หลังจากผ่านเรื่องของพี่หรั่งไปแล้ว ชีวิตก็ต้องกลับมาก้าวต่อไป อาจจะต้องห่างเตยด้วย แล้วก็ห่างศักดิ์อีก คือชีวิตมันก็ต้องปรับตัว ยิ่งตัวเราไม่มีทฤษฎีรองรับด้วยแล้ว มันก็ต้องก้าวต่อไปในแบบที่ตัวเองเป็น ในแบบที่เป็นปัจเจกอย่างแท้จริง สำหรับตัวผมเอง ผมคิดว่าจิตผมมีเพศนะ และมันก็แตกต่างกันค่อนข้างหนักหน่วง เพียงแต่ว่ามันแสดงออกทางการแต่งกายให้ดูแตกต่างเพียงเล็กน้อย อย่างร่างแรก นักรบเชลยศึก ที่นิยามแบบนี้ก็เพราะเป็นนักรบก็ได้ เป็นเชลยก็ได้ และก็อยากเป็นนักมวยปล้ำของ BJW ด้วย เขียนอย่างนี้นะถ้าจำไม่ผิด การแต่งกายก็มักจะเป็นวันที่มีกิจกรรมโหด เช่น ขนของ ขนโต๊ะ แบกบอร์ด ยกป้าย ต่างๆนานา มักจะแต่งกายแบบชุดนักศึกษาที่พับแขนจนสั้นมาก ปลดกระดุม 1 เม็ด เสื้อแขนยาวปล่อยแขนยาว ติดกระดุมข้อมือด้วย สวมรองเท้าแบบลุยๆ ทรงผมแบบแย่ๆ พอจิตเป็นหญิงสาว การแต่งกายก็จะแบบติดกระดุมเสื้อทุกเม็ด ไม่ผูกเนคไทด์ หวีผมแสกไปข้างหนึ่ง รองเท้าก็จะออกแนวเรียบๆ อาจเป็นรองเท้าหนังลายเรียบ กิจกรรมที่ทำในวันนั้นก็เช่น พานไหว้ครู บายศรีปากชาม เตรียมแมงดา นมแมว มาลัยตุ้ม อุบะ มาลัยซีก แล้วเตรียมดอกไม้เทียมสำหรับจัดบอร์ด จริงๆทำได้หลายแบบ แต่เดี๋ยวนี้ลืมเกือบหมดแล้ว ส่วนจิตที่เป็นเกย์ ก็มักจะแต่งตัวแบบปลดกระดุมข้อมือ หวีผมแสกไปอีกทาง รองเท้ามักใส่รองเท้าผ้าใบ ติดกระดุมบนผูกเนคไทด์ ช่วยทำกิจกรรมแบบ creative หน่อยๆ ช่วยออกแบบเวที ร่างการเดินแบบ เช็คสีของแสงที่ส่องเข้าไป ออกแบบขบวนพาเหรดฯ
การมีความแตกต่างอยู่ในตัวก็มีส่วนช่วยส่งเสริมงานพิเศษด้วย อย่าลืมว่าผมต้องเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านให้แม่ด้วย ตอนนี้พ่อกับแม่ก็ช่วยๆกัน อาจะอยู่ไกลกัน แต่ก็ยังช่วยๆกันทำงานแล้วก็เก็บเงิน ผมเองตอนแรกพี่อิมก็พาไปช่วยการจัดคอนเสิร์ต ตอนแรกต้องการแต่แรง เราก็พร้อม เพราะอีกส่วนหนึ่งของเราก็ชอบออกแรง ไปช่วยยกเก้าอี้มาตั้งตามแนวที่เขาจัดไว้ให้ จนมาเห็นแบบร่างชุดแดนเซอร์ เห็นสีของชุดผู้หญิงแล้วดูแปลกๆ
“เติ้ลมีอะไรเหรอจ๊ะ”
“อืม พี่อิม อืม ขอออกความเห็นนิดนึงนะครับ คือโทนสีมันไม่เข้ากัน ผมขอช่วยปรับ มันจะเอ่อ มันจะดีไหมครับ”
พอผมทำเสร็จ พี่อิมก็เอาไปดู
“อืม เก๋ดีนะ เติ้ลทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอ”
“พอไหวครับ”
แล้วมันก็เลยเถิดไปถึงการช่วยงานในคอนเสิร์ตใหญ่หลังจากนั้นทั้งที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก กับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย แล้วก็ยาวมาถึงการเป็นนักเขียนเงา เอ่ เขาน่าจะเรียกกันแบบนี้นะครับถ้าจำไม่ผิด มันเริ่มมาจากนักเขียนหญิงในนิตยสารคนหนึ่งไม่ว่าง พี่ชัย (ลืมบอกว่าเป็นผู้ช่วยพี่อิมก่อน แล้วก็มาช่วยพี่ชัยครับ) เลยถามผมว่าเขียนแทนได้ไหม ผมตอบว่าได้ครับ แล้วมันก็มีงานทางด้านนี้เข้ามาเรื่อยๆ บางงานรายได้ธรรมดา แต่บางงานรายได้ดีมาก บางงานผมต้องเขียนเป็นผู้หญิง บางงานก็ต้องทำแบบผู้ชายเขียน บางงานก็ต้องแบบกะเทยเขียน ผมเขียนได้หลายแบบอยู่แล้ว เพราะจิตมีหลายเพศ จนพี่แน่นหนา พี่ที่ดิวกับพี่ชัยอีกทีต้องแอบถามว่า
“เออ เด็กที่นายใช้งานอยู่เนี่ย ตกลงมันเป็นผู้ชาย ผู้หญิงหรือกะเทยกันแน่เนี่ย”
“ก็ เออ ก็ดูเป็นผู้ชายนะ แต่ก็เขียนเรื่องได้หลากหลายแนวดี เหลือเชื่อเลยแหละ เขียนแนวผจญภัยก็ได้ แนวแฟชั่นได้ แนะนำเทคนิคการแต่งหน้าใหม่ๆได้ พูดเรื่องอาวุธสงคราม การฝึกทหารก็ได้อีก”
เป็นอย่างนี้ก็ดีอย่างครับ หางานพิเศษง่าย หาเงินก็ง่ายดี เอาสิ่งที่มันเกิดขึ้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ พี่แน่นหนาเขามักจะเรียกสิ่งที่ผมทำว่า Ghost writer แต่พี่ชัยที่ดิวกับผมจะเรียกว่านักเขียนเงา อันนี้ก็แล้วแต่ใครจะเรียก ส่วนบรรยากาศในห้องเชียร์ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมยังถูกเรียกใช้บริการในหลายๆแง่ ขึ้นบูมคณะบ้าง โดนลงโทษแทนเพื่อนบ้าง วิดพื้นจนรุ่นพี่ที่สั่งจะเหนื่อยบ้าง มันก็วนอยู่แบบนี้ แต่มีเรื่องนึงที่แนนสงสัยหนัก เลยมาถามผมโดยตรง แต่ดันมากับสิต คนที่ผมยังอยากรักษาระยะห่างกับเขา
“เติ้ล ทำไมช่วงนี้ห่างเหินกับศักดิ์แล้วก็เตยนักล่ะ อีกคนก็เพื่อน อีกคนก็แฟน เข้าใจผิดอะไรกันรึเปล่า”
“เออ เรากับเตยยังไม่ได้ตกลงกันเป็นแฟนเลยนะ”
“อ้าว แล้วทำไม ถึงไม่ตกลงล่ะ”
จะบอกแนนว่าอะไรดี บอกความจริงงั้นเหรอ บางครั้งคนบางคนก็ไม่ต้องการรับรู้ความจริงหรอก ต้องการแค่เชื่อในสิ่งที่คิดว่าจริง
“เรายังไม่พร้อมหรอกแนน”
แนนทำหน้าสงสัยหนัก
“อืม เตยก็สนใจในตัวเติ้ลนะ เติ้ลเองก็สนใจในตัวเตย ก็คุยๆกันไปก่อนก็ได้ ยังไม่ต้องไปตกลงว่าเป็นแฟนกันหรอก นี่เติ้ลเล่นหายไปเฉยๆเลยนะ หายไปจนเตยเองก็แปลกใจ”
“ขอเวลาเราหน่อยก็แล้วกัน ตอนนี้เรายังไม่พร้อมจริงๆ”
แนนทำสีหน้าหงุดหงิด
“โอเคเรื่องเตยเก็บไว้ก่อนก็ได้ แล้วเรื่องศักดิ์ล่ะ นี่เพื่อนกัน สนิทกันจะตาย ทำไมเดี๋ยวนี้ห่างเหินกันมาก มีอะไรในใจรึเปล่า”
โห ในใจอ่ะมีแน่ มีเป็นพะเรอเกวียนเลย แต่ไม่รู้ว่าจะเล่ายังไง ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนดี แนนคงเอือมระอาผมที่ผมเปลี่ยนไป แนนคงยากที่จะเข้าใจผม คนเราบางครั้งก็มีบางอย่างที่อธิบายให้เพื่อนฟังไม่ได้ ยิ่งกับพ่อกับแม่ด้วยแล้ว ยิ่งเล่าให้ฟังไม่ได้ใหญ่เลย พอแนนไป คนที่อยู่และยังอยากฟังความจากผมคือสิต แต่ผมไม่อยากใกล้ชิดสิตเลย คนที่กลัวเรื่องพวกนี้มากที่สุดก็คือจิตที่เป็นเกย์ของผม กลัวว่าจะไปรักสิตเข้า ผมต้องรักษาระยะห่างจากเขาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สิตเองก็คงแปลกใจว่าทำไมผมถึงทำตัวห่างเหินกับเขาตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนกระทั่งวันนี้ มันอาจจะไม่มีเหตุผลหรอก แต่บางครั้งมันก็มีเหตุผลมากมายที่ผมต้องทำแบบนี้ บางทีการเข้าถึงคนอื่นมันก็ยาก อย่างผมที่เป็นแบบนี้ แต่จะไปเข้าใจผู้ชายคนอื่น มันก็ยากมาก อย่างพี่เบิ้ม การที่เขาแมนขนาดนั้น มาดนักเลง เขาถูกเลี้ยงดูมายังไงนะ ในจิตในความคิดของเขามันจะแมนอย่างนั้นมั้ย หรืออย่างเตย ที่เห็นภายนอกว่าน่ารัก แต่จิตจริงๆเขาเป็นอย่างไร จะมีใครบ้างไหมที่เป็นแบบผม
เตยอาจจะกำลังงงหนัก แต่ด้วยความเป็นผู้หญิง เมื่อผมตีตัวออกห่าง (ทั้งๆที่ยังรัก) เตยก็ต้องห่างผมเป็นธรรมดา แต่กับศักดิ์ เขาไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น
“นายโกรธเราเหรอเติ้ล พักหลังดูห่างเหินจัง”
“เออ ไม่หรอก จะโกรธนายได้ยังไง นายไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย”
“แต่ที่เห็นๆ ดูนายทำตัวห่างเหินจากเรามากเลยนะ เอางี้ ถ้าไม่มีอะไรกันจริงๆ เราไปกินไอติมกันดีกว่า ตกลงนะ”
ผมเริ่มใจอ่อน จริงๆมันก็ไม่ใช่ความผิดอะไรของศักดิ์ เขาเป็นคนซื่อ ออกจะน่ารัก ตอนนั้นร่างหญิงของผมต้องการความอบอุ่นที่เขามอบให้อีกครั้ง เราตกลงกันไปกินไอติมที่ห้างใกล้ๆมหาวิทยาลัย
“ชื่นใจจัง ไอติมรสนี้อร่อยมาก”
ผมก็ชื่นใจนะที่ได้ออกมากับเขาสองต่อสองอีกครั้ง แต่อีกร่างนึงก็คิดถึงเตยเหมือนกัน แต่ผมก็คิดง่ายๆว่าอย่าเอาเตยมายุ่งกับเรื่องแบบนี้ดีกว่า อย่าเพิ่งไปทำร้ายผู้หญิงด้วยเรื่องแบบนี้
“เติ้ลดูแปลกนะ”
ผมสงสัยบ้าง
“แปลกยังไงเหรอ”
“อืม ก็ตอนทำกิจกรรมรับน้องต่างๆ เติ้ลนำบูม คือนำได้หมด ไม่ว่าจะเป็นของเอก ของคณะ ของมหาลัย วิ่งได้ วิดพื้นได้ ลุยได้ทุกรูปแบบ แต่บางครั้งเติ้ลก็เหมือน ... เออ ...”
“เหมือนอะไรเหรอ”
“เหมือนผู้หญิงในร่างผู้ชายอ่ะ บางครั้งเติ้ลดูเรียบร้อย พูดน้อย ไม่ห้าว ดูละเอียดอ่อน ความละเอียดอ่อนโผล่มาจากหน้าโหดๆอย่างเติ้ล ศักดิ์ว่ามันน่าสนใจดี มันน่าหลงใหลนะ”
เอาแล้วไง แต่ศักดิ์เท่านั้นแหละที่ชอบพูดแบบนี้
“ศักดิ์เห็นขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ใช่ ศักดิ์เห็น มีเพื่อนแบบเติ้ลเนี่ยดีนะ ศักดิ์เลยไม่อยากห่างเหินจากเติ้ล ถ้าเติ้ลมีปัญหาอะไร ปรึกษาศักดิ์ได้นะ เรามันผู้ชายเหมือนกัน ไม่ควรต้องปิดบังอะไรกัน”
ผู้ชายเหมือนกันเหรอ ไม่น่าจะใช่มั้ง ที่หลงใหลศักดิ์อยู่ทุกวันเนี่ย มันไม่ใช่ความเป็นผู้ชายของผมนะ แต่มันคือความเป็นผู้หญิงของผมต่างหาก หลังจากวันนั้นความสัมพันธ์ของผมกับศักดิ์ก็กลับมาแนบแน่นกันอีกครั้งนึง
เมื่อ "ลูกผู้ชาย" อย่างผมถูกกระทำให้เป็น "ลูกสาว" : ประสบการณ์ชีวิตและความรักตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบัน ตอนที่ 10
การมีความแตกต่างอยู่ในตัวก็มีส่วนช่วยส่งเสริมงานพิเศษด้วย อย่าลืมว่าผมต้องเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านให้แม่ด้วย ตอนนี้พ่อกับแม่ก็ช่วยๆกัน อาจะอยู่ไกลกัน แต่ก็ยังช่วยๆกันทำงานแล้วก็เก็บเงิน ผมเองตอนแรกพี่อิมก็พาไปช่วยการจัดคอนเสิร์ต ตอนแรกต้องการแต่แรง เราก็พร้อม เพราะอีกส่วนหนึ่งของเราก็ชอบออกแรง ไปช่วยยกเก้าอี้มาตั้งตามแนวที่เขาจัดไว้ให้ จนมาเห็นแบบร่างชุดแดนเซอร์ เห็นสีของชุดผู้หญิงแล้วดูแปลกๆ
“เติ้ลมีอะไรเหรอจ๊ะ”
“อืม พี่อิม อืม ขอออกความเห็นนิดนึงนะครับ คือโทนสีมันไม่เข้ากัน ผมขอช่วยปรับ มันจะเอ่อ มันจะดีไหมครับ”
พอผมทำเสร็จ พี่อิมก็เอาไปดู
“อืม เก๋ดีนะ เติ้ลทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอ”
“พอไหวครับ”
แล้วมันก็เลยเถิดไปถึงการช่วยงานในคอนเสิร์ตใหญ่หลังจากนั้นทั้งที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก กับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย แล้วก็ยาวมาถึงการเป็นนักเขียนเงา เอ่ เขาน่าจะเรียกกันแบบนี้นะครับถ้าจำไม่ผิด มันเริ่มมาจากนักเขียนหญิงในนิตยสารคนหนึ่งไม่ว่าง พี่ชัย (ลืมบอกว่าเป็นผู้ช่วยพี่อิมก่อน แล้วก็มาช่วยพี่ชัยครับ) เลยถามผมว่าเขียนแทนได้ไหม ผมตอบว่าได้ครับ แล้วมันก็มีงานทางด้านนี้เข้ามาเรื่อยๆ บางงานรายได้ธรรมดา แต่บางงานรายได้ดีมาก บางงานผมต้องเขียนเป็นผู้หญิง บางงานก็ต้องทำแบบผู้ชายเขียน บางงานก็ต้องแบบกะเทยเขียน ผมเขียนได้หลายแบบอยู่แล้ว เพราะจิตมีหลายเพศ จนพี่แน่นหนา พี่ที่ดิวกับพี่ชัยอีกทีต้องแอบถามว่า
“เออ เด็กที่นายใช้งานอยู่เนี่ย ตกลงมันเป็นผู้ชาย ผู้หญิงหรือกะเทยกันแน่เนี่ย”
“ก็ เออ ก็ดูเป็นผู้ชายนะ แต่ก็เขียนเรื่องได้หลากหลายแนวดี เหลือเชื่อเลยแหละ เขียนแนวผจญภัยก็ได้ แนวแฟชั่นได้ แนะนำเทคนิคการแต่งหน้าใหม่ๆได้ พูดเรื่องอาวุธสงคราม การฝึกทหารก็ได้อีก”
เป็นอย่างนี้ก็ดีอย่างครับ หางานพิเศษง่าย หาเงินก็ง่ายดี เอาสิ่งที่มันเกิดขึ้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ พี่แน่นหนาเขามักจะเรียกสิ่งที่ผมทำว่า Ghost writer แต่พี่ชัยที่ดิวกับผมจะเรียกว่านักเขียนเงา อันนี้ก็แล้วแต่ใครจะเรียก ส่วนบรรยากาศในห้องเชียร์ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมยังถูกเรียกใช้บริการในหลายๆแง่ ขึ้นบูมคณะบ้าง โดนลงโทษแทนเพื่อนบ้าง วิดพื้นจนรุ่นพี่ที่สั่งจะเหนื่อยบ้าง มันก็วนอยู่แบบนี้ แต่มีเรื่องนึงที่แนนสงสัยหนัก เลยมาถามผมโดยตรง แต่ดันมากับสิต คนที่ผมยังอยากรักษาระยะห่างกับเขา
“เติ้ล ทำไมช่วงนี้ห่างเหินกับศักดิ์แล้วก็เตยนักล่ะ อีกคนก็เพื่อน อีกคนก็แฟน เข้าใจผิดอะไรกันรึเปล่า”
“เออ เรากับเตยยังไม่ได้ตกลงกันเป็นแฟนเลยนะ”
“อ้าว แล้วทำไม ถึงไม่ตกลงล่ะ”
จะบอกแนนว่าอะไรดี บอกความจริงงั้นเหรอ บางครั้งคนบางคนก็ไม่ต้องการรับรู้ความจริงหรอก ต้องการแค่เชื่อในสิ่งที่คิดว่าจริง
“เรายังไม่พร้อมหรอกแนน”
แนนทำหน้าสงสัยหนัก
“อืม เตยก็สนใจในตัวเติ้ลนะ เติ้ลเองก็สนใจในตัวเตย ก็คุยๆกันไปก่อนก็ได้ ยังไม่ต้องไปตกลงว่าเป็นแฟนกันหรอก นี่เติ้ลเล่นหายไปเฉยๆเลยนะ หายไปจนเตยเองก็แปลกใจ”
“ขอเวลาเราหน่อยก็แล้วกัน ตอนนี้เรายังไม่พร้อมจริงๆ”
แนนทำสีหน้าหงุดหงิด
“โอเคเรื่องเตยเก็บไว้ก่อนก็ได้ แล้วเรื่องศักดิ์ล่ะ นี่เพื่อนกัน สนิทกันจะตาย ทำไมเดี๋ยวนี้ห่างเหินกันมาก มีอะไรในใจรึเปล่า”
โห ในใจอ่ะมีแน่ มีเป็นพะเรอเกวียนเลย แต่ไม่รู้ว่าจะเล่ายังไง ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนดี แนนคงเอือมระอาผมที่ผมเปลี่ยนไป แนนคงยากที่จะเข้าใจผม คนเราบางครั้งก็มีบางอย่างที่อธิบายให้เพื่อนฟังไม่ได้ ยิ่งกับพ่อกับแม่ด้วยแล้ว ยิ่งเล่าให้ฟังไม่ได้ใหญ่เลย พอแนนไป คนที่อยู่และยังอยากฟังความจากผมคือสิต แต่ผมไม่อยากใกล้ชิดสิตเลย คนที่กลัวเรื่องพวกนี้มากที่สุดก็คือจิตที่เป็นเกย์ของผม กลัวว่าจะไปรักสิตเข้า ผมต้องรักษาระยะห่างจากเขาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สิตเองก็คงแปลกใจว่าทำไมผมถึงทำตัวห่างเหินกับเขาตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนกระทั่งวันนี้ มันอาจจะไม่มีเหตุผลหรอก แต่บางครั้งมันก็มีเหตุผลมากมายที่ผมต้องทำแบบนี้ บางทีการเข้าถึงคนอื่นมันก็ยาก อย่างผมที่เป็นแบบนี้ แต่จะไปเข้าใจผู้ชายคนอื่น มันก็ยากมาก อย่างพี่เบิ้ม การที่เขาแมนขนาดนั้น มาดนักเลง เขาถูกเลี้ยงดูมายังไงนะ ในจิตในความคิดของเขามันจะแมนอย่างนั้นมั้ย หรืออย่างเตย ที่เห็นภายนอกว่าน่ารัก แต่จิตจริงๆเขาเป็นอย่างไร จะมีใครบ้างไหมที่เป็นแบบผม
เตยอาจจะกำลังงงหนัก แต่ด้วยความเป็นผู้หญิง เมื่อผมตีตัวออกห่าง (ทั้งๆที่ยังรัก) เตยก็ต้องห่างผมเป็นธรรมดา แต่กับศักดิ์ เขาไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น
“นายโกรธเราเหรอเติ้ล พักหลังดูห่างเหินจัง”
“เออ ไม่หรอก จะโกรธนายได้ยังไง นายไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย”
“แต่ที่เห็นๆ ดูนายทำตัวห่างเหินจากเรามากเลยนะ เอางี้ ถ้าไม่มีอะไรกันจริงๆ เราไปกินไอติมกันดีกว่า ตกลงนะ”
ผมเริ่มใจอ่อน จริงๆมันก็ไม่ใช่ความผิดอะไรของศักดิ์ เขาเป็นคนซื่อ ออกจะน่ารัก ตอนนั้นร่างหญิงของผมต้องการความอบอุ่นที่เขามอบให้อีกครั้ง เราตกลงกันไปกินไอติมที่ห้างใกล้ๆมหาวิทยาลัย
“ชื่นใจจัง ไอติมรสนี้อร่อยมาก”
ผมก็ชื่นใจนะที่ได้ออกมากับเขาสองต่อสองอีกครั้ง แต่อีกร่างนึงก็คิดถึงเตยเหมือนกัน แต่ผมก็คิดง่ายๆว่าอย่าเอาเตยมายุ่งกับเรื่องแบบนี้ดีกว่า อย่าเพิ่งไปทำร้ายผู้หญิงด้วยเรื่องแบบนี้
“เติ้ลดูแปลกนะ”
ผมสงสัยบ้าง
“แปลกยังไงเหรอ”
“อืม ก็ตอนทำกิจกรรมรับน้องต่างๆ เติ้ลนำบูม คือนำได้หมด ไม่ว่าจะเป็นของเอก ของคณะ ของมหาลัย วิ่งได้ วิดพื้นได้ ลุยได้ทุกรูปแบบ แต่บางครั้งเติ้ลก็เหมือน ... เออ ...”
“เหมือนอะไรเหรอ”
“เหมือนผู้หญิงในร่างผู้ชายอ่ะ บางครั้งเติ้ลดูเรียบร้อย พูดน้อย ไม่ห้าว ดูละเอียดอ่อน ความละเอียดอ่อนโผล่มาจากหน้าโหดๆอย่างเติ้ล ศักดิ์ว่ามันน่าสนใจดี มันน่าหลงใหลนะ”
เอาแล้วไง แต่ศักดิ์เท่านั้นแหละที่ชอบพูดแบบนี้
“ศักดิ์เห็นขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ใช่ ศักดิ์เห็น มีเพื่อนแบบเติ้ลเนี่ยดีนะ ศักดิ์เลยไม่อยากห่างเหินจากเติ้ล ถ้าเติ้ลมีปัญหาอะไร ปรึกษาศักดิ์ได้นะ เรามันผู้ชายเหมือนกัน ไม่ควรต้องปิดบังอะไรกัน”
ผู้ชายเหมือนกันเหรอ ไม่น่าจะใช่มั้ง ที่หลงใหลศักดิ์อยู่ทุกวันเนี่ย มันไม่ใช่ความเป็นผู้ชายของผมนะ แต่มันคือความเป็นผู้หญิงของผมต่างหาก หลังจากวันนั้นความสัมพันธ์ของผมกับศักดิ์ก็กลับมาแนบแน่นกันอีกครั้งนึง