JJNY : โบรกฯส่งซิกปี′58 ส่อทุบสถิติ บจ.กำไรต่ำรอบ 4 ปี วัดปรอทกลุ่มพลังงาน - รับเหมาฯ - แบงก์

กระทู้คำถาม
โบรกฯ จับสัญญาณภาพรวมกำไร บจ.ปี′58 ยังน่าห่วง ลุ้นแตะ 6-7 แสนล้านบาทก็หรูมากแล้ว แถมมีโอกาสทำสถิตินิวโลว์รอบ 4 ปี

เหตุกลุ่มพลังงาน-แบงก์ปัจจัยลบกดอัตรากำไรต่อหุ้น ประเมินปีหน้าฟ้าใหม่ความสามารถการทำกำไรของ บจ.ไทยพุ่งพรวด EPS Growth โต 25% แซงหน้าตลาดหุ้นโลก โกยกำไรเฉียด 9 แสนล้าน มีแรงหนุนจากกำไรกลุ่มพลังงาน-รับเหมาฯ-แบงก์ฟื้นตัว


นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า คาดการณ์กำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปี 2558 มีแนวโน้มลดต่ำลง หลังจากช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บจ.ทำกำไรได้ 4.7 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะในไตรมาส 3/58 ที่ทำกำไรได้เพียง 3.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนของ บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) หรือ ปตท.สผ. และการตัดสำรองหนี้สูญของกลุ่มแบงก์ที่ได้รับผลกระทบจากหนี้เสียของ บมจ.สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI)

อย่างไรก็ดี โดยปกติแล้วกำไร บจ.ในแต่ละไตรมาสจะมีเฉลี่ยไตรมาสละ 2 แสนล้านบาท และหากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังร่วงลงต่อเนื่อง ก็คาดว่าจะกดดันให้กำไร บจ. โดยภาพรวมในไตรมาส 4/58 อ่อนตัวต่อเนื่อง โดยได้รับแรงกดดันจากผลการดำเนินงานของกลุ่มพลังงานเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ บล. ทิสโก้ คาดการณ์ว่า ไตรมาส 4/58 กำไรสุทธิรวมของ บจ. จะไม่เกิน 1-1.5 แสนล้านบาท แม้จะดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า และช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 65,548 ล้านบาท แต่ก็ถือว่ายังต่ำกว่าระดับปกติ โดยปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อผลการดำเนินของ บจ.ในงวดนี้ ยังเป็นเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง การตั้งสำรองของกลุ่มแบงก์ ซึ่งปกติจะมีสำรองเพิ่มขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี รวมถึงการมีค่าใช้จ่ายของพนักงานที่สูงกว่าไตรมาสอื่น ๆ เช่น การจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย หรือการจ่ายเงินโบนัสให้พนักงาน เป็นต้น

"กำไรสุทธิของ บจ.ปีนี้ ถ้าทำได้ถึงระดับ 6 แสนล้านบาท ก็ถือว่าเก่งแล้ว และถ้าทำได้ระดับนี้ก็ถือว่าต่ำสุดในรอบ 4 ปี เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่มีกำไรรวม 594,000 ล้านบาท" นายอภิชาติกล่าว

ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. เอเซีย พลัส กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยของบริษัทคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2558 ว่าน่าจะจบปีที่ 706,416 ล้านบาท และน่าจะก้าวกระโดดหรือเติบโตเป็น 888,676 ล้านบาทในปี 2559 หรือมีกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 94.55 บาทต่อหุ้น โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจที่ขาดทุนในปี 2558 อาทิ พลังงานและปิโตรเคมี -29% กลุ่มธนาคารพาณิชย์ -13% กลุ่มอุปโภคบริโภค -12% กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง -7% และกลุ่มอสังหาฯ -3% โดยคาดว่าปี 2559 ธุรกิจเหล่านี้จะมีกำไรฟื้นตัวในระดับ 155%, 13%, 14%, 20% และ 13% ตามลำดับ

ขณะที่เมื่อพิจารณาที่ความสามารถทำกำไรของตลาดหุ้นในภูมิภาคต่าง ๆ จากผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ในโบรกเกอร์ต่าง ๆ พบว่า ปีนี้ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วทำกำไรได้ดี อาทิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่มีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) 12.3% เยอรมนี 12% ฝรั่งเศส 6.5% อังกฤษ 15.7% ซึ่งตรงกันข้ามกับตลาดหุ้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ปีนี้ต่างชะลอตัวลง อาทิ ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย -11.8% อินเดีย -7.6% มาเลเซีย -4.8% ไทย -1.6% จีน -1.3% และฟิลิปปินส์ เติบโตเล็กน้อยเพียง 3.4%

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2559 ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะกลับมามี EPS Growth สูงกว่าตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว นำโดยตลาดหุ้นไทยที่จะมี EPS Growth 25% รองลงมา ได้แก่ ตลาดหุ้นอินเดีย 20.4% อินโดนีเซีย 14.8% ฟิลิปปินส์ 13.5% จีน 10% และมาเลเซีย 8.9% ขณะที่ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว EPS Growth จะลดลง

โดยเฉพาะในตลาดหุ้นญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐ เช่น S&P500 คาดว่า EPS Growth ปีนี้จะหดตัว -1.5% และปีหน้า +8.6% ดาวโจนส์ -2.4% และ 5.9% ตามลำดับ

อีกทั้งยังคาดว่าอัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ของตลาดหุ้นไทยปี 2559 น่าจะกลับมาอยู่ที่ 13.37 เท่า ลดลงจากปีนี้ที่อยู่ที่ 16.76 เท่า โดยถือว่า ปีหน้าตลาดหุ้นไทยจะมี P/E ต่ำสุดในตลาดหุ้นประเทศกำลังพัฒนาที่น่าจะมี P/E ในระดับ 14-16 เท่า และตลาดหุ้นในประเทศพัฒนาแล้ว อยู่ที่ระดับ 10-16 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรของตลาดหุ้นไทยที่เพิ่มสูงขึ้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่