานหลวงมาแล้ว เที่ยวก็ไม่เที่ยว ล่าสัตว์ก็ไม่ไป ได้แต่นั่ง, เอนหลัง, กิน, เล่น, สูบยาสูบแล้วก็นอนไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น ภรรยาจะปลุกให้เขาตื่นขึ้นราว ๗ โมงเช้า เอาข้าวปลาอาหารมาให้บริโภค เสร็จแล้วก็ลงนอนต่อไปใหม่ พอเที่ยงวันก็ลุกขึ้นมากินอีก แล้วก็มื้อเย็นอีกคำรบหนึ่ง. ระหว่างเวลาอาหารมื้อกลางวันกับมื้อเย็นนี้ เขาก็เอนหลังลงพักผ่อนเสียพักหนึ่ง เวลาที่เหลืออยู่นอกนั้นก็หมดไปด้วยการพูดคุยและเล่นการพนัน. พวกภรรยานั้นไปไถนา ไปขายของหรือซื้อของที่ในเมือง"
การประกอบอาชีพของผู้หญิงสมัยอยุทธยา ปรากฏในจดหมายเหตุของนิโกลาส์ แฌร์แวสว่า
"หญิงผู้มีฐานะดีทำงานอยู่ในบ้านเรือนของตนเพื่ออำนวยความผาสุกแก่สมาชิกในครัวเรือน บงการให้ทำอาหารการกินหรือลงมือปรุงอาหารด้วยตนเองให้สามีบริโภค และใช้เวลาที่เหลือปักสะดึงกลึงไหมทอง, ไหมเงินและไหมธรรมดา ซึ่งลาทีก็ประณีตเทียมเท่าที่ทำกันในทวีปยุโรปเหมือนกัน
หญิงที่มีฐานะต่ำลงมาก็ปั่นฝ้ายและทอผ้า ทำเป็นผ้านุ่งของสามีและเครื่องนุ่งห่มของตนเอง ถ้านางยากจนไม่มีด้ายจะทอผ้าหรือเมล็ดพันธุ์ผักที่จะเพาะปลูกแล้ว ก็ไปรับจ้างเขาทำงานเพื่อได้เงินมาจุนเจือทางครอบครัว หรือช่วยเขาทำไร่ทำสวน หรือนวดข้าวฝัดข้าว ผู้หญิงชาวสยามชอบสนทนาเหมือนผู้หญิงฝรั่งเศส มีการไปมาหาสู่บ่อยเหมือนกัน"
สภาพเช่นนั้นยังสืบทอดมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในวรรณกรรมต่างๆ กล่าวถึงผู้หญิงที่ทำอาชีพเป็น "แม่ค้า" จำนวนมาก ในขณะที่ไม่ได้กล่าวถึง “พ่อค้า” เท่าไหร่ครับ
ชนชั้นมูลนายที่มีฐานะดี ผู้หญิงรับผิดชอบดูแลเรื่องในบ้านทั้งหมดแทนสามี ทั้งการจัดเตรียมสิ่งของข้าวปลาอาหารเลี้ยงคนในครอบครัวและบริวาร ทำงานฝีมือเช่นเย็บปักถักร้อย บางคนที่มีทุนทรัพย์อาจประกอบธุรกิจหารายได้เพิ่มเติม
สำหรับชนชั้นที่ไม่ได้เป็นมูลนายเช่นไพร่ ในสังคมไทยสมัยอยุทธยาผู้ชายถูกเกณฑ์แรงงานเดือนเว้นเดือนปีละ ๖ เดือนไม่เอื้อประกอบอาชีพส่วนตัว เมื่อผู้ชายว่างราชการแล้วก็ไม่ทำงานทำการอะไร ผู้หญิงที่มีอิสระมากกว่านอกจากดูแลเรื่องในบ้านแล้วยังต้องเป็นคนประกอบอาชีพหลักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว รวมถึงต้องจัดข้าวปลาอาหารให้ผู้ชายในครอบครัวที่ถูกเกณฑ์ด้วย ดังที่ ลาลูแบร์ ทูตฝรั่งเศสสมัยสมเด็จพระนารายณ์บันทึกว่า
"ในระหว่างที่พวกผู้ชายถูกเกณฑ์ไปเข้าเวรยามมีกำหนด ๖ เดือนนั้น เป็นงานหลวงที่เขาจะต้องอุทิศถวายเจ้าชีวิตทุกปี ก็เป็นภาระของภรรยา. มารดาและธิดาเป็นผู้หาอาหารไปส่งให้ และแม้เมื่อพ้นกำหนดเกณฑ์แล้วและกลับมาถึงบ้าน ผู้ชายส่วนมากก็ไม่รู้ที่จะทำงานอะไรให้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะไม่ได้ฝึกงานอาชีพอย่างใดไว้ให้เชี่ยวชาญเป็นพิเศษสักอย่างเดียว ด้วยพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงใช้ให้พวกนี้ทำงานหลายอย่างต่างๆ กัน แล้วแต่พระราชประสงค์ เช่นนี้จึงพออนุมานได้ว่าชีวิตตามปกติขิงชาวสยามนั้นดำเนินไปด้วยความเกียจคร้านเป็นประมาณ เขาแทบจะไม่ได้ทำงานอะไรเลยเมื่อพ้นจากราชการงานหลวงมาแล้ว เที่ยวก็ไม่เที่ยว ล่าสัตว์ก็ไม่ไป ได้แต่นั่ง, เอนหลัง, กิน, เล่น, สูบยาสูบแล้วก็นอนไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น ภรรยาจะปลุกให้เขาตื่นขึ้นราว ๗ โมงเช้า เอาข้าวปลาอาหารมาให้บริโภค เสร็จแล้วก็ลงนอนต่อไปใหม่ พอเที่ยงวันก็ลุกขึ้นมากินอีก แล้วก็มื้อเย็นอีกคำรบหนึ่ง. ระหว่างเวลาอาหารมื้อกลางวันกับมื้อเย็นนี้ เขาก็เอนหลังลงพักผ่อนเสียพักหนึ่ง เวลาที่เหลืออยู่นอกนั้นก็หมดไปด้วยการพูดคุยและเล่นการพนัน. พวกภรรยานั้นไปไถนา ไปขายของหรือซื้อของที่ในเมือง"
การประกอบอาชีพของผู้หญิงสมัยอยุทธยา ปรากฏในจดหมายเหตุของนิโกลาส์ แฌร์แวสว่า
"หญิงผู้มีฐานะดีทำงานอยู่ในบ้านเรือนของตนเพื่ออำนวยความผาสุกแก่สมาชิกในครัวเรือน บงการให้ทำอาหารการกินหรือลงมือปรุงอาหารด้วยตนเองให้สามีบริโภค และใช้เวลาที่เหลือปักสะดึงกลึงไหมทอง, ไหมเงินและไหมธรรมดา ซึ่งลาทีก็ประณีตเทียมเท่าที่ทำกันในทวีปยุโรปเหมือนกัน
หญิงที่มีฐานะต่ำลงมาก็ปั่นฝ้ายและทอผ้า ทำเป็นผ้านุ่งของสามีและเครื่องนุ่งห่มของตนเอง ถ้านางยากจนไม่มีด้ายจะทอผ้าหรือเมล็ดพันธุ์ผักที่จะเพาะปลูกแล้ว ก็ไปรับจ้างเขาทำงานเพื่อได้เงินมาจุนเจือทางครอบครัว หรือช่วยเขาทำไร่ทำสวน หรือนวดข้าวฝัดข้าว ผู้หญิงชาวสยามชอบสนทนาเหมือนผู้หญิงฝรั่งเศส มีการไปมาหาสู่บ่อยเหมือนกัน"
สภาพเช่นนั้นยังสืบทอดมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในวรรณกรรมต่างๆ กล่าวถึงผู้หญิงที่ทำอาชีพเป็น "แม่ค้า" จำนวนมาก ในขณะที่ไม่ได้กล่าวถึง “พ่อค้า” เท่าไหร่ครับ
แมวส้มน่ารัก ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 6052994 ถูกใจ, แสงเหนือในวันฟ้าหม่น ถูกใจ, จะเป็นกำลังใจให้เสมอ ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4306404 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 6157484 ถูกใจ, AppLePie81 ถูกใจ, PZircon ถูกใจ, แมวหูป้าน ถูกใจ, MP2465LuiYang ถูกใจรวมถึงอีก 10 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ผู้หญิงไทยในสมัยก่อนเขาไม่มีงานทำเลยหรือคะ ละครไทยสร้างกี่เรื่องก็เห็นมีอยู่แค่เกิดมาเพื่อเป็นเมียหลวง เมียน้อยแค่นั้น