เว็บไซต์ในเครือ
bloggang.com Bloggang pantown.com Pantown pantipmarket.com PantipMarket
maggang.com Maggang
ติดตามพันทิป
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้
Pantip Application Pantip iOS Pantip Android Pantip Android
เกี่ยวกับเรา

เรื่องเล่าจากอาคารสโมสร

ผมอาจเล่าเรื่องไม่เก่ง แต่เรื่องนี้ผมเจอมากับตัวเมื่อหลายปีแล้ว เลยอยากจะมาแชร์กันครับ 
เรื่องที่จะเล่าเป็นเรื่องจริงที่เคยเจอสมัยเรียนมหาลัยไฮโซชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดเหนือสุดทางภาคเหนือ ย้อนไปสมัยราวๆปลายปี 2553 ช่วงนั้นชมรมลีลาศโดยผมเป็นประธานชมรม มี อาจารย์ที่ปรึกษามาจากสาขาวิทย์-กีฬา ตอนนั้นลีลาศเป็นกีฬาที่ค่อนข้างเฟื่องฟูสำหรับม.ผมในสมัยนั้น และกำลังซ้อมเตรียมความพร้อมไปแข่งกีฬามหาวิทยาลัย ผมสามารถเจรจาต่อรองกับส่วนพัฒนานักศึกษาขอใช้สถานที่อาคารสโมสร ซึ่งเป็นอาคารที่ค่อนข้างใหญ่กว้างขวาง มีเวทีเล็กๆด้านหน้า สามารถรองรับคนได้หลักร้อยคน สะดวก มีห้องน้ำ มีไฟ พัดลม พื้นที่เยอะ และมีเครื่องเสียงเลยใช้อาคารนี้ในการซ้อมทุกๆวัน แต่เป็นที่รู้กันว่าอาคารนี้ผีดุ ใครผ่านไปผ่านมาเป็นต้องเห็น เพราะเคยมีพี่ๆเล่าเรื่องล่าให้ฟังมากมายนัก แต่ทุกคนต่างคิดว่าคงไม่มีอะไรเพราะเราซ้อมกีฬาตั้งใจทำดีเพื่อมหาลัย ซึ่งช่วงนั้นจะซ้อมกันอยู่ประมาน 3-4 คู่ โดยผมจะคู่กับน้องเอ(นามสมมติ) เหตุการณ์วันนั้นคือ ปกติแล้วเราจะซ้อมกันตั้งแต่เวลาประมาณ 4-5 โมงเย็น จนถึง 2-3 ทุ่ม แต่ในวันนั้นเริ่มจากช่วงเย็น 4 โมงกว่าๆ ฝนตกหนักมากๆ และผมพักอยู่บ้านพักนอกมหาลัย แต่ด้วยหน้าที่ ที่ต้องการความเป็นระเบียบในการซ้อมทุกๆวัน เพราะมิเช่นนั้นทุกคนจะคิดว่าไม่มีการซ้อมและหยุดซ้อม ทำให้เกิดความเสียหายต่อชมรม จึงตัดสินใจใส่เสื้อกันหนาวหนาๆ(ผ้าสำลี)และขับมอเตอร์ไซค์ลุยฝนเข้าม.โดยไม่มีเสื้อกันฝน โดยจากบ้านพักเข้า ม. ระยะทางอยู่ประมาณ 3 กม.ซึ่งไกลพอสมควร พอถึงอาคารขอกุญแจป้ายามเปิดอาคารเรียบร้อย เปิดไฟสปอตไลท์ แล้วเดินเข้าไปด้านในสุดของอาคารที่เดินไกลพอสมควรสำหรับอาคารใหญ่ ตากเสื้อกันหนาวเอาไว้บนกระดานดำที่อยู่ข้างเครื่องเสียง ใกล้ๆเวทีด้านหน้าและซ้อมลีลาศกันตามปกติ เวลาประมาณ 1 ทุ่ม อาจารย์ที่ปรึกษา ตั้งใจจะให้นักกีฬาได้พัก รวมถึงมีน้องสาขากายภาพบำบัดเปิดคลีนิคกีฬาที่สเตเดียมแห่งใหม่ เลยให้ทุกคนหยุดซ้อมและเดินทาง(ขับมอเตอร์ไซค์) ไปสเตเดียม ตอนจะออกมาจากอาคาร มีน้องคนหนึ่งปิดพัดลม ปิดไฟเรียบร้อยแล้ว แต่ดันลืมว่ายังไม่ได้ปิดปลั้กไฟเครื่องเสียงที่อยู่ด้านในสุดอาคาร ผมและเอคู่เต้นจึงต้องเดินเข้าไปเพื่อปิด ปลั้กไฟเครื่องเสียง ซึ่งเป็นไฟที่ปิดไปแล้วเป็นไฟสปอตไลท์ดวงใหญ่ที่เวลาเปิดต้องรอนานมากๆ กว่าจะสว่าง ผมเลยใช้ไฟจากมือถือเดินส่องเข้าไป ในใจเกิดนึกสนุกขึ้นมา แล้วพูดกับเอว่า “นี่คือรายการล่าท้าผี“ ซึ่งตอนนั้นรายการนี้มาใหม่ๆ และเป็นรายการที่ดังมากๆ แล้วก็เดินไปจนถึงเครื่องเสียงและปิดเรียบร้อย เดินกลับออกมาโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเดินทางไปยังสเตเดียมแห่งใหม่ที่ห่างออกไปราว 1 กม จนถึงเวลาประมาณ 20.30 น.เสร็จจากคลินิคกีฬากำลังจะกลับบ้านพัก ผมนึกขึ้นมาได้ว่า ลืมเสื้อกันหนาวที่ตากเอาไว้เพราะเปียกฝน ผมเลยบอกทุกคนในชมรมว่าไปเป็นเพื่อนหน่อยได้ไหม แต่ก็โดนปฏิเสธด้วยเหตุรีบบ้าง อยู่หอในที่ต้องไปคนละทางบ้าง ผมเลยไปอาคารสโมสร คนเดียวเพราะช่วงนั้นมีบริษัทภายนอกเช่าอาคารริมน้ำใกล้ๆ และมีพี่ยามกะกลางคืนอยู่ตลอดเลยไม่ได้คิดกลัวอะไร พอไปถึงก็พบบรรยากาศแปลกๆเกิดขึ้น คือพี่ยามที่โดยทั่วไปแล้วเวลาซ้อมลีลาศเสร็จ แกจะมีทรานซิสเตอร์ไว้ฟังวิทยุตัวเล็กตัวนึง แกจะเปิดเพลงวัยรุ่นๆเสมอ แต่วันนี้กลับได้ยินเพลงแนวลูกทุ่งหรือลูกกรุงเก่าๆและเสียงซ่าๆอารมณ์ฟังจากช่อง AM แทนที่จะเป็น FM และพี่ยาม(ผู้ชาย)เองก็สะพายกระเป๋าก้มหน้าเขียนรายงานประจำวัน ผมเดินเข้าไปหน้าโต๊ะแล้วบอกว่า “พี่ยามครับรบกวนเปิดอาคารให้หน่อยได้ไหมครับผมลืมเสื้อ เดี๋ยวเสื้อเน่าเพราะเสาร์อาทิตย์คงไม่ได้มาเอาครับ(วันนั้นคือวันศุกร์)” พี่ยามไม่ตอบอะไรสักคำผมเลยทำหน้างงๆ ปนหงุดหงิดๆ เลยไม่สนใจและเดินไปหน้าประตูอาคารบังเอิญเห็นว่ายังไม่ได้ล็อคเพราะปกติจะมีสายคล้องและล็อคแม่กุญแจ เลยเปิดและเดินเข้าไปยังกระดานดำที่อยู่ในสุดโดยที่ไม่ได้เปิดไฟฉายจากมือถือ แม้ว่าอาคารจะมืดนิดๆ แต่ก็ยังพอจะมีไฟส่องสว่างเข้ามาพอได้เห็นทางเดิน พอถึงกระดานดำปุ๊บเอื้อมมือไปหยิบเสื้อที่อยู่สูงกว่าหัวผมนิดนึง ผมได้ยินเสียงดนตรีไทย แบบวงปี่พาทย์ดังขึ้นมาทันทีที่ผมมือจับเสื้อ โดยที่ผมยังไม่ได้หันหลังกลับมา ผมขนลุกซู่แล้วค่อยๆหันหน้าไปยังต้นตอของเสียงเป็นเวทีเล็กๆสูงประมาน หัวเข่าด้านหน้าอาคารห่างจากผมไปราวๆ ไม่เกิน 5 เมตร ผมเห็นเป็นวงพี่พาทย์มีคนเล่นจริงๆอยู่ 6 คน ทุกคนใส่เสื้อสีขาว นุ่งโจงกระเบนสีแดงกำลังเล่นดนตรีไทยโดยมีปี่ชวา ฆ้องวง ระนาด ฉิ่ง และอีกคนเป็นกลองชนิดหนึ่ง(ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร) เนื่องจากคนนี้นั่งอยู่จุดที่ผมมองไม่ค่อยชัด ส่วนอีกคนกำลังขับกลอนคล้ายๆกลอนขับเสภาแบบโบราณๆ ผมทรุดลงกับพื้นทันทีไม่รู้ทำไมทั้งๆที่ในใจอยากวิ่งออกไปไม่คิดอะไรทั้งนั้น แต่กลับไม่มีแรงแม้ลุกขึ้นยืน ผมนั่งชันเข่ามือกอดหัวเข่า หลังพิงกำแพงมองดูวงดนตรีบรรเลงและขับร้องไป ทันใดนั้นอยู่ๆ ไฟตรงกลางฟลอร์ก็ติดขึ้นมาสว่างจ้าแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ในใจก็คิดว่ามันติดได้ยังไง เพราะมันเป็นสปอตไลท์ดวงใหญ่เวลาเปิดปิดต้องใช้เวลา อีกทั้งพัดลมเพดานแบบที่ตอนเด็กผมมักจินตนาการว่ามันจะหลุดลงมาปาดคอได้เลย ก็ถูกเปิดขึ้นมาและมีนางรำเป็นผู้หญิงใส่ชฎาใส่ชุดไทยส่วนที่เป็นเนื้อตัว ทั้งแขน หน้า ขา จะทาแป้งทั้งตัวด้วยสีขาวจั๊วะ เดินเข้ามาทางประตูหน้าจากข้างนอกอาคาร และรำคนเดียวกลางฟลอร์ ผมอยู่สภาพนั้นสักพักใหญ่ๆ จนรู้สึกว่าเรนิ่มมีสติ เพราะทุกอย่างด้านหน้านั้นเหมือนคนปกติไม่มีอะไรน่ากลัวอีกทั้งไฟที่ค่อนข้างสว่าง ทั้งข้างในอาคารและ จากข้างนอกเข้ามา และพวกเขาไม่ได้มายุ่งอะไรผมเลย เหมือนทำกิจกรรมของเขาไป ผมเลยลุกขึ้นเดินช้าๆเลียบไปตามกำแพง คอยจ้องมองนางรำเรื่อยๆ จนกำลังจะถึงทางออกผมหันหลังและเตรียมจะวิ่งได้ยินเสียงดังใกล้หูมากๆว่า “จะไปไหน จะมาล่าหากูไม่ใช่หรือไง” ด้วยความไม่มีสติผมจึงหันกลับไปเห็นเป็นนางรำหน้าเละ มีเลือดน้ำเหลืองย้อยกลิ่นเหม็นมากๆในระยะห่างออกไปชนิดเอื้อมมือถึงแน่ๆ ผมตกใจสุดขีดและถอยหลังไปสะดุดขอบประตูที่เปิดประตูทิ้งไว้แล้ว ล้มลงไหล่กระแทกพื้น แต่ด้วยความกลัวตอนนั้นจำได้เลยว่าไม่มีความเจ็บใดๆแล้ว และก็ยังวิ่งต่อไป 4-5 ก้าวจนไปถึงโต๊ะพี่ยาม ผมจึงมองกลับไปยังตัวอาคารกลับเห็นเป็นภาพอาคารปิดไฟมืดสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ด้วยความที่ผมยังกลัวๆใจเต้นรัวๆ เลยบอกพี่ยามแบบเสียงสั่นๆและติดอ่างว่า "พี่ๆๆๆๆๆยามครับยังๆๆๆๆไงฝากปิดประตูล็อคกุญแจประตูอาคารด้วยๆๆๆนะครับ" แล้วผมก็หันหลังให้พี่ยามและเดินออกมาช้าๆ ผมเดินได้ราวๆ 4-5 ก้าว ด้วยความรู้สึกผ่อนคลายลงเพราะเจอพี่ยามแล้ว และเห็นคน 2-3 คนของบริษัทที่อาคารริมน้ำใกล้ๆ ในระยะสายตา แต่ในชั่วครู่นั้น ผมกลับรู้สึกแปลก ตรงที่จู่ๆเพลงที่เปิดไว้เงียบไป เลยตัดสินใจหันหลังกลับไปดูที่โต๊ะพี่ยาม กลับเห็นเป็นโต๊ะยามว่างๆ เลยเดินย้อนไปที่โต๊ะพี่ยามกลับเห็นเป็นโต๊ะเปียกๆเพราะน่าจะโดนฝนตั้งแต่ตอนเย็น ไม่มีร่องรอยการนั่งที่เก้าอี้หรือใช้งานมาก่อนหลังจากโดนฝนแน่นอน ผมเลยวิ่งไปที่มอเตอร์ไซค์และบิดกลับบ้านอย่างไวโดยไม่คิดอะไรแล้ว โดยที่ถึงบ้าน 4 ทุ่มกว่าๆ หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านวันเสาร์อาทิตย์มา วันจันทร์ผมก็กลับมาที่เดิมโดยมาเร็วหน่อยเนื่องจากอยากมาให้ทันป้ายามกลางวัน ผมมาเจอป้ายามตอนเย็นวันจันทร์ และเล่าเหตุการณ์เรื่องพี่ยามให้ป้ายามฟังแกก็ถามถึงรูปพรรณสันฐานและแกก็สรุปได้ทันทีว่าเป็นคนที่จมน้ำตายในอ่างเก็บน้ำตรงอาคารนี้เลยเพราะลงไปช่วยแมวที่ตกน้ำข้างๆอาคารสโมสรนี้เมื่อราวๆเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากน้ำลึกมากและเขาลืมตัวโดยลงไปขณะยังสะพายกระเป๋าเป้เและใส่คอมแบทเลยว่ายน้ำไม่ได้ (โดยที่ไม่ได้เล่าเรื่องในอาคารให้ป้ายามฟัง) เรื่องทั้งหมดก็ประมานนี้ครับ 
ยังไงคอมเม้นกันมาได้นะครับ ชอบหรือไม่ชอบยังไง บอกกันได้ครับ 
ปล.ยังพอมีเรื่องเล่าอีก 3-4 เรื่องในมหาลัยนะครับยังไงถ้ามีคนชอบเยอะๆจะมาเล่าต่อครับ
ปล2.ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการเล่าต่อนะครับ แต่รบกวนขอเครดิตหรือหลังไมค์มาบอกกันนิดนึงก็พอหรือจะให้ผมไปเล่าในรายการผีติดต่อมาได้นะครับ 555
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่