กำไรบจ.ไตรมาส 3 ‘ดิ่งหนัก’ แรงกดดันกลุ่มท่องเที่ยว-โรงกลั่น ขาดทุนต่อเนื่อง
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/904079
บล.ทิสโก้ คาดกำไรบจ.ไตรมาส 3/63 ที่1.03 แสนล้านบาท ลดลง 45% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เหตุกลุ่มท่องเที่ยว-สายการบินยังขาดทุนต่อเนื่อง รวมถึงเกือบทุกอุตสาหกรรมกำไรยังหดตัว คาดทั้งปีนี้กำไร 4.7 แสนล้าน ด้านบล.เอเซีย พลัส หวังไตรมาส 4/63 เริ่มฟื้น
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในช่วงไตรมาส 3ปี2563 โดยรวมเชื่อว่ายังคงอ่อนตัว เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยจากการประเมินบจ.จำนวน 114 บริษัท ที่ฝ่ายวิจัยมีบทวิเคราะห์ครอบคลุม คาดว่าบริษัททั้งหมดจะทำกำไรสุทธิที่ 1.03 แสนล้านบาท ลดลงประมาณ 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ฟื้นตัวได้เล็กน้อยประมาณ 9% จากช่วงไตรมาส 2 ปี 2563
ทั้งนี้กำไรที่หดตัวแรงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนนั้น เพราะ ถูกถ่วงด้วยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวที่ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาทิ กลุ่มโรงแรม,สายการบิน และสนามบิน ที่คาดว่าจะยังมีผลขาดทุนอยู่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงหุ้นในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นที่คาดว่าจะยังมีผลขาดทุนเช่นกันจากอัตราค่าการกลั่นที่ปรับตัวลดลงในระดับต่ำมาก
ขณะที่ในส่วนของกำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีผลต่อน้ำหนักของตลาดหุ้นไทยอย่างเช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มพลังงานเบื้องต้นก็คาดว่ากำไรจะปรับลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนเช่นกัน เพราะแต่ละแบงก์ยังมีการตั้งสำรองหนี้ที่ยังมากกว่าคาด รวมถึงปริมาณการขายและราคาน้ำมันที่ยังคงรับแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มค้าปลีกเชื่อว่ายังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแออยู่
“กลุ่มหุ้นหลักๆส่วนใหญ่กำไรยังคงปรับตัวลดลงเกือบทุกอุตสาหกรรม ยกเว้นเพียงกลุ่มวัสดุก่อสร้างและกลุ่มสิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่คาดว่ากำไรยังแข็งแกร่งอยู่ ดังนั้นการประกาศผลประกอบการไตรมาสนี้จึงไม่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดได้มากนัก”
นายอภิชาติ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มกำไรของบจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี2563 คาดว่าน่าจะเริ่มฟื้นตัวจากช่วงไตรมาส 3ปี2563 เนื่องจาก เริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบพิเศษ (STV) ซึ่งนักท่องเที่ยวจากจีนจะเป็นกลุ่มแรก ประกอบกับ คาดว่าการบริโภคอุปโภคภายในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์การเมืองว่าจะมาซ้ำเติมเพิ่มอีกหรือไม่ อย่างไรก็ตามแม้กำไรบจ.จะดูดีขึ้นแต่ก็น่าจะยังปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งคาดว่าจะกลับมาเห็นกำไรเติบโตอีกครั้งคือในช่วงไตรมาส 1 ปี2564 เป็นต้นไป
นอกจากนี้คาดว่ากำไรสุทธิทั้งปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 4.7 แสนล้านบาท หรือลดลง 39% จากปีก่อนที่ทำได้ 7.8 แสนล้านบาท เพราะผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้หลายประเทศมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์หรือปิดประเทศและกระทบต่อภาพรวมการดำเนินธุรกิจ รวมถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ยังคงยืดเยื้อ ส่วนแนวโน้มกำไรบจ.ปี2564 คาดว่าจะพลิกกลับมาเติบโต 37% หรือระดับ 6.5 แสนล้านบาท
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส จำกัด กล่าวว่า คาดกำไรบจ.ในงวดไตรมาส 3ปี 2563 น่าจะใกล้เคียงระดับ 2 แสนล้านบาทหรืออยู่ที่ราว 1.8-2 แสนล้านบาท ซึ่งแม้จะดูเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ถือว่ายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ปกติมักทำได้ประมาณ 2.2-2.9 แสนล้านบาทต่อไตรมาส โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาถือว่ากำไรของบจ.ออกมาค่อนข้างต่ำมาก เพราะไตรมาส 1ปี2563 มีกำไรเพียง 8 หมื่นกว่าล้านบาท และไตรมาส 2ปี2563 อยู่ที่ระดับ 1.17 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตามเชื่อว่ากำไรบจ.ได้ผ่านจุดต่ำสุดของปีนี้ไปแล้ว ซึ่งหลังจากนี้คาดว่าแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจะมีกำไรฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ เพราะแรงกดดันจากผลกระทบโควิด-19 เริ่มลดน้อยลง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4ปี2563 คาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาหนาแน่นมากขึ้น โดยเฉพาะแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและกำลังซื้อภายในประเทศที่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น
'เสรีพิศุทธิ์' แนะรบ.-นศ.เจรจาหาข้อยุติขัดแย้ง - นำรธน.ฉบับปชช.มาพิจารณา
https://voicetv.co.th/read/EIIVNzTl5
“เสรีพิศุทธิ์” แนะรัฐบาล - นักศึกษา เจรจาหาข้อยุติขัดแย้ง ปมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมาพิจารณา ท้านายกฯ ลาออก แลกตำแหน่ง ส.ส.
พลตำรวจเอก
เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เชื่อว่า พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะไม่ลาออกตามที่ผู้ชุมนุมเรียกร้อง และมองว่าเวทีนี้เป็นเวทีที่ให้รัฐบาลมาแก้ตัว มากกว่าแก้ปัญหา ไม่ได้ประโยชน์ เพราะนักศึกษาไม่มีโอกาสเข้ามาชี้แจง เสียเวลา ส.ว และ สว. เพราะอีกไม่กี่วันจะเปิดการประชุมสภาสมัยวิสามัญ พร้อมแนะนำรัฐบาล นักศึกษา เจรจาพูดคุยให้ได้ข้อยุติ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ การออกแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรี ที่ให้ถอยคนละก้าว เคาพกฏหมาย ตนเข้าใจว่า คือ การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินสถานการณ์ร้ายแรง ปล่อยตัวแกนนำ เปิดสภาสมัยวิสามัญ แต่การให้นักศึกษาถอยคนละก้าว ยังไม่ชัดเจน ว่าจะให้ทำอย่างไร
วันนี้พล.อ.
ประยุทธ์ เป็นรัฐบาลมา 6 ปี และกำลังย่างเข้าปีที่ 7 เดินบนเส้นทางการเมือง 1 แสนล้านก้าว การบอกให้ถอยคนละก้าวของนายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ถอยคนละก้าวของตน คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนำร่างฉบับประชาชนมาแก้ไข ไม่แตะหมวดสถาบัน และขอให้นักศึกษายุติการชุมนุม รอแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงขอฝากให้รัฐบาลและนักศึกษาไปพิจารณา
พร้อมกันนี้พล.ต.อ.
เสรีพิศุทธิ์ ยังท้าพล.อ.
ประยุทธ์ ให้ลาออก หากลาออก ตนก็พร้อมที่จะลาออกจากการเป็น ส.ส.
JJNY : กำไรบจ.ไตรมาส 3 ‘ดิ่งหนัก’/'เสรีพิศุทธิ์'แนะรบ.-นศ.เจรจา/'ณวัฒน์'ตอกกลับ'ปุ๋ย'/เตือนผู้ชุมนุมงดโลโก้-ท่าทางนาซี
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/904079
บล.ทิสโก้ คาดกำไรบจ.ไตรมาส 3/63 ที่1.03 แสนล้านบาท ลดลง 45% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เหตุกลุ่มท่องเที่ยว-สายการบินยังขาดทุนต่อเนื่อง รวมถึงเกือบทุกอุตสาหกรรมกำไรยังหดตัว คาดทั้งปีนี้กำไร 4.7 แสนล้าน ด้านบล.เอเซีย พลัส หวังไตรมาส 4/63 เริ่มฟื้น
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในช่วงไตรมาส 3ปี2563 โดยรวมเชื่อว่ายังคงอ่อนตัว เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยจากการประเมินบจ.จำนวน 114 บริษัท ที่ฝ่ายวิจัยมีบทวิเคราะห์ครอบคลุม คาดว่าบริษัททั้งหมดจะทำกำไรสุทธิที่ 1.03 แสนล้านบาท ลดลงประมาณ 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ฟื้นตัวได้เล็กน้อยประมาณ 9% จากช่วงไตรมาส 2 ปี 2563
ทั้งนี้กำไรที่หดตัวแรงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนนั้น เพราะ ถูกถ่วงด้วยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวที่ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาทิ กลุ่มโรงแรม,สายการบิน และสนามบิน ที่คาดว่าจะยังมีผลขาดทุนอยู่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงหุ้นในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นที่คาดว่าจะยังมีผลขาดทุนเช่นกันจากอัตราค่าการกลั่นที่ปรับตัวลดลงในระดับต่ำมาก
ขณะที่ในส่วนของกำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีผลต่อน้ำหนักของตลาดหุ้นไทยอย่างเช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มพลังงานเบื้องต้นก็คาดว่ากำไรจะปรับลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนเช่นกัน เพราะแต่ละแบงก์ยังมีการตั้งสำรองหนี้ที่ยังมากกว่าคาด รวมถึงปริมาณการขายและราคาน้ำมันที่ยังคงรับแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มค้าปลีกเชื่อว่ายังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแออยู่
“กลุ่มหุ้นหลักๆส่วนใหญ่กำไรยังคงปรับตัวลดลงเกือบทุกอุตสาหกรรม ยกเว้นเพียงกลุ่มวัสดุก่อสร้างและกลุ่มสิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่คาดว่ากำไรยังแข็งแกร่งอยู่ ดังนั้นการประกาศผลประกอบการไตรมาสนี้จึงไม่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดได้มากนัก”
นายอภิชาติ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มกำไรของบจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี2563 คาดว่าน่าจะเริ่มฟื้นตัวจากช่วงไตรมาส 3ปี2563 เนื่องจาก เริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบพิเศษ (STV) ซึ่งนักท่องเที่ยวจากจีนจะเป็นกลุ่มแรก ประกอบกับ คาดว่าการบริโภคอุปโภคภายในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์การเมืองว่าจะมาซ้ำเติมเพิ่มอีกหรือไม่ อย่างไรก็ตามแม้กำไรบจ.จะดูดีขึ้นแต่ก็น่าจะยังปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งคาดว่าจะกลับมาเห็นกำไรเติบโตอีกครั้งคือในช่วงไตรมาส 1 ปี2564 เป็นต้นไป
นอกจากนี้คาดว่ากำไรสุทธิทั้งปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 4.7 แสนล้านบาท หรือลดลง 39% จากปีก่อนที่ทำได้ 7.8 แสนล้านบาท เพราะผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้หลายประเทศมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์หรือปิดประเทศและกระทบต่อภาพรวมการดำเนินธุรกิจ รวมถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ยังคงยืดเยื้อ ส่วนแนวโน้มกำไรบจ.ปี2564 คาดว่าจะพลิกกลับมาเติบโต 37% หรือระดับ 6.5 แสนล้านบาท
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส จำกัด กล่าวว่า คาดกำไรบจ.ในงวดไตรมาส 3ปี 2563 น่าจะใกล้เคียงระดับ 2 แสนล้านบาทหรืออยู่ที่ราว 1.8-2 แสนล้านบาท ซึ่งแม้จะดูเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ถือว่ายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ปกติมักทำได้ประมาณ 2.2-2.9 แสนล้านบาทต่อไตรมาส โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาถือว่ากำไรของบจ.ออกมาค่อนข้างต่ำมาก เพราะไตรมาส 1ปี2563 มีกำไรเพียง 8 หมื่นกว่าล้านบาท และไตรมาส 2ปี2563 อยู่ที่ระดับ 1.17 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตามเชื่อว่ากำไรบจ.ได้ผ่านจุดต่ำสุดของปีนี้ไปแล้ว ซึ่งหลังจากนี้คาดว่าแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจะมีกำไรฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ เพราะแรงกดดันจากผลกระทบโควิด-19 เริ่มลดน้อยลง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4ปี2563 คาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาหนาแน่นมากขึ้น โดยเฉพาะแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและกำลังซื้อภายในประเทศที่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น
'เสรีพิศุทธิ์' แนะรบ.-นศ.เจรจาหาข้อยุติขัดแย้ง - นำรธน.ฉบับปชช.มาพิจารณา
https://voicetv.co.th/read/EIIVNzTl5
“เสรีพิศุทธิ์” แนะรัฐบาล - นักศึกษา เจรจาหาข้อยุติขัดแย้ง ปมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมาพิจารณา ท้านายกฯ ลาออก แลกตำแหน่ง ส.ส.
พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะไม่ลาออกตามที่ผู้ชุมนุมเรียกร้อง และมองว่าเวทีนี้เป็นเวทีที่ให้รัฐบาลมาแก้ตัว มากกว่าแก้ปัญหา ไม่ได้ประโยชน์ เพราะนักศึกษาไม่มีโอกาสเข้ามาชี้แจง เสียเวลา ส.ว และ สว. เพราะอีกไม่กี่วันจะเปิดการประชุมสภาสมัยวิสามัญ พร้อมแนะนำรัฐบาล นักศึกษา เจรจาพูดคุยให้ได้ข้อยุติ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ การออกแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรี ที่ให้ถอยคนละก้าว เคาพกฏหมาย ตนเข้าใจว่า คือ การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินสถานการณ์ร้ายแรง ปล่อยตัวแกนนำ เปิดสภาสมัยวิสามัญ แต่การให้นักศึกษาถอยคนละก้าว ยังไม่ชัดเจน ว่าจะให้ทำอย่างไร
วันนี้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นรัฐบาลมา 6 ปี และกำลังย่างเข้าปีที่ 7 เดินบนเส้นทางการเมือง 1 แสนล้านก้าว การบอกให้ถอยคนละก้าวของนายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ถอยคนละก้าวของตน คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนำร่างฉบับประชาชนมาแก้ไข ไม่แตะหมวดสถาบัน และขอให้นักศึกษายุติการชุมนุม รอแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงขอฝากให้รัฐบาลและนักศึกษาไปพิจารณา
พร้อมกันนี้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ ยังท้าพล.อ.ประยุทธ์ ให้ลาออก หากลาออก ตนก็พร้อมที่จะลาออกจากการเป็น ส.ส.