การรักษาตัวโรคซึมเศร้าของสามี

อยากจะมาเล่าการรักษาตัวโรคซึมเศร้าของสามีให้เพื่อน ๆ ฟัง เผื่อจะได้เป็นกำลังใจให้คนที่กำลังรักษาตัวอยู่นะคะ 
ความเดิมสั้น ๆ คือ สามีเรามีอาการเป็นโรคซึมเศร้า คิดมาก คิดเกินปกติ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ น้ำหนักลดไปจนซูบผอม จนไปสติหลุดที่ทำงาน ต้องหยุดอยู่บ้าน ไปทำงานไม่ได้ 

ใครอยากอ่านละเอียด เชิญที่กระทู้เดิมค่ะ https://pantip.com/topic/36372746

เล่าต่อจากกระทู้เดิม สามีเราไปหาหมอทั่วไป ไม่ใช่หมอจิตแพทย์นะคะ เพราะจิตแพทย์คิวยากมาก เลยไปหาหมอทั่วไปก่อน ก็ได้ยามากินยาตัวที่หนึ่ง ประมาณหนึ่งเดือนกว่า ๆ เขาบอกอาการยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ หมอบอกให้ใช้เวลา พอขึ้นเดือนที่สอง อาการเริ่มดีขึ้น จนสามารถกลับไปทำงานได้ แต่ยังไม่ปกติ เขาไปขอหมอปรับยาขึ้นมา จาก ยี่สิบมิลลิกรัม เป็นสี่สิบมิลลิกรัม ช่วงแรก ๆ เขาไปปรึกษาปรับอารมณ์กับนักจิตวิทยาอยู่ แต่ไปสักสี่ห้าเดือน นักจิตวิทยาบอกว่าเขาหายแล้ว เขาเลยเลิกไป เราในฐานะภรรยา รู้ว่าเขายังไม่หาย ยังซึมเศร้าอยู่ แม้อาการจะไม่มากเท่าเก่า ปมใด ๆ ในใจไม่ได้แก้เลย แต่เราบังคับสามีไปหานักจิตวิทยาไม่ได้

ต่อมาอีกหลายเดือน เราสังเกตว่า สามีมีพฤติกรรมไม่เหมือนเดิม จริง ๆ ผลข้างเคียงของยามันมีหลายอย่าง มีผลกับเรื่องบนเตียง  มีผลกับน้ำหนัก สามีกินไม่หยุดยั้ง น้ำหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่นิสัยใจคอเขาก็เปลี่ยนไป จากคนเงียบ ๆ สุขุม กลายเป็นคนปากกล้า พูดจาคึกคะนอง แต่ ณ จุดนั้นคือ ต้องรักษา เอาชีวิตคืนมาก่อน เราพยายามคิดว่า เอานะ ขอแค่เขากลับมาทำงานได้ เป็นคนไม่คิดมากตลอดเวลา เราก็จะปรับตัวรักสามีคนใหม่นี่แหล่ะ แต่เวลาผ่านไป มันมีมากกว่านั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ เรามีความรู้สึกว่า เขาไม่มีความคิดยับยั้งชั่งใจเหมือนก่อน ใช้เงินเป็นเบี้ย อารมณ์ร้อน ไม่รอบครอบ ไม่ฟังเราเลย และมีเรื่องปิดบังเรามาก เราขอให้เขาไปหานักจิตบำบัดแต่เขาไม่ยอมไป

ต่อมาเขาก็ไปขอหมอลดยาลง ไม่บอกเราสักคำ ลดยาลงเหลือยี่สิบมิลลิกรัม เขาบอกตัวเองหายแล้ว แต่เราว่ามันไม่ใช่หาย แต่ก็ดีใจ เพราะเราเริ่มคิดว่า ยาเป็นตัวทำให้สามีเราเปลี่ยนไปมาก ยาลดลงไป เรารอดูอาการ ก็ไม่ดีขึ้นเท่าไหร่แค่ มีแต่แย่ลง กับความอารมณ์ร้อน หุนหัน ทะเลาะกันบ่อยมาก เราขอร้องให้เขาไปหาจิตแพทย์แทนหมอทั่วไป เพื่อปรับเปลี่ยนยา เราบอกเขาว่า เขาเปลี่ยนไปมากในด้านอารมณ์และพฤติกรรม และใช้จ่ายมากเกินตัว แต่เขาไม่ฟังเลย ซึ่งเราโทษว่าเป็นเพราะยานั่นแหล่ะทำให้เขามีความมั่นใจมากเกินไป เวลาผ่านไปสองปีกว่า  ๆ เรื่องมาแดง เพราะเขาไปต่อไม่ได้แล้ว มีหนี้สินมากมายเกิดจากตัวเขาลงทุนในธุรกิจแบบเกินตัว และไม่มีแผนทางธุรกิจที่ดี ซึ่งเราเคยทัดทานเขามาตลอด แต่เขาพูดใส่หน้าเราเสมอว่าเราเป็นคนมีแต่คิดลบ สามีจะขอหย่าขาดจากเรา เพราะเขาคิดว่าเขาเหลือแต่ตัวแล้ว มีแต่จะฉุดเรากับลูกลง ซึ่งเราไม่เห็นด้วย ก็พยายามแก้ปัญหาด้านการเงิน โดยมีข้อแม้ว่าเขาจะต้องเลิกใช้จ่ายสุรุ่ยสุหร่าย และไปหาหมอเพื่อปรับเปลี่ยนยา ซึ่งเราโทรนัดหมอ แต่คิวคือสี่ห้าเดือน หมอถึงจะมีคิวว่าง ระหว่างนี้คือ สามีโดนไล่ออกจากงานค่ะ เพราะปากหาเรื่องและความหัวร้อนของเขาส่วนหนึ่งด้วย  อีกส่วนคือที่ทำงานต้องการลดคนอยู่แล้ว ช่วงระหว่างรอหมอ และตกงาน คือสุด ๆ เพราะพฤติกรรมเขาแย่มาก ทั้งการใช้จ่ายที่คุมตัวเองไม่ได้ และความใจร้อน หงุดหงิดง่าย เราก็พยายามคิดว่า รอไปเปลี่ยนยาทุกอย่างอาจจะดีขึ้น

พอได้เจอหมอ เราพยายามบอกหมอให้เลิกใช้ยาตัวแรก เพราะเราคิดว่ามันมีผลกับพฤติกรรมเขามาก รวมทั้งน้ำหนัก ณ จุดนั้นคือขึ้นมาเกือบห้าสิบกิโล แต่หมอไม่ฟังเราค่ะ หมอให้ยาตัวที่สองมากิน ซึ่งเราก็เชื่อหมอ มากินดูผล เราว่าพฤติกรรมดีขึ้น หงุดหงิดน้อยลงเล็กน้อย แต่ยังคงใช่จ่ายคุมไม่ได้ ทะเลาะกันตลอดเรื่องนี้ สามเดือนต่อมา หมอปรับยาตัวที่สองมากขึ้นเรื่อย ๆ  แต่ผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับเรานัก หมอเพิ่มยาตัวที่สาม คราวนี้งานลง เพราะใช้จ่ายสะบั้นเหมือนตัวเองเป็นเศรษฐีทั้งที่เราไม่มีให้ใช้  ไม่ฟังเราถึงขนาดออกจากบ้านไปไม่บอกกล่าวทิ้งลูกไว้ที่บ้าน พอโทรหาก็โกหก ไม่รู้ไปไหนจนเราต้องโทรหาตำรวจ เราโทรสายด่วนหาหมอ บอกว่าเราไม่ไหวแล้ว นัดหาหมอฉุกเฉิน แต่หมอไม่มีคิว รอไปอีกครึ่งเดือน ริบบัตรเครดิตสามีทุกอย่าง เงินเก็บไว้ต้องเอาไปซ่อนหมด ไม่งั้นไม่มีเหลือ พออีกครึ่งเดือน เราไปหาหมอด้วย เราบอกว่ามันสุด ๆ นะหมอ หมอยอมลดยาตัวที่หนึ่ง แบบเรางง ๆ เพราะตอนแรกเราคิดว่าหมอจะลดยาตัวที่สาม ประมาณสามสี่ อาทิตย์ เราได้สามีคนเก่าคืนมา ดีใจมาก เพราะตอนนั้นปาไปสามปี จะสี่ปีแล้ว สามีเริ่มกลับมาน่ารัก เรียบร้อยเหมือนเดิม ไม่มีการใช้เงินไม่คิดอีก ตอนนี้ผ่านไปอีกสามเดือน เลิกยาตัวแรกขาด และปรับยาตัวที่สอง สามขึ้น สามีเราเหมือนเดิมแล้ว ไม่ใช่คนไร้สติอีกต่อไป เรามีความหวังในการใช้ชีวิตคู่อีกครั้งหนึ่ง

ชีวิตเรายังไม่เหมือนเดิม เงินทองเก็บที่มีอยู่หมดไป สามียังมีหนี้สินจากช่วงลงทุนแบบบ้า ๆ สามียังคงตกงาน แต่มีทัศนคติในการหางานที่ดี มีอารมณ์ที่คงที่ คงทำงานใหม่ร่วมกับคนอื่นได้ เราก็มีแรงสู้ชีวติต่อไป 

การสู้กับโรคซึมเศร้า บางทีมันไม่ใช่แค่กินยาปุ๊บ หายดีเลย มันต้องใช้เวลาดูผลของยา และปรับยาไปเรื่อยให้เข้ากับสภาพคนไข้ เพราะยาแต่ละชนิดมีผลกับผู้ป่วยต่างกันไป ไม่มีสูตรตายตัวว่า ต้องใช้ยาตัวไหน ถ้าผู้ป่วยให้ความร่วมมือ จะดีกับการรักษามาก ของเราตั้งแต่เริ่มไปหาจิตแพทย์ครั้งแรกจนตอนนี้ผ่านมาเกือบปีค่ะ กว่าจะได้ยาที่ค่อนข้างลงตัว ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยและครอบครัวทุกท่านนะคะ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่