การก้าวออกจากศาสนา (พุทธ) ของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมองเห็นความไม่เท่าเทียมทางเพศที่แทรกซึมภายใน

ความคิดเห็นเหล่านี้ ขออนุญาตก็อปมาจากโพสต์ของ BBC Thai ในเฟสบุ๊ค ในประเด็นเรื่องการบวชภิกษุณีของเพศหญิงในศาสนาพุทธ

https://www.facebook.com/1526071940947174/posts/2448622985358727/

ใต้โพสต์นั้น มีคอมเมนต์มากมายทั้งส่วนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดย จขกท ขอก๊อปมาเฉพาะส่วนที่แสดงความไม่เห็นด้วยนะคะ

"ครุธรรม (อ่านว่า คะรุทำ) แปลว่า "ธรรมอันหนัก" หมายถึง ข้อปฏิบัติสำหรับภิกษุณีอันเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่ทรงอนุญาตให้สตรีอุปสมบทได้ โดยต้องปฏิบัติด้วยความเคารพตลอดชีวิต มี 8 ประการโดยสรุป คือ
๑.แม้บวชมานานนับร้อยปีก็ต้องกราบไหว้ภิกษุ แม้บวชในวันนั้น
๒.ต้องจำพรรษาอยู่ในวัดที่มีภิกษุ
3.ต้องไปถามวันอุโบสถและรับฟังโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือน
๔.ต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่ายหลังจำพรรษาแล้ว๕.ต้องประพฤติมานัตในสงฆ์สองฝ่ายเมื่อต้องอาบัติหนัก
๖.ต้องเป็นสิกขมานา 2 ปี ก่อนจึงขออุปสมบทในสงฆ์สองฝ่ายได้
๗.ต้องไม่บริภาษด่าว่าภิกษุไม่ว่ากรณีใด ๆ
๘.จะว่ากล่าวตักเตือนภิกษุไม่ได้ แต่ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนได้"

"ที่พระพุทธเจ้าตั้งกฎไว้มากมายข้อห้ามเยอะเพราะพระองค์ทรงเห็นว่าเมื่ผู้หญิงมาอยู่รวมกันมากๆย่อมมีปัญหากระทบกระทั่งกันพระองค์เลยตั้งกฏไว้ให้ปฏิบัตตามอย่างเคร่งคัดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไม่ใช่พระองค์เหยียดเพศหญิงเราไปเห็นมาแล้วสถานที่ที่พระองค์ให้บวชเป็นภิษุณีอยู่รวมกัน500รูป แล้วมันมีปัญหาตามที่พระองค์ทรงเห็น ตอนหลังพระองค์เลยไม่อนุญาติให้บวช คุณไม่ควรพูดในสิ่งที่คุณไม่รู้จริง จบนะแล้วไม่ต้องมาด่าเราบาปใครบาปมันนรกใครนรกมัน"

"ตามสภาพของเพศหญิงจะมีภัยมาก ในสมัยพุทธกาลมีภิกษุณีโดนข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศมาก เลยต้องให้ภิกษุคุ้มครอง ถ้าไม่เชื่อฟังผู้คุ้มครอง จะเอาแต่ใจตน ก็จะเป็นปัญหามาก จะมีอันตรายทั้งภิกษุและภิกษุณี พระวินัยที่บัญญัตินั้นก็เพื่อความปลอดภัยของตัวภิกษุณีเองครับ"

จะเห็นได้ชัดว่าศาสนาพุทธ (หรือคนที่นับถือศาสนาพุทธเหล่านั้น) มอง "ผู้หญิง" เป็น "ตัววุ่นวาย" “ตัวภาระ” และ "ตัวสร้างปัญหา" การเรียกร้องสิทธิ์ความเท่าเทียมของผู้หญิงในการบวชนั้น "เป็นเรื่องผิด" และ "บวชถือศีลแปดก็บรรลุได้อย่าเรียกร้องให้มาก"

จริงๆ นอกจากความไม่เท่าเทียมในการบวชแล้ว ยังมีหลายเรื่องที่ฝังรากเหง้า เช่น

"ผลกรรมที่อาจจะได้รับในชาติหน้า เมื่อผิดศีลข้อสาม

 5.เกิดเป็นหญิง
 เพราะการกระทำอกุศลกรรมบถในข้อนี้จะเป็นไปแบบปิดบังซ่อนเร้น ไม่กล้า เปิดเผย การกระทำที่ต้องหลบเลี่ยงเช่นนี้จัดเป็นอำนาจอ่อนแบบที่เรียกว่า "สสังขาริก" อันจะนำไปเกิดเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นเพศที่มีความลำบากมากว่าผู้ชาย มีความอับอายในบางสิ่งบางอย่างมากกว่า มีเรื่องที่ต้องปกปิดมากกว่า นั่นเอง

 6.เกิดเป็นกระเทย
ซึ่งเป็นเพศที่สังคมส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับ เพราะเหตุที่ได้เคยกระทำ กาเมสุมิฉาจาร ที่สังคมไม่ยอมรับ นั่นเอง"

ข้อหลังที่ยกมานี้ ไม่เพียงแต่ดูถูกเพศหญิงว่าเป็น “เพศบาป” แต่ล้วนเป็นการดูถูกทุกเพศยกเว้น "เพศชาย" ทั้งสิ้น

คำถามและข้อสงสัยเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของ จขกท มาหลายปีแล้ว เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างเคร่งศาสนา (อาจจะไม่ได้เคร่งขนาดนั้น แต่ศาสนามีผลต่อการใช้ชีวิตเยอะอยู่)

จนในที่สุด การที่เราได้ดูคลิปการเรียกร้องการบวชภิกษุณีในประเทศไทยเหมือนเป็นจุดใหญ่ที่สะกิดให้เราตัดสินใจจากการที่เราได้อ่านคอมเมนต์ต่างๆ ที่ยกมาด้านบน พร้อมด้วยโควตเจ้าประจำว่า "ทุกสถานที่ ทุกศาสนามีกฎเกณฑ์ของมัน ถ้ารับไม่ได้ ควรเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น"

"น้องจะศาสนาอะไรก็ช่างครับ ไม่ได้มีใครสนหรอกครับ ทุกคนมีสิทธิ์นับถือศาสนาไรก็ได้แล้วแต่บุคคล แต่ถ้าน้องจะนับถือศาสนาพุทธ เค้าก็มีกฎเกณฑ์ของพุทธ ถ้าน้องจะนับถือ น้องก็ควรจะทำตามครับ ถ้าไม่พอใจน้องก็ไปนับถือศาสนาเบคอนหรืออะไรก็แล้วแต่ที่น้องชอบก็ได้ครับ นี่มันปี 2019 คงไม่มีใครมาบังคับน้องหรอกว่าต้องเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู หรือเบคอน
หารที่ไม่เป็นภิกษุณี ก็เป็นอุบาสิกาได้ครับ"

ตอนนั้นเราก็แบบ...โอเค เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราออกจากศาสนานี้เอง

หลายคนอาจจะบอกเราว่า "จะไปคิดอะไรนักหนา นี่ไม่ใช่แก่นแท้ของพุทธสักหน่อย" แต่จริงๆ แล้ว การใช้ชีวิตในสังคมศาสนา ถ้าแม้แต่เปลือกยังไม่รู้จักทะนุบำรุงให้ดี คิดว่าจะมีสักกี่คนที่จะสามารถลงไปถึงแก่นผ่านเปลือกอันเละเทะนั้นได้

ถ้าตำราเขาว่ากันว่า ฆราวาสเมื่อบรรลุอรหันต์แล้วจักต้องบวช มิเช่นนั้นจะไม่อาจมีชีวิตอยู่เกินเจ็ดวัน แล้วถ้าผู้หญิงบรรลุอรหันต์ แต่บวชไม่ได้ พวกเธอเหล่านั้นจะทำเช่นไร

บริบททางสังคมของสมัยพุทธกาลและสมัยนี้ต่างกัน ทุกคนล้วนรู้ดี แต่ทำไมถึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ สิ่งที่ผ่านมาแล้วกว่า 2500 ปี บางอย่างควรเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาบ้างไหม

ในเมื่อความเท่าเทียมระหว่างชายหญิงในศาสนาจะทำให้ศาสนาเสื่อม เพศหญิงคือเพศบาปในศาสนา การบวชของผู้หญิงจะทำให้พุทธถดถอย หรือแม้กระทั่งผู้หญิงบวชแล้วกลับต้องอยู่ใต้เพศชายไปตลอด เช่นนั้นเราก็ขอไม่รับความเป็นพุทธเหล่านี้เข้าไปในชีวิตผู้หญิงของเรา ชาวพุทธหลายคนอาจบอกว่าเราจะต้องตกนรก แต่ความจริงแล้ว มันไม่ควรมีใครต้องตกนรกเพียงเพราะมีชุดความเชื่อที่ไม่ใช่พุทธนะคะ

จริงๆ จะบอกว่าเลิกนับถือศาสนาไปเลยก็ไม่ถูก ยังไงเราก็เติบโตมาในบ้านที่นับถือศาสนานี้ เราเองก็เห็นข้อดีของศาสนาพุทธมามากมาย จุดยืนของเราต่อไปนี้ คือเราจะเลือกเชื่อคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น และเปิดรับคำสอนของศาสนาอื่นมากขึ้น เราจะเลิกยึดติดกับคำว่า "พุทธ" เพราะศาสนาพุทธ ไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต

เราจะเป็นคนไม่นับถือศาสนาที่ยังนั่งสมาธิ ถือศีลห้า ทำบุญบริจาคผู้ยากไร้ และเติบโตทำประโยชน์ให้แก่สังคมต่อไป

แต่ขอยืดหยัดไม่ยอมรับต่อความไม่เท่าเทียมทางเพศทุกรูปแบบไม่เว้นแม้กระทั่งในรูปแบบคำสอนของศาสนา

และหวังว่าคำสอนของศาสนาจะถูกปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ให้เข้ากับบริบทของสังคมในปัจจุบันในสักวันค่ะ

ป.ล. เราเองก็เคยอยู่ในจุดที่ต่อว่าคนที่เลือกออกจากศาสนาว่าไม่รู้จักศาสนาพุทธจริง ตรงนี้เราต้องขออภัยทุกคนย้อนหลังด้วยค่ะ พอมาถึงตรงนี้ ตอนที่เราเริ่มหลุดพ้นจากกรอบความเชื่อเก่าๆ และคิดอะไรด้วยตนเอง เราเองก็กลายเป็นคนหนึ่งที่ตัดสินใจหันหลังให้กลับศาสนาเหมือนกัน
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่