"The Lost Villages" หมู่บ้านที่สูญหาย

The Port of Antwerp


(Antwerp ในศตวรรษที่ 17)
ในปี1843 ท่าเรือแอนต์เวิร์ป (Antwerp) ถูกเชื่อมต่อกับท่าเรือโคโลญ (Cologne) โดยทางรถไฟเพื่อข้ามพรมแดนแห่งแรกระหว่างเบลเยียมและเยอรมนี และในปี 1859 การสร้างท่าเทียบเรือ Kattendijk lock ได้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาส่วนท่าเรือใหม่ โดยภายในปี 1870 มีการเพิ่มท่าเทียบเรือใหม่แปดแห่งในท่าเรือนี้ทำให้การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นหกเท่า

ต่อมาในปี 1879 เส้นทางรถไฟที่สำคัญทั้งหมดของ Iron Rhine (รถไฟขนส่งสินค้าในเบลเยียม) ที่ไปยังเมือง Ruhr เมืองที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมนีได้เสร็จสิ้นลง และเนื่องจากมีการเชื่อมต่อทางรถไฟโดยตรงกับเขตห่างไกลของเยอรมันมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1870  ทำให้ท่าเรือ Antwerp เติบโตขึ้นอย่างมากจากปริมาณสินค้าที่หมุนเวียนอยู่ 
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองได้ดำเนินไปอย่างเต็มที่ มีเทคนิคการเดินเรือแบบใหม่ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับเอเชียและแอฟริกาได้  ดังนั้น สถานที่อันเป็นเอกลักษณ์ของ Antwerp ที่ 80 กม.ทางบกจึงเป็นจุดแข็งที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากท่าเรืออยู่ใกล้กับศูนย์การผลิตขนาดใหญ่และลูกค้าหลายล้านคน

ขนาดความจุและปริมาณสินค้าของท่าเรือ Antwerp ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อโลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 20  มีการขยายท่าเรือมีการขุดท่าเรือใหม่ และมีการเพิ่มท่าเทียบอื่น ๆ  โดยภายในปี1929 ท่าเรือAntwerp ครอบคลุมพื้นที่ 300 เฮกตาร์มีท่าสำหรับเทียบเรือที่ยาวถึง 36 กม.และสามารถขนส่งสินค้าได้มากกว่า 26 ล้านตัน

 
หมู่บ้านเก่า Wilmarsdonk ในปี 1899 Cr.ภาพ Wikimedia Commons


ในปี1956  รัฐบาลเบลเยียมได้เปิดตัวโครงการขนาดใหญ่เพื่อสร้างความทันสมัย ด้วยการก่อสร้างอาคารอุตสาหกรรมและท่าเทียบเรือใหม่ขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อท่าเรือเติบโตมากขึ้นได้กลืนหมู่บ้านที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Scheldt โดยหมู่บ้าน Lillo ไปก่อนเป็นที่แรก  และตอนนี้มีหมู่บ้านหนึ่งกำลังถูกกดดัน โดยหมู่บ้านนี้อยู่ระหว่างแม่น้ำ Scheldt และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน  แต่ปัจจุบันเป็นป้อมทหารสมัยศตวรรษที่ 16 ที่สร้างโดย William the Silent เพื่อปกป้องเมือง Antwerp  ซึ่งภายในป้อมนี้มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีผู้อยู่อาศัยประมาณสี่สิบคน และมีท่าเรือขนาดเล็กเป็นของตัวเอง

และหมู่บ้าน Oorderen และ Oosterweel จะหายตามกันไป  ในขณะที่ส่วนที่เหลือของหมู่บ้านค่อยๆหายไปแต่ Oosterweel โบสถ์ประจำตำบลในอดีตยังคงตั้งอยู่ในที่เดิม  ในเวลาต่อมาหมู่บ้าน Oorderen ได้หายไปอย่างสมบูรณ์ สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือโรงนาที่ถูกย้ายไปเมือง Bokrijk ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 100 กม.เพื่อเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งสำหรับชาวบ้าน  Wilmarsdonk เป็นหมู่บ้านสุดท้ายที่ถูกรื้อถอน แต่หอคอยของโบสถ์ได้รับการดูแลเนื่องจากเป็นส่วนที่มีความสำคัญทางสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ที่สุด


หมู่บ้าน Lillo ริมฝั่งน้ำ River Scheldt. Cr.ภาพ sigmaplan.be


หอคอยของโบสถ์ Wilmarsdonk ในปี 1965 หลังจากที่หมู่บ้านถูกย้ายออกไปทั้งหมด Cr.ภาพ Port of Antwerp


ที่มา
- Jennifer E. Cooper, How Antwerp’s Port Grew Around A Church Tower, Uncube
- How did Port of Antwerp become the largest in Europe geographically?, portofantwerp.com
- Port of Antwerp - Review and History, World Port Source
- The lost villages of the Port of Antwerp, Amazing Belgium






Lost Villages of St. Lawrence


(มุมมองทางอากาศของหมู่บ้านที่จมอยู่ใต้น้ำ ถนนและโครงสร้างอื่น ๆ ยังคงมองเห็นได้อยู่ใต้น้ำ Cr.ภาพ Louis Helbig)


ในปี1954 สหรัฐอเมริกาและแคนาดาได้ร่วมกันดำเนินโครงการวิศวกรรมขนาดใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างช่องทางเดินเรือที่มีความยาว 600 กม.ซึ่งจะช่วยให้เรือบรรทุกสินค้าทางทะเลที่เดินทางจากมหาสมุทรแอตแลนติกสามารถเข้าถึงท่าเรือภายในประเทศตามแนว Great Lakes ของอเมริกาเหนือได้
นี่คือโครงการ Seaway ที่มีจุดประสงค์ในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าจากน้ำที่จำเป็นมากให้กับภูมิภาค  ซึ่งหลังจากการก่อสร้างสี่ปี Saint Lawrence Seaway  ก็เสร็จสมบูรณ์ และถูกตั้งชื่อตามแม่น้ำ Saint Lawrence ซึ่งไหลจากทะเลสาบ Lake Ontario ไปยังมหาสมุทรแอตแลนติก 

ต่อมาในวันที่ 1 กรกฎาคม1958  เขื่อนเล็กๆที่กั้นลำน้ำที่สร้างขึ้นไว้ชั่วคราวในระหว่างการก่อสร้างๆได้แตกออก  ทำให้ชุมชนริมแม่น้ำกลุ่มเล็ก ๆ ในเมือง
ออนแทรีโอของแคนาดาใกล้กับคอร์นวอลล์ ได้หายไปใต้คลื่นของทะเลสาบ Lake St. Lawrence  ชุมชนกลุ่มเล็กๆนี้เป็นหมู่บ้านเก้าแห่ง ได้แก่ Aultsville, Dickinson's Landing, Farran's Point, Maple Grove, Mille Roches, Moulinette, Santa Cruz, Wales และ Woodlands  ซึ่งปัจจุบันเรียกรวมกันว่า "The Lost Villages"

หมู่บ้านต่างเหล่านี้ๆมาตั้งรกรากในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 โดยผู้ภักดีซึ่งเป็นชาวอาณานิคมอเมริกันที่ยังคงจงรักภักดีต่อมงกุฎของอังกฤษในช่วงสงครามอิสรภาพของอเมริกา หลังความพ่ายแพ้หลายพันคนหนีไปยังส่วนอื่น ๆ ของจักรวรรดิอังกฤษที่ตอนนี้คือแคนาดา และหมู่บ้านที่สาบสูญส่วนใหญ่ที่นี่อาศัยอยู่โดยลูกหลานของผู้ภักดี ในช่วงเวลาของการก่อสร้าง Seaway 
 


St. Lawrence Seaway ในปี1959 ซึ่งเป็นปีที่สร้างเสร็จ
Cr. Library and Archives Canada และ National Film Board
Lost Villages Museum ใกล้ Long Sault Cr.ภาพ P199 / Wikimedia
น้ำที่ท่วมในทะเลสาบ St. Lawrence ได้ทำลายพื้นที่เพาะปลูกสำคัญ และสวนผลไม้ที่โตเต็มที่แล้วกว่า 8,000 เฮกตาร์ และยังทำให้ผู้คนกว่า 6,500 คนพลัดถิ่น  ผู้อยู่อาศัยถูกย้ายไปยังชุมชนใหม่สองแห่งคือ Long Sault และ Ingleside อาคารประมาณห้าร้อยหลังถูกย้ายไป รวมทั้งบ้าน,โรงเรียน และธุรกิจอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วนที่ถูกรื้อถอน  แม้แต่ทางรถไฟและทางหลวงก็ต้องย้ายออกจากเขตน้ำท่วม ถนนหลายสายเหล่านี้ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ใต้ผืนน้ำจนถึงทุกวันนี้
ในปี1977 สมาคมประวัติศาสตร์ Lost Villages ก่อตั้งขึ้น โดยมีภารกิจในการให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับการสูญเสียชุมชนที่เคยมีอยู่ ริมแม่น้ำ
St. Lawrence River  ปัจจุบัน มีพิพิธภัณฑ์ใน Ault Park อยู่ใกล้กับ Long Sault ที่อุทิศให้กับหมู่บ้านที่สูญหายซึ่งมีโบราณวัตถุหลายชิ้นที่ได้รับการกู้คืนจากในชุมชน
ที่มา
Wikipedia / www.ghosttownpix.com / The Canadian Encyclopedia





Britain’s Thankful Villages


(ป้ายอนุสรณ์หมู่บ้าน Thankful Village, Saxby โดย Medwyn Parry และ Dougie Bancroft Cr.ภาพ Alan Murray-Rust)


อนุสรณ์สถานสงครามเป็นภาพที่คุ้นเคยในเมืองและหมู่บ้านต่างๆทั่วสหราชอาณาจักรซึ่งจะจดจำการเสียสละของชายหนุ่มหลายล้านคนในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่มีหมู่บ้านไม่กี่แห่งที่ไม่มีอนุสรณ์สถานสงคราม แต่หมู่บ้านเหล่านี้ก็มีส่วนร่วมในสงครามเช่นกัน แต่ด้วยความโชคดีที่ในหมู่บ้านเหล่านี้ไม่ได้
มีใครเป็นอะไรแม้แต่คนเดียว ซึ่งหมู่บ้าน 53 หมู่บ้านจากจำนวน 16,000 เหล่านี้เรียกว่า  “Thankful Villages”   โดยคำนี้ได้รับการประกาศเกียรติคุณโดย Arthur Mee นักเขียนและนักข่าวชาวอังกฤษในช่วงทศวรรษที่ 1930
ในตอนแรก Mee ระบุว่ามีหมู่บ้านแค่ 32 แห่ง แต่การวิจัยล่าสุดพบว่ามีอย่างน้อย 53 ตำบลกระจายทั่วอังกฤษและเวลส์ แต่ยังไม่มีการระบุว่าเป็นที่ใดทั้งในสกอตแลนด์หรือไอร์แลนด์ นอกจากนี้นักวิจัยยังพบอีก 14 ตำบลที่โชคดีที่ไม่มีผู้ชายตายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอีกด้วย จึงเรียกหมู่บ้านเหล่านี้ว่า “doubly thankful”  ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่ชุมชนเหล่านี้ไม่ได้มีงานเฉลิมฉลองความโชคดีของพวกเขามาหลายสิบปี เพราะชุมชนอีกหลายพันแห่งมีความเศร้าโศกจากการตายของชายในหมู่บ้านตน ทำให้ “Thankful Villages” จำนวนหนึ่งไม่มีความสุขที่จะจัดงาน 

มีอนุสรณ์สถานที่ชัดเจนที่สุดอยู่ที่ Knowlton ใน Kent ซึ่งมีการสร้างไม้กางเขน เพื่อเป็นเกียรติแก่ชายสิบสองคนที่ต่อสู้ในสงคราม และโชคดีที่ได้กลับมา Knowlton มีชื่อเสียงอีกอย่างหนึ่งในการส่งประชากรจำนวนมากที่สุดไปยังกองทัพ จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นหมู่บ้าน "กล้าหาญ" โดยหนังสือพิมพ์แห่งชาติ  อย่างไรก็ตาม ยังมีหมู่บ้านอีกแห่งคือหมู่บ้าน Arkholme ใน Lancashire ที่ส่งผู้ชายเข้าร่วมสงครามในจำนวนมากที่สุด ( 59 คนจากประชากร 320 คน) และทั้งหมดกลับมาอย่างมีชีวิต


ทหารอาสาจาก Brimington เมื่อปี 1914 อย่างน้อยสองคนถูกสังหารที่ Passchendaele


อนุสรณ์สถานที่วิจิตรบรรจงอีกแห่งคือที่หมู่บ้าน Catwick ใน East Yorkshire เมื่อชาย 30 คนจากหมู่บ้านไปทำสงคราม ช่างตีเหล็กในท้องถิ่นคนหนึ่งชื่อJohn Hugill ได้ตอกเหรียญสำหรับชายแต่ละคนไว้ที่เสาประตูใต้เกือกม้านำโชคที่อยู่ภายในโรงตีเหล็กของเขา ซึ่งทุกคนกลับมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บยกเว้นคนหนึ่งที่แขนขาด  ดังนั้น Hugill จึงนำเหรียญหนึ่งออกมาตัดแล้วตอกกลับเข้าไปใหม่

สองทศวรรษต่อมาเมื่อชายของ Catwick ออกไปทำสงครามอีกครั้งในการต่อต้านฮิตเลอร์ของเยอรมนี  Hugillได้ตอกเหรียญในแบบเดียวกัน และอีกครั้งที่ชายทุกคนกลับมาอย่างปลอดภัย ทำให้หมู่บ้าน Catwick กลายเป็นหนึ่งใน “doubly thankful villages”(หมู่บ้านขอบคุณทวีคูณ) ที่หายาก


(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา)
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่