เนื่องจากเรื่องนี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่ทุกคนในหมู่บ้านไม่ต้องการพูดถึง จึงไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นสิ่งที่ทุกทานจะได้อ่านต่อจากนี้มาจากคำบอกเล่าของพยานในเหตุการณ์ รวมไปถึงญาติผู้สูญเสีย ซึ่งตัวผู้เขียนเองนั้นได้รับอนุญาตให้สามารถเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดได้ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องใช้นามสมมติและปกปิดชื่อ/ที่อยู่ของหมู่บ้านเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ในแถบชนบทของจังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ติดชายแดน มีจำนวนประชากรไม่เกิน 200 คน ซึ่งแน่นอนว่าความเจริญยังเข้าไม่ถึง แต่ถึงกระนั้นชาวบ้านก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความสงบสุขเนื่องจากมีทรัพยากรอดุมสมบูรณ์เพียงพอที่จะเลี้ยงทุกคน
ในสมัยนั้นชาวบ้านทุกคนล้วนมีอาชีพเป็นเกษตรกร ซึ่งโดยส่วนมากจะมีที่นาเป็นของตัวเอง หากมองหมู่บ้านแห่งนี้จากมุมสูงจะพบว่าพื้นที่โดยรอบทั้งหมดเป็นผืนนาอันกว้างใหญ่ไพศาล สลับกับผื่นป่าเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านมักจะเข้าไปหาของป่าตามฤดูกาล นับว่าเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและแทบไม่มีความลำบากยากเข็ญใด ๆ
จนกระทั่งต้นปี พ.ศ. 2506
เหตุการณ์ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นจากการหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กสาวอายุ 13 ปี คนหนึ่ง นามสมมติว่า “เอ” โดยจากคำบอกเล่าของพี่ชายแท้ ๆ ได้กล่าวไว้ว่าเอเป็นคนร่าเริง ในตอนกลางวันมักจะออกไปช่วยพ่อกับแม่ทำสวน แต่เนื่องจากภาระงานที่มีมากของสองสามีภรรยา ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาสอดส่องดูแลลูก ๆ
พี่ชายของเอเล่าวันในวันที่เอหายตัวไป ตนและพ่อกับแม่กำลังจะพักรับประทานอาหารกลางวันที่กระท่อมปลายนา จึงได้ตะโกนเรียกเอมาทานด้วย แต่กลับไร้วี่แววใด ๆ ของเด็กสาว ในตอนนั้นทุกคนคิดว่าเอยังคงวุ่นอยู่กับงานที่ได้รับมอบหมาย ก็เลยตัดสินใจทานข้าวรอไปก่อน เดี๋ยวพอหิวก็คงมาเอง
แต่ก็ยังคงไร้วี่แววใด ๆ
พอตกเย็นทุกคนจึงช่วยกันออกตามหา มีการพบรอยเท้าของเอใกล้กับจุดที่พบเอครั้งสุดท้าย แต่ก็ดูเหมือนว่าอยู่ดี ๆ รอยเท้าเหล่านั้นก็ไปสิ้นสุดลงดื้อ ๆ ตรงบริเวณไม่ห่างจากจุดนั้นมากนัก ราวกับว่าเด็กสาวได้อันตรธานหายไปกลางอากาศ สร้างความสงสัยและกังวลใจให้กับครอบครัวนี้เป็นอย่างมาก
ในระหว่างที่พ่อกับแม่ของเอใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวังว่าลูกสาวของตนอาจจะยังมีชีวิตอยู่ที่ใดสักแห่ง เพียงแค่วันต่อมา เหตุการณ์คล้ายกันนี้ก็ได้เกิดขึ้นกับอีกครอบครัวหนึ่ง ลูกสาวคนเดียวของครอบครัวนามสมมติว่า “บี” ได้หายตัวไปในลักษณะที่แทบจะเหมือนกันกับกรณีของเอ แตกต่างกันแค่เพียงจุดที่พบครั้งสุดท้าย เนื่องจากทางครอบครัวของบีปฏิเสธที่จะให้ขอมูลมากไปกว่านี้ ตัวผู้เขียนจึงได้แต่คาดเดาว่าในวันที่หายตัวไป บีน่าจะออกไปช่วยพ่อกับแม่ทำสวนเหมือนกับเอ
การหายตัวไปของเด็กสาวทั้งสองคนทำให้ผู้ใหญ่บ้านสั่งกำชับให้เฝ้าดูบุตรหลานอยู่ตลอดเวลาขณะอยู่นอกบ้าน แต่ถึงกระนั้นด้วยความเคยชินของผู้ปกครองที่ปล่อยให้ลูก ๆ อยู่ตามลำพังในที่นาของตน ทำให้อีกสองวันต่อมา มีเด็กสาวอีกสองคนหายตัวไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน โดยทั้งคู่มีอายุเท่ากันคือ 11 ปี แต่มาจากคนละครอบครัว ซึ่งการหายตัวไปในครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านทุกคน ทำให้ไม่มีใครกล้านำบุตรหลานออกจากบ้านอีกเลย
ในขณะเดียวกัน ได้มีข่าวลือแพร่สะพัดมาจากชาวบ้านที่ออกไปหาแมลงตอนพลบค่ำ ว่ามีการพบเห็นดวงไฟสลัว ๆ ทั้งหมดสี่ดวงลอยอยู่บริเวณยอดไม้ในป่าหลังหมู่บ้าน ซึ่งป่าแห่งนี้ชาวบ้านร่ำลือว่าเป็นที่สิงสถิตของสิ่งชั่วร้ายรวมไปถึงภูติผีต่าง ๆ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือเป็นป่าอาถรรพ์ที่ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเข้าไปหาของป่าในตอนกลางวัน และการพบเห็นดวงไฟดังกล่าวยิ่งสร้างความหวาดกลัวมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
ชาวบ้านบางส่วนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าการพบเห็นดวงไฟสี่ดวงนั้นอาจเป็นการปรากฏตัวของ “ผีกระสือ” ครั้งแรกในรอบหลายสิบปีของหมู่บ้านนี้ และบางคนก็ได้เชื่อมโยงการพบเห็นกระสือในครั้งนี้กับการหายตัวไปของเด็กสาวทั้งสี่ ซึ่งทำให้ผู้ปกครองของผู้สูญหายรู้สึกไม่พอใจเนื่องจากทุกคนเชื่อว่าลูกสาวของตนไม่มีทางเป็นกระสือได้ จึงเกิดการทะเลาะวิวาทบานปลายจนผู้ใหญ่บ้านต้องมาห้ามปรามไว้
ในคืนนั้นเอง หลังจากที่ผู้ใหญ่บ้านระงับเหตุทะเลาะวิวาทได้แล้ว เขาได้กลับมาบ้านแล้วพบภรรยานั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่ที่บันได เมื่อสอบถามจึงได้รู้ว่าลูกสาวของตนนั้นได้หายตัวไป ทั้ง ๆ ที่เขาและภรรยาได้ปิดบ้านไว้อย่างแน่นหนาตอนกลางคืน ทำให้เขารู้สึกเสียใจและโกรธแค้นเป็นอย่างมาก และต้องการรู้ให้ได้ว่า สิ่งที่ลักพาตัวเด็กสาวในหมู่บ้านรวมทั้งลูกสาวคนเดียวของเขาไปนั้นมันคืออะไรกันแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผู้ใหญ่บ้านจึงรวบรวมชายฉกรรจ์ในหมู่บ้าน หมอผี และผู้ปกครองของเด็กสาวทั้งสี่ที่ล้วนเศร้าโศกและโกรธแค้นไม่ต่างจากเขา มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าหลังหมู่บ้าน สถานที่ที่ทุกคนในตอนนั้นเชื่อว่ากุมความลับของเหตุการณ์ทั้งหมดไว้
ภายใต้แสงจันทร์สลัว ๆ ที่ถูกบดบังด้วยเมฆดำ กลุ่มชาวบ้านนับหลายสิบชีวิต นำโดยผู้ใหญ่บ้านและหมอผีอีกจำนวนหนึ่ง บ้างถือตะเกียง บ้างก็ถือคบเพลิงไฟลุกโชน ต่างพากันสลัดความกลัวทิ้งและก้าวเท้าเข้าไปยังป่าอาถรรพ์ที่ไม่เคยมีใครคิดเข้ามาเหยียบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบและวังเวง อากาศแห้ง ๆ ของช่วงปลายฤดูหนาวทำให้อยู่ดี ๆ ขนก็ลุกขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล แต่ทุกคนก็ยังคงเดินฝ่ากองใบไม้แห้งเข้าไปลึกขึ้น ลึกขึ้น ด้วยความหวังว่าจะได้พบกับคำอธิบายของเรื่องราวทั้งหมด
เมื่อเข้าไปจนถึงจุดหนึ่ง จู่ ๆ ท่ามกลางความมืดมิด ก็มีดวงไฟหนึ่งดวงลอยขึ้นมาจากพื้น แล้วมาลอยนิ่งเหนือยอดไม้ตรงหน้าพวกเขาไม่เกิน 500 เมตร และจากนั้นก็มีดวงไฟอีกดวงปรากฏขึ้นในลักษณะเดียวกัน แลัวก็มีอีกดวงเป็นแบบเดียวกัน แล้วก็อีกดวง แล้วก็อีกดวง นับได้ทั้งสิ้นห้าดวง ลอยอยู่ไม่ห่างกันมากนัก แต่ที่แปลกคือหลังจากนั้น ดวงไฟทั้งห้าก็ลอยนิ่งอยู่แบบนั้น ไม่แม้แต่จะเคลื่อนที่ไปไหนเลย ซึ่งผิดกับลักษณะของผีกระสือโดยทั่วไป
จากคำบอกเล่าของนายดำ(นามสมมติ) หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้เล่าว่าดวงไฟทั้งห้ามีสีเหลืองอ่อน ๆ เหมือนแสงจากตะเกียง แต่เมื่อเข้าไปใกล้ ๆ เขาจึงได้เห็นเค้าโครงหน้าของเด็กสาว ซึ่งเขาจำได้ว่าใบหน้าแรกที่เห็นมีลักษณะคล้ายกับ “บี” เด็กสาวคนที่สองที่หายตัวไป
นอกจากนั้น เมื่อยิ่งเข้าไปใกล้มากขึ้น ทุกคนก็ได้เห็นกับสิ่งที่ดูคล้ายกับลำไส้และเครื่องในห้อยลงมาจากศีรษะเหล่านั้น แล้วทันใดนั้น ก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมา เป็นเสียงกรีดร้องอันน่าเวทนาของเหล่าผู้ปกครองที่มาด้วย เมื่อพวกเขาได้รู้ว่าศีรษะบนยอดไม้เหล่านั้น เป็นของลูกสาวที่หายตัวไปของพวกเขานั่นเอง
ในขณะที่เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วทั้งป่า แสงไฟจากตะเกียงและคบเพลิงของทุกคนก็ได้เผยให้เห็นความจริงอันน่าหดหู่ใจ ว่าดวงไฟที่พวกเขาเห็นนั้น ไม่ได้เป็นของกระสือ แต่มันเป็นแสงจากตะเกียงที่ห้อยอยู่กับศีรษะที่กำลังเน่าเปื่อยของเด็กสาวพวกนั้น
โดยสภาพของพวกเธอเหลือเพียงแค่ศีรษะ ลำไส้ รวมทั้งอวัยวะภายในต่าง ๆ ที่ส่งกลิ่นเน่าคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ อาทิเช่น เช่น ปอด ตับ ม้าม และหัวใจ ทั้งหมดถูกเย็บเข้าด้วยกันอย่างประณีตให้ดูเหมือนลักษณะของกระสือ แล้วนำไปผูกติดเข้ากับปลายท่อนไม้ไผ่ ที่วางพิงต้นไม้เอาไว้
ซึ่งท่อนไม้ไผ่ทั้งห้า ถูกวางพิงต้นไม้ไว้โดยรอบกระท่อมเล็ก ๆ หลังหนึ่ง โดยตรงบริเวณต้นไม้หน้ากระท่อม เป็นที่พิงของไม้ไผ่ที่มีศีรษะของเด็กสาวที่ยังไม่เน่าเปื่อย ศีรษะของเด็กสาวคนเดียวที่เพิ่งจะถูกฆ่าตาย นั่นก็คือลูกสาวของผู้ใหญ่บ้าน และข้างศีรษะนั้นเอง พบศพของชายนิรนามผูกคอเสียชีวิต ในสภาพเปลือยท่อนบนและแขนทั้งสองข้างถูกผูกเข้ากับกระด้ง คาดว่าทั้งคู่น่าจะเสียชีวิตได้ไม่นาน
จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่าชายนิรนามดังกล่าวเป็นใครมาจากไหน แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นคนเร่ร่อนที่มาแอบชอบลูกสาวผู้ใหญ่บ้าน แล้วโดนไล่ออกจากหมู่บ้านจนต้องมาสร้างกระท่อมอยู่ในป่าแห่งนั้น และเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด
สำหรับแรงจูงใจนั้นไม่มีใครทราบได้ และไม่มีใครเคยพบเห็นร่างกายส่วนที่เหลือของเด็กสาวเหล่านั้น หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวชาวบ้านทุกคนจึงตัดสินใจฝังศพทุกศพไว้ในป่าแล้วตกลงกันว่าจะเก็บทุกอย่างเป็นความลับ รู้กันแค่ภายในหมู่บ้านเท่านั้น
ตัวผู้เขียนเองมีญาติอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้จึงพอรู้เรื่องราวบ้าง แต่ก็ใช้เวลาหลายเดือนเหมือนกันที่จะไปสัมภาษณ์คนในเหตุการณ์และขออนุญาตนำมาเผยแพร่เป็นอุทธาหรณ์ เนื่องจากชาวบ้านส่วนมากรู้สึกไม่สบายใจที่จะพูดเรื่องนี้ เพราะภาพที่เห็นในคืนนั้นมีความสยดสยองและน่าหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง
แม้ในปัจจุบันความเจริญจะเข้าไปถึงหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว แต่ป่าหลังหมู่บ้านก็ยังคงขึ้นชื่อเรื่องของความอาถรรพ์ โดยบางครั้งในตอนพลบค่ำหากเข้าไปใกล้ ๆ จะได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาจากข้างใน บ้างก็เล่าว่าได้ยินเสียงหัวเราคิกคักของเด็กผู้หญิง
แต่ภาพที่ยังคงหลอกหลอนชาวบ้านมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ ทุกครั้งที่ครบรอบปีของเหตุการณ์นั้น จะปรากฏเห็นร่างอันเปลือยเปล่าและไร้ซึ่งศีรษะของเด็กสาวทั้งห้า มายืนจับมือกันอยู่ตรงชายป่า โดยที่คนริมสุดจะชี้นิ้วเข้ามาในหมู่บ้านราวกับกำลังบอกว่า
ฆาตกรตัวจริงยังคงลอยนวลอยู่
จบ…
---
ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับเรื่องสั้นเรื่องที่สิบเก้าของผม เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งครับ ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องผีใน the shock เรื่อง “หลอนทั้งหมู่บ้าน” ซึ่งเป็นเรื่องผีไทยเรื่องโปรดของผมครับ คิดเห็นติชมอย่างไรสามารถคอมเมนต์ไว้ด้านล่างได้เลยนะครับ สวัสดีครับ
เหตุการณ์กระสือเมื่อปี พ.ศ. 2506 ที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ในแถบชนบทของจังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ติดชายแดน มีจำนวนประชากรไม่เกิน 200 คน ซึ่งแน่นอนว่าความเจริญยังเข้าไม่ถึง แต่ถึงกระนั้นชาวบ้านก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความสงบสุขเนื่องจากมีทรัพยากรอดุมสมบูรณ์เพียงพอที่จะเลี้ยงทุกคน
ในสมัยนั้นชาวบ้านทุกคนล้วนมีอาชีพเป็นเกษตรกร ซึ่งโดยส่วนมากจะมีที่นาเป็นของตัวเอง หากมองหมู่บ้านแห่งนี้จากมุมสูงจะพบว่าพื้นที่โดยรอบทั้งหมดเป็นผืนนาอันกว้างใหญ่ไพศาล สลับกับผื่นป่าเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านมักจะเข้าไปหาของป่าตามฤดูกาล นับว่าเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและแทบไม่มีความลำบากยากเข็ญใด ๆ
จนกระทั่งต้นปี พ.ศ. 2506
เหตุการณ์ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นจากการหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กสาวอายุ 13 ปี คนหนึ่ง นามสมมติว่า “เอ” โดยจากคำบอกเล่าของพี่ชายแท้ ๆ ได้กล่าวไว้ว่าเอเป็นคนร่าเริง ในตอนกลางวันมักจะออกไปช่วยพ่อกับแม่ทำสวน แต่เนื่องจากภาระงานที่มีมากของสองสามีภรรยา ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาสอดส่องดูแลลูก ๆ
พี่ชายของเอเล่าวันในวันที่เอหายตัวไป ตนและพ่อกับแม่กำลังจะพักรับประทานอาหารกลางวันที่กระท่อมปลายนา จึงได้ตะโกนเรียกเอมาทานด้วย แต่กลับไร้วี่แววใด ๆ ของเด็กสาว ในตอนนั้นทุกคนคิดว่าเอยังคงวุ่นอยู่กับงานที่ได้รับมอบหมาย ก็เลยตัดสินใจทานข้าวรอไปก่อน เดี๋ยวพอหิวก็คงมาเอง
แต่ก็ยังคงไร้วี่แววใด ๆ
พอตกเย็นทุกคนจึงช่วยกันออกตามหา มีการพบรอยเท้าของเอใกล้กับจุดที่พบเอครั้งสุดท้าย แต่ก็ดูเหมือนว่าอยู่ดี ๆ รอยเท้าเหล่านั้นก็ไปสิ้นสุดลงดื้อ ๆ ตรงบริเวณไม่ห่างจากจุดนั้นมากนัก ราวกับว่าเด็กสาวได้อันตรธานหายไปกลางอากาศ สร้างความสงสัยและกังวลใจให้กับครอบครัวนี้เป็นอย่างมาก
ในระหว่างที่พ่อกับแม่ของเอใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวังว่าลูกสาวของตนอาจจะยังมีชีวิตอยู่ที่ใดสักแห่ง เพียงแค่วันต่อมา เหตุการณ์คล้ายกันนี้ก็ได้เกิดขึ้นกับอีกครอบครัวหนึ่ง ลูกสาวคนเดียวของครอบครัวนามสมมติว่า “บี” ได้หายตัวไปในลักษณะที่แทบจะเหมือนกันกับกรณีของเอ แตกต่างกันแค่เพียงจุดที่พบครั้งสุดท้าย เนื่องจากทางครอบครัวของบีปฏิเสธที่จะให้ขอมูลมากไปกว่านี้ ตัวผู้เขียนจึงได้แต่คาดเดาว่าในวันที่หายตัวไป บีน่าจะออกไปช่วยพ่อกับแม่ทำสวนเหมือนกับเอ
การหายตัวไปของเด็กสาวทั้งสองคนทำให้ผู้ใหญ่บ้านสั่งกำชับให้เฝ้าดูบุตรหลานอยู่ตลอดเวลาขณะอยู่นอกบ้าน แต่ถึงกระนั้นด้วยความเคยชินของผู้ปกครองที่ปล่อยให้ลูก ๆ อยู่ตามลำพังในที่นาของตน ทำให้อีกสองวันต่อมา มีเด็กสาวอีกสองคนหายตัวไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน โดยทั้งคู่มีอายุเท่ากันคือ 11 ปี แต่มาจากคนละครอบครัว ซึ่งการหายตัวไปในครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านทุกคน ทำให้ไม่มีใครกล้านำบุตรหลานออกจากบ้านอีกเลย
ในขณะเดียวกัน ได้มีข่าวลือแพร่สะพัดมาจากชาวบ้านที่ออกไปหาแมลงตอนพลบค่ำ ว่ามีการพบเห็นดวงไฟสลัว ๆ ทั้งหมดสี่ดวงลอยอยู่บริเวณยอดไม้ในป่าหลังหมู่บ้าน ซึ่งป่าแห่งนี้ชาวบ้านร่ำลือว่าเป็นที่สิงสถิตของสิ่งชั่วร้ายรวมไปถึงภูติผีต่าง ๆ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือเป็นป่าอาถรรพ์ที่ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเข้าไปหาของป่าในตอนกลางวัน และการพบเห็นดวงไฟดังกล่าวยิ่งสร้างความหวาดกลัวมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
ชาวบ้านบางส่วนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าการพบเห็นดวงไฟสี่ดวงนั้นอาจเป็นการปรากฏตัวของ “ผีกระสือ” ครั้งแรกในรอบหลายสิบปีของหมู่บ้านนี้ และบางคนก็ได้เชื่อมโยงการพบเห็นกระสือในครั้งนี้กับการหายตัวไปของเด็กสาวทั้งสี่ ซึ่งทำให้ผู้ปกครองของผู้สูญหายรู้สึกไม่พอใจเนื่องจากทุกคนเชื่อว่าลูกสาวของตนไม่มีทางเป็นกระสือได้ จึงเกิดการทะเลาะวิวาทบานปลายจนผู้ใหญ่บ้านต้องมาห้ามปรามไว้
ในคืนนั้นเอง หลังจากที่ผู้ใหญ่บ้านระงับเหตุทะเลาะวิวาทได้แล้ว เขาได้กลับมาบ้านแล้วพบภรรยานั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่ที่บันได เมื่อสอบถามจึงได้รู้ว่าลูกสาวของตนนั้นได้หายตัวไป ทั้ง ๆ ที่เขาและภรรยาได้ปิดบ้านไว้อย่างแน่นหนาตอนกลางคืน ทำให้เขารู้สึกเสียใจและโกรธแค้นเป็นอย่างมาก และต้องการรู้ให้ได้ว่า สิ่งที่ลักพาตัวเด็กสาวในหมู่บ้านรวมทั้งลูกสาวคนเดียวของเขาไปนั้นมันคืออะไรกันแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผู้ใหญ่บ้านจึงรวบรวมชายฉกรรจ์ในหมู่บ้าน หมอผี และผู้ปกครองของเด็กสาวทั้งสี่ที่ล้วนเศร้าโศกและโกรธแค้นไม่ต่างจากเขา มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าหลังหมู่บ้าน สถานที่ที่ทุกคนในตอนนั้นเชื่อว่ากุมความลับของเหตุการณ์ทั้งหมดไว้
ภายใต้แสงจันทร์สลัว ๆ ที่ถูกบดบังด้วยเมฆดำ กลุ่มชาวบ้านนับหลายสิบชีวิต นำโดยผู้ใหญ่บ้านและหมอผีอีกจำนวนหนึ่ง บ้างถือตะเกียง บ้างก็ถือคบเพลิงไฟลุกโชน ต่างพากันสลัดความกลัวทิ้งและก้าวเท้าเข้าไปยังป่าอาถรรพ์ที่ไม่เคยมีใครคิดเข้ามาเหยียบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบและวังเวง อากาศแห้ง ๆ ของช่วงปลายฤดูหนาวทำให้อยู่ดี ๆ ขนก็ลุกขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล แต่ทุกคนก็ยังคงเดินฝ่ากองใบไม้แห้งเข้าไปลึกขึ้น ลึกขึ้น ด้วยความหวังว่าจะได้พบกับคำอธิบายของเรื่องราวทั้งหมด
เมื่อเข้าไปจนถึงจุดหนึ่ง จู่ ๆ ท่ามกลางความมืดมิด ก็มีดวงไฟหนึ่งดวงลอยขึ้นมาจากพื้น แล้วมาลอยนิ่งเหนือยอดไม้ตรงหน้าพวกเขาไม่เกิน 500 เมตร และจากนั้นก็มีดวงไฟอีกดวงปรากฏขึ้นในลักษณะเดียวกัน แลัวก็มีอีกดวงเป็นแบบเดียวกัน แล้วก็อีกดวง แล้วก็อีกดวง นับได้ทั้งสิ้นห้าดวง ลอยอยู่ไม่ห่างกันมากนัก แต่ที่แปลกคือหลังจากนั้น ดวงไฟทั้งห้าก็ลอยนิ่งอยู่แบบนั้น ไม่แม้แต่จะเคลื่อนที่ไปไหนเลย ซึ่งผิดกับลักษณะของผีกระสือโดยทั่วไป
จากคำบอกเล่าของนายดำ(นามสมมติ) หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ที่อยู่ในเหตุการณ์ ได้เล่าว่าดวงไฟทั้งห้ามีสีเหลืองอ่อน ๆ เหมือนแสงจากตะเกียง แต่เมื่อเข้าไปใกล้ ๆ เขาจึงได้เห็นเค้าโครงหน้าของเด็กสาว ซึ่งเขาจำได้ว่าใบหน้าแรกที่เห็นมีลักษณะคล้ายกับ “บี” เด็กสาวคนที่สองที่หายตัวไป
นอกจากนั้น เมื่อยิ่งเข้าไปใกล้มากขึ้น ทุกคนก็ได้เห็นกับสิ่งที่ดูคล้ายกับลำไส้และเครื่องในห้อยลงมาจากศีรษะเหล่านั้น แล้วทันใดนั้น ก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมา เป็นเสียงกรีดร้องอันน่าเวทนาของเหล่าผู้ปกครองที่มาด้วย เมื่อพวกเขาได้รู้ว่าศีรษะบนยอดไม้เหล่านั้น เป็นของลูกสาวที่หายตัวไปของพวกเขานั่นเอง
ในขณะที่เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วทั้งป่า แสงไฟจากตะเกียงและคบเพลิงของทุกคนก็ได้เผยให้เห็นความจริงอันน่าหดหู่ใจ ว่าดวงไฟที่พวกเขาเห็นนั้น ไม่ได้เป็นของกระสือ แต่มันเป็นแสงจากตะเกียงที่ห้อยอยู่กับศีรษะที่กำลังเน่าเปื่อยของเด็กสาวพวกนั้น
โดยสภาพของพวกเธอเหลือเพียงแค่ศีรษะ ลำไส้ รวมทั้งอวัยวะภายในต่าง ๆ ที่ส่งกลิ่นเน่าคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ อาทิเช่น เช่น ปอด ตับ ม้าม และหัวใจ ทั้งหมดถูกเย็บเข้าด้วยกันอย่างประณีตให้ดูเหมือนลักษณะของกระสือ แล้วนำไปผูกติดเข้ากับปลายท่อนไม้ไผ่ ที่วางพิงต้นไม้เอาไว้
ซึ่งท่อนไม้ไผ่ทั้งห้า ถูกวางพิงต้นไม้ไว้โดยรอบกระท่อมเล็ก ๆ หลังหนึ่ง โดยตรงบริเวณต้นไม้หน้ากระท่อม เป็นที่พิงของไม้ไผ่ที่มีศีรษะของเด็กสาวที่ยังไม่เน่าเปื่อย ศีรษะของเด็กสาวคนเดียวที่เพิ่งจะถูกฆ่าตาย นั่นก็คือลูกสาวของผู้ใหญ่บ้าน และข้างศีรษะนั้นเอง พบศพของชายนิรนามผูกคอเสียชีวิต ในสภาพเปลือยท่อนบนและแขนทั้งสองข้างถูกผูกเข้ากับกระด้ง คาดว่าทั้งคู่น่าจะเสียชีวิตได้ไม่นาน
จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่าชายนิรนามดังกล่าวเป็นใครมาจากไหน แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นคนเร่ร่อนที่มาแอบชอบลูกสาวผู้ใหญ่บ้าน แล้วโดนไล่ออกจากหมู่บ้านจนต้องมาสร้างกระท่อมอยู่ในป่าแห่งนั้น และเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด
สำหรับแรงจูงใจนั้นไม่มีใครทราบได้ และไม่มีใครเคยพบเห็นร่างกายส่วนที่เหลือของเด็กสาวเหล่านั้น หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวชาวบ้านทุกคนจึงตัดสินใจฝังศพทุกศพไว้ในป่าแล้วตกลงกันว่าจะเก็บทุกอย่างเป็นความลับ รู้กันแค่ภายในหมู่บ้านเท่านั้น
ตัวผู้เขียนเองมีญาติอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้จึงพอรู้เรื่องราวบ้าง แต่ก็ใช้เวลาหลายเดือนเหมือนกันที่จะไปสัมภาษณ์คนในเหตุการณ์และขออนุญาตนำมาเผยแพร่เป็นอุทธาหรณ์ เนื่องจากชาวบ้านส่วนมากรู้สึกไม่สบายใจที่จะพูดเรื่องนี้ เพราะภาพที่เห็นในคืนนั้นมีความสยดสยองและน่าหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง
แม้ในปัจจุบันความเจริญจะเข้าไปถึงหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว แต่ป่าหลังหมู่บ้านก็ยังคงขึ้นชื่อเรื่องของความอาถรรพ์ โดยบางครั้งในตอนพลบค่ำหากเข้าไปใกล้ ๆ จะได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาจากข้างใน บ้างก็เล่าว่าได้ยินเสียงหัวเราคิกคักของเด็กผู้หญิง
แต่ภาพที่ยังคงหลอกหลอนชาวบ้านมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ ทุกครั้งที่ครบรอบปีของเหตุการณ์นั้น จะปรากฏเห็นร่างอันเปลือยเปล่าและไร้ซึ่งศีรษะของเด็กสาวทั้งห้า มายืนจับมือกันอยู่ตรงชายป่า โดยที่คนริมสุดจะชี้นิ้วเข้ามาในหมู่บ้านราวกับกำลังบอกว่า
ฆาตกรตัวจริงยังคงลอยนวลอยู่
จบ…
---
ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับเรื่องสั้นเรื่องที่สิบเก้าของผม เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งครับ ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องผีใน the shock เรื่อง “หลอนทั้งหมู่บ้าน” ซึ่งเป็นเรื่องผีไทยเรื่องโปรดของผมครับ คิดเห็นติชมอย่างไรสามารถคอมเมนต์ไว้ด้านล่างได้เลยนะครับ สวัสดีครับ