ตามหัวข้อครับ ผมอยากให้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ว่าใครเคยมีประสบการณ์แบบนี้บ้างไหม
ผมคุยกับรุ่นพี่คนนึงอยู่ ความสัมพันธ์แบบเหมือนแฟนกันทุกอย่างเลย แต่ไม่มีสถานะว่าเป็นแฟนกัน ไม่มีใครรู้ว่าคุยกันด้วย
ขอเล่าย้อนความไปตั้งแต่วันแรกที่คุยกันเลยละกันครับ ผมเป็นน้องเฟรชชี่ปี 1 ที่พึ่งเข้ามาเรียนในมหาลัย ด้วยความที่เป็นเด็กเมืองกรุงมาก่อน เลยทำให้ไม่ค่อยคุ้นชินกับต่างจังหวัดเท่าไร ปรับตัวค่อนข้างลำบาก แต่ก็พออยู่ได้ ด้วยความเป็นเฟรชชี่ปี 1 เราก็ต้องมีรุ่นพี่ปี 2 คอยดูแลถูกไหมครับ แบบมีพี่รหัส ป้า ลุง ยาย ย่า ทวด อะไรทั้งหลายตามสายรหัสของเรา แล้วก็ต้องตามหาพี่เทคอะไรแบบนี้ ประเด็นคือผมกับรุ่นพี่ที่ผมคุยด้วยเนี่ย เราไม่ถูกชะตากันตั้งแต่วันแรกแล้วครับ เอาง่ายๆคือ เราไม่เคยคุยกันเวลาเจอหน้า ไม่เคยยิ้มให้กัน เหมือนเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกันทั้งที่เราก็เป็นพี่น้องในเอกเดียวกัน แต่อยู่ๆก็เหมือนชะตาฟ้าลิขิตอะไรไม่รู้ ให้พวกเราได้มาคุยกันแบบไม่ได้ตั้งใจ แล้วกลายเป็นว่ามันทำให้เราสองคน รักแล้วก็ผูกพันธ์กันซะงั้น ผมขอใช้นามสมมุติให้พี่ปีสองคนนี้ว่า พี่ น. ละกันครับ
ก่อนที่ผมจะมาคุยกับพี่ น. เนี่ย ผมเคยแอบชอบเพื่อนในห้องคนนึงครับ ขอใช้นามแฝงว่า ด. ซึ่งเพื่อนคนอื่นเนี่ยก็สนับสนุนเต็มที่เลยว่าให้คุยกัน พัฒนาความสัมพันธ์กันไปเรื่อยๆ ใครจะไปรอละครับ ผมก็คุยกับ ด. สิครับ เราก็คุยกันไปเรื่อยๆนี่แหละครับ มีหยอดกันในห้องบ้าง ผมก็เล่นมุขเสี่ยวๆจีบเขาเป็นภาษาอังกฤษบ้าง (ผมเรียนเอกอิ๊ง) อาจารย์ที่สอนก็มักจะปูทางให้ผมเล่นมุกเสี่ยวๆตลอดอะไรแบบนี้ ก็นั่นแหละครับ ก็คุยกันมาช่วงนึงที่แบบรู้สึกดีมากๆ จนผมตัดสินใจว่าจะลองขอเขาคบดู จะสมหวังหรือผิดหวังก็วัดกันตรงนี้แหละครับ อยากรักก็ต้องเสี่ยง
ส่วนวันที่ผมกับพี่ น. ได้มาคุยกันเนี่ย มันเป็นช่วงประกวดดาวเดือนของมหาลัยครับ คือเพื่อนในห้องที่ประกวดดาวเดือนเนี่ยต้องมีเพื่อน มีพี่ไปคอยดูแลช่วงซ้อมด้วย ซึ่งพี่ น. ก็ต้องไปช่วยดูแลเพื่อนของผมช่วงซ้อมเหมือนกัน ส่วนผมไม่ได้อยู่ดูเพื่อนซ้อมเพราะต้องกลับบ้าน เนื่องจากผมไม่ได้อยู่หอพักของทางมหาลัย ช่งเย็นวันนั้นผมก็ใช้ชีวิตอยู่บ้านตามปกติ จนมีข้อความเข้ามาในโทรศัพท์ พี่ น. ทักมาปรึกษาผมเรื่องที่พี่เขาแอบชอบน้องปีหนึ่งคนนึงอยู่ครับ หลังจากนั้นก็เลยทำให้เราได้มีโอกาสคุยกัน แลกเปลี่ยนเรื่องราวอะไรของกันและกันมากขึ้น จากคนที่ไม่รู้จัก ไม่สนิท ไม่เคยคุยกัน ไม่ถูกชะตากัน ก็เปลี่ยนไปเป็นคนที่สนิทมากขึ้น แล้วเราก็มักจะรับฟังปัญหาของกันและกันบ่อยๆ มันน่าแปลกตรงที่พี่เขาเลือกจะเชื่อใจผมว่าผมจะไม่บอกใครทั้งเราไม่รู้จักกันมาก่อน มันเลยทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่าผมเป็นที่พึ่งของเขาจริงๆแล้วก็ไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง จนวันนึงพี่เขาก็พูดมาว่าเขาเคยชอบผมตอนแรก แต่คิดว่าผมเป็นคนเจ้าชู้เลยไม่อยากยุ่ง รวมถึงรู้เรื่องที่ผมจีบ ด. อยู่ด้วย มันเลยทำให้พี่เขาเฉยๆกับผมไป จนได้มาคุยกันอีกรอบ เลยได้มีโอกาสปรับความเข้าใจกัน
แต่จุดพีคของเรื่องนี้ก็คือ คนที่พี่ น. แอบชอบ คือเพื่อนสนิทของผม ใช้นามแฝงว่า ธ. ซึ่งเรื่องที่พี่เขามาปรึกษาก็คือ ไอ้ธ.ก็รู้สึกดีกับพี่ น. เหมือนกัน มันทำดีให้กับพี่เขาทุกอย่าง ในช่วงที่ต้องเฝ้าซ้อมประกวดดาวเดือน ธ. มันก็จะมีโอกาสได้อยู่กับพี่ น. ตลอด จนวันนึงที่พี่เขารู้สึกดีขึ้นมา มันก็สารภาพว่ามันยังลืมแฟนเก่าที่คบกันมาไม่ได้ มันบอกให้พี่ น. เลิกรอมัน แล้วกลับไปเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม ผมเองก็ค่อนข้างช็อคเล็กน้อยไม่คิดว่าจะเป็นคนใกล้ตัวแบบนี้ ตอนนั้นคือ พี่น. เสียใจมากๆ คือถึงขั้นที่ว่าโทรมาร้องไห้กับผมในสาย ซึ่งมันก็เป็นนิสัยของผมที่ไม่ค่อยชอบเห็นใครร้องไห้ ผมก็อยู่ปลอบพี่เขาตั้งแต่แต่สี่ทุ่มยันตีสองครับ คืนนั้นคือนอนไม่หลับจริงๆ (แต่รู้ตัวอีกทีคือพี่ น.อะหนีผมนอนไปละ -.-) แต่สุดท้ายก็ต้องนอนแหละตอนเช้ามีเรียน
เวลาก็ผ่านมาเรื่อยๆครับเราสองคนก็คุยกันอยู่ตามปกติ จนวันที่ประกวดดาวเดือนมาถึง ผมต้องค้างหอเพื่อนเพราะงานเลิกดึก ซึ่งผมตั้งใจว่าผมจะขอ ด. คบวันนี้ โดยที่ผมแอบไปนัดกับรุ่นพี่นักดนตรีไว้ว่าจะขึ้นไปร้องเพลงบอกความในใจแล้วขอคบ ด. หลังจากร้องเพลงจบ แต่ยังไม่ทันได้ทำ มันก็มีเรื่องมาให้ผมช็อคอีกรอบ ผมเห็นรุ่นพี่ผู้ชายคนนึงนั่งอยู่ข้างๆ ด. นั่งตั้งแต่ช่วงกลางงานจนจบงาน ตอนนั้นผมจำความรู้สึกได้ดีเลยว่าต้องกลั้นน้ำตาท่ามกลางเสียงกรี๊ดของคนในงานกับเสียงเฮของเพื่อนที่นั่งอยู่ นึกดูครับต้องพยายามขนาดไหน ในขณะที่เพื่อนเฮฮากรี้ดผู้หญิงบนเวที ผมต้องนั่งกลั้นน้ำตาตัวเองเอาไว้ทำเป็นว่าโอเคให้มากที่สุด แล้วช่วงเสร็จงาน ก็ต้องไปเก็บของที่ตึกคณะกลับหอ ตอนนั้นก็มืดแล้ว ผมแยกตัวขับรถออกมาข้างนอกคนเดียว ผมเป็นคนที่เวลารู้สึกไม่โอเคจะชอบออกมาขับรถเล่นข้างนอกครับ มันรู้สึกสบายใจแล้วก็ทำให้หัวโล่ง จริงๆถ้าแค่ออกมาขับรถคงไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนั้นทุกคนรู้ว่าผมไม่โอเคแล้วถนนแถวนั้นมันมืดมาก พอกลับมาทุกคนก็เหมือนจะเป็นห่วง แต่ผมก็อ้างไปว่าผมแค่ไปซื้อของแล้วก็ทำตัวปกติ ก่อนจะแยกย้ายกันไปส่งเพื่อนๆและรุ่นพี่กลับหอพักด้วยมอเตอร์ไซค์ที่มีอยู่กัน จนรอบสุดท้ายที่ต้องวนมารับคนที่เหลือก็จะมีเพื่อนของผม แล้วก็พี่ น. ตอนนั้นพี่ น. ไม่พูดอะไรเดินมาขึ้นซ้อนท้ายรถผมทันที เพื่อนของผมก็ไปขึ้นรถเพื่อนอีกคนก่อนจะขับออกไป โดยที่ผมขับอยู่หลังสุด พี่เขาก็พูดปลอบใจผมทุกอย่าง บอกผมไม่ให้ทำแบบนี้อีกเขาเป็นห่วงมากๆ หลังจากที่ขับรถไปส่งที่หอหญิงแล้วพี่เขาก็กำชับมาอีกว่าให้รีบเข้าห้องไม่ให้ออกไปไหนแล้ว (ก่อนหน้านั้นมีเพื่อนโทรมาชวนผมไปกินเหล้าข้างนอกแล้วพี่เขาได้ยิน) แถมวันต่อมาช่วงเย็นที่ผมกำลังกลับบ้านจะต้องนั่งรถของมหาลัยกลับ พี่เขาก็ตามมาเพื่อนั่งรถกลับบ้านกับผมเพราะกลัวผมไม่โอเค ช่วงที่อยู่บนรถคือแอร์มันเย็น ผมก็ถอดเสื้อคลุมเอาไปคลุมให้ไม่ให้เขาหนาว พี่เขาก็ยื่นมือมาจับมือผมแล้วบอกว่าเขาเป็นห่วงผมมากๆ มันทำให้ผมรู้สึกว่าความสัมพันธ์เรามันเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และผมเองก็รู้สึกดีด้วยเหมือนกัน
ต่อไปจะเป็นช่วงที่ผมกับพี่ น. จะเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์กันแบบจริงๆจังแล้ว เดี๊ยวมาเล่าต่อถ้ามีคนสนใจอยากอ่านอีก
เริ่มต้นความสัมพันธ์แบบไม่ตั้งใจ แล้วก็จบกันไปแบบไม่พูดลากันสักคำ?
ผมคุยกับรุ่นพี่คนนึงอยู่ ความสัมพันธ์แบบเหมือนแฟนกันทุกอย่างเลย แต่ไม่มีสถานะว่าเป็นแฟนกัน ไม่มีใครรู้ว่าคุยกันด้วย
ขอเล่าย้อนความไปตั้งแต่วันแรกที่คุยกันเลยละกันครับ ผมเป็นน้องเฟรชชี่ปี 1 ที่พึ่งเข้ามาเรียนในมหาลัย ด้วยความที่เป็นเด็กเมืองกรุงมาก่อน เลยทำให้ไม่ค่อยคุ้นชินกับต่างจังหวัดเท่าไร ปรับตัวค่อนข้างลำบาก แต่ก็พออยู่ได้ ด้วยความเป็นเฟรชชี่ปี 1 เราก็ต้องมีรุ่นพี่ปี 2 คอยดูแลถูกไหมครับ แบบมีพี่รหัส ป้า ลุง ยาย ย่า ทวด อะไรทั้งหลายตามสายรหัสของเรา แล้วก็ต้องตามหาพี่เทคอะไรแบบนี้ ประเด็นคือผมกับรุ่นพี่ที่ผมคุยด้วยเนี่ย เราไม่ถูกชะตากันตั้งแต่วันแรกแล้วครับ เอาง่ายๆคือ เราไม่เคยคุยกันเวลาเจอหน้า ไม่เคยยิ้มให้กัน เหมือนเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกันทั้งที่เราก็เป็นพี่น้องในเอกเดียวกัน แต่อยู่ๆก็เหมือนชะตาฟ้าลิขิตอะไรไม่รู้ ให้พวกเราได้มาคุยกันแบบไม่ได้ตั้งใจ แล้วกลายเป็นว่ามันทำให้เราสองคน รักแล้วก็ผูกพันธ์กันซะงั้น ผมขอใช้นามสมมุติให้พี่ปีสองคนนี้ว่า พี่ น. ละกันครับ
ก่อนที่ผมจะมาคุยกับพี่ น. เนี่ย ผมเคยแอบชอบเพื่อนในห้องคนนึงครับ ขอใช้นามแฝงว่า ด. ซึ่งเพื่อนคนอื่นเนี่ยก็สนับสนุนเต็มที่เลยว่าให้คุยกัน พัฒนาความสัมพันธ์กันไปเรื่อยๆ ใครจะไปรอละครับ ผมก็คุยกับ ด. สิครับ เราก็คุยกันไปเรื่อยๆนี่แหละครับ มีหยอดกันในห้องบ้าง ผมก็เล่นมุขเสี่ยวๆจีบเขาเป็นภาษาอังกฤษบ้าง (ผมเรียนเอกอิ๊ง) อาจารย์ที่สอนก็มักจะปูทางให้ผมเล่นมุกเสี่ยวๆตลอดอะไรแบบนี้ ก็นั่นแหละครับ ก็คุยกันมาช่วงนึงที่แบบรู้สึกดีมากๆ จนผมตัดสินใจว่าจะลองขอเขาคบดู จะสมหวังหรือผิดหวังก็วัดกันตรงนี้แหละครับ อยากรักก็ต้องเสี่ยง
ส่วนวันที่ผมกับพี่ น. ได้มาคุยกันเนี่ย มันเป็นช่วงประกวดดาวเดือนของมหาลัยครับ คือเพื่อนในห้องที่ประกวดดาวเดือนเนี่ยต้องมีเพื่อน มีพี่ไปคอยดูแลช่วงซ้อมด้วย ซึ่งพี่ น. ก็ต้องไปช่วยดูแลเพื่อนของผมช่วงซ้อมเหมือนกัน ส่วนผมไม่ได้อยู่ดูเพื่อนซ้อมเพราะต้องกลับบ้าน เนื่องจากผมไม่ได้อยู่หอพักของทางมหาลัย ช่งเย็นวันนั้นผมก็ใช้ชีวิตอยู่บ้านตามปกติ จนมีข้อความเข้ามาในโทรศัพท์ พี่ น. ทักมาปรึกษาผมเรื่องที่พี่เขาแอบชอบน้องปีหนึ่งคนนึงอยู่ครับ หลังจากนั้นก็เลยทำให้เราได้มีโอกาสคุยกัน แลกเปลี่ยนเรื่องราวอะไรของกันและกันมากขึ้น จากคนที่ไม่รู้จัก ไม่สนิท ไม่เคยคุยกัน ไม่ถูกชะตากัน ก็เปลี่ยนไปเป็นคนที่สนิทมากขึ้น แล้วเราก็มักจะรับฟังปัญหาของกันและกันบ่อยๆ มันน่าแปลกตรงที่พี่เขาเลือกจะเชื่อใจผมว่าผมจะไม่บอกใครทั้งเราไม่รู้จักกันมาก่อน มันเลยทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่าผมเป็นที่พึ่งของเขาจริงๆแล้วก็ไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง จนวันนึงพี่เขาก็พูดมาว่าเขาเคยชอบผมตอนแรก แต่คิดว่าผมเป็นคนเจ้าชู้เลยไม่อยากยุ่ง รวมถึงรู้เรื่องที่ผมจีบ ด. อยู่ด้วย มันเลยทำให้พี่เขาเฉยๆกับผมไป จนได้มาคุยกันอีกรอบ เลยได้มีโอกาสปรับความเข้าใจกัน
แต่จุดพีคของเรื่องนี้ก็คือ คนที่พี่ น. แอบชอบ คือเพื่อนสนิทของผม ใช้นามแฝงว่า ธ. ซึ่งเรื่องที่พี่เขามาปรึกษาก็คือ ไอ้ธ.ก็รู้สึกดีกับพี่ น. เหมือนกัน มันทำดีให้กับพี่เขาทุกอย่าง ในช่วงที่ต้องเฝ้าซ้อมประกวดดาวเดือน ธ. มันก็จะมีโอกาสได้อยู่กับพี่ น. ตลอด จนวันนึงที่พี่เขารู้สึกดีขึ้นมา มันก็สารภาพว่ามันยังลืมแฟนเก่าที่คบกันมาไม่ได้ มันบอกให้พี่ น. เลิกรอมัน แล้วกลับไปเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม ผมเองก็ค่อนข้างช็อคเล็กน้อยไม่คิดว่าจะเป็นคนใกล้ตัวแบบนี้ ตอนนั้นคือ พี่น. เสียใจมากๆ คือถึงขั้นที่ว่าโทรมาร้องไห้กับผมในสาย ซึ่งมันก็เป็นนิสัยของผมที่ไม่ค่อยชอบเห็นใครร้องไห้ ผมก็อยู่ปลอบพี่เขาตั้งแต่แต่สี่ทุ่มยันตีสองครับ คืนนั้นคือนอนไม่หลับจริงๆ (แต่รู้ตัวอีกทีคือพี่ น.อะหนีผมนอนไปละ -.-) แต่สุดท้ายก็ต้องนอนแหละตอนเช้ามีเรียน
เวลาก็ผ่านมาเรื่อยๆครับเราสองคนก็คุยกันอยู่ตามปกติ จนวันที่ประกวดดาวเดือนมาถึง ผมต้องค้างหอเพื่อนเพราะงานเลิกดึก ซึ่งผมตั้งใจว่าผมจะขอ ด. คบวันนี้ โดยที่ผมแอบไปนัดกับรุ่นพี่นักดนตรีไว้ว่าจะขึ้นไปร้องเพลงบอกความในใจแล้วขอคบ ด. หลังจากร้องเพลงจบ แต่ยังไม่ทันได้ทำ มันก็มีเรื่องมาให้ผมช็อคอีกรอบ ผมเห็นรุ่นพี่ผู้ชายคนนึงนั่งอยู่ข้างๆ ด. นั่งตั้งแต่ช่วงกลางงานจนจบงาน ตอนนั้นผมจำความรู้สึกได้ดีเลยว่าต้องกลั้นน้ำตาท่ามกลางเสียงกรี๊ดของคนในงานกับเสียงเฮของเพื่อนที่นั่งอยู่ นึกดูครับต้องพยายามขนาดไหน ในขณะที่เพื่อนเฮฮากรี้ดผู้หญิงบนเวที ผมต้องนั่งกลั้นน้ำตาตัวเองเอาไว้ทำเป็นว่าโอเคให้มากที่สุด แล้วช่วงเสร็จงาน ก็ต้องไปเก็บของที่ตึกคณะกลับหอ ตอนนั้นก็มืดแล้ว ผมแยกตัวขับรถออกมาข้างนอกคนเดียว ผมเป็นคนที่เวลารู้สึกไม่โอเคจะชอบออกมาขับรถเล่นข้างนอกครับ มันรู้สึกสบายใจแล้วก็ทำให้หัวโล่ง จริงๆถ้าแค่ออกมาขับรถคงไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนั้นทุกคนรู้ว่าผมไม่โอเคแล้วถนนแถวนั้นมันมืดมาก พอกลับมาทุกคนก็เหมือนจะเป็นห่วง แต่ผมก็อ้างไปว่าผมแค่ไปซื้อของแล้วก็ทำตัวปกติ ก่อนจะแยกย้ายกันไปส่งเพื่อนๆและรุ่นพี่กลับหอพักด้วยมอเตอร์ไซค์ที่มีอยู่กัน จนรอบสุดท้ายที่ต้องวนมารับคนที่เหลือก็จะมีเพื่อนของผม แล้วก็พี่ น. ตอนนั้นพี่ น. ไม่พูดอะไรเดินมาขึ้นซ้อนท้ายรถผมทันที เพื่อนของผมก็ไปขึ้นรถเพื่อนอีกคนก่อนจะขับออกไป โดยที่ผมขับอยู่หลังสุด พี่เขาก็พูดปลอบใจผมทุกอย่าง บอกผมไม่ให้ทำแบบนี้อีกเขาเป็นห่วงมากๆ หลังจากที่ขับรถไปส่งที่หอหญิงแล้วพี่เขาก็กำชับมาอีกว่าให้รีบเข้าห้องไม่ให้ออกไปไหนแล้ว (ก่อนหน้านั้นมีเพื่อนโทรมาชวนผมไปกินเหล้าข้างนอกแล้วพี่เขาได้ยิน) แถมวันต่อมาช่วงเย็นที่ผมกำลังกลับบ้านจะต้องนั่งรถของมหาลัยกลับ พี่เขาก็ตามมาเพื่อนั่งรถกลับบ้านกับผมเพราะกลัวผมไม่โอเค ช่วงที่อยู่บนรถคือแอร์มันเย็น ผมก็ถอดเสื้อคลุมเอาไปคลุมให้ไม่ให้เขาหนาว พี่เขาก็ยื่นมือมาจับมือผมแล้วบอกว่าเขาเป็นห่วงผมมากๆ มันทำให้ผมรู้สึกว่าความสัมพันธ์เรามันเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และผมเองก็รู้สึกดีด้วยเหมือนกัน
ต่อไปจะเป็นช่วงที่ผมกับพี่ น. จะเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์กันแบบจริงๆจังแล้ว เดี๊ยวมาเล่าต่อถ้ามีคนสนใจอยากอ่านอีก