JJNY : 4in1 คนส.หนุนนร.-น.ศ.พร้อมช่วย/ตุลาการศาลรธน.ชี้คดีบอสจี้นายกฯต้องพูด/วิกฤตหนัก!น้ำการเกษตร/ส่งออกคาดติดลบ8-9%

คนส. แถลงการณ์ หนุนนักเรียน-น.ศ.ใช้สิทธิชุมนุม พร้อมช่วยเหลือ หากใครถูกขัดขวาง ข่มขู่
https://www.matichon.co.th/politics/news_2280171
 

 
คนส.แถลงการณ์ หนุนนักเรียน-น.ศ.ใช้สิทธิชุมนุม พร้อมช่วยเหลือ หากใครถูกขัดขวาง ข่มขู่
 
เมื่อวันที่ 25 ก.ค. เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ออกแถลงการณ์เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง เรื่อง สนับสนุนการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ระบุว่า
 
การชุมนุมทางการเมืองกำลังขยายตัวอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ผู้เข้าร่วมมีทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนกลุ่มต่างๆ สถานที่จัดการชุมนุมมีทั้งสถานศึกษา พื้นที่สาธารณะ และบริเวณที่มีความสำคัญทางการเมือง รูปแบบการชุมนุมมีความหลากหลาย มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแสดงออกข้อเรียกร้อง ความคับข้องใจ ตลอดจนความใฝ่ฝันและจินตนาการใหม่ เป็นการตื่นตัวทางการเมืองของคนในประเทศที่กระจายไปทุกกลุ่มทุกเพศสภาพ และทุกช่วงวัย อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เนื่องจากต่างมีความตระหนักร่วมกันในปัญหาที่ประเทศกำลังประสบอยู่ภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน
 
ทว่าขณะเดียวกันก็มีความพยายามหยุดยั้งการชุมนุมดังกล่าวในหลายลักษณะ นับตั้งแต่การอ้างข้อกฎหมายห้ามไม่ให้มีการชุมนุม การออกประกาศไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมในมหาวิทยาลัยและโรงเรียน หรือการกดดันผู้บริหารสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นอธิการบดีหรือคณบดีของมหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงเรียนหรือครูฝ่ายปกครองของโรงเรียนมัธยม ให้หยุดยั้งการเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา และนักเรียน ขณะเดียวกันก็ข่มขู่คุกคามผู้จัดกิจกรรมให้ยกเลิก และหากไม่ปฏิบัติตามก็จะมีการตั้งข้อหาดำเนินคดีตามมา ด้วยหวังว่าจะก่อให้เกิดความเข็ดหลาบพร้อมกับปรามผู้จะทำตามในเวลาเดียวกัน
 
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) เห็นว่า การชุมนุมเป็นสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่สามารถอ้างกฎหมายหรือระเบียบใดละเมิดได้ จึงขอแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ดังกล่าวดังนี้
 
1. เจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่ขัดขวางการชุมนุมที่เกิดขึ้นโดยสงบและปราศจากอาวุธ ไม่ว่าจะด้วยการอ้างข้อกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือการใช้กำลังซึ่งหน้า รวมไปถึงการข่มขู่คุกคามในลักษณะต่างๆ ทั้งที่ผ่านผู้บริหารสถานศึกษาและต่อตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษา อาจารย์ หรือประชาชนผู้เข้าร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือต้องละเว้นการข่มขู่ในรูปแบบใดๆ ที่กระทำต่อนักเรียนที่ยังอยู่ในระดับมัธยมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการกระทำต่อนักเรียนโดยตรง หรือกดดันผ่านผู้ปกครอง หรือสถานศึกษาในทุกรูปแบบ
 
2. ผู้บริหารสถานศึกษาทั้งในระดมอุดมศึกษาและมัธยมศึกษา จะต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรม ในการทำให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพ โดยต้องไม่ขัดขวางหรือข่มขู่คุกคามการแสดงออกของนักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมถึงอาจารย์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในรูปของการเสวนาทางวิชาการหรือว่าการชุมนุมโดยสงบ
 
3. เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องไม่ตั้งข้อหานักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่ชุมนุม และจะต้องยุติการดำเนินคดีที่มีก่อนหน้า
 
4. พ่อแม่ผู้ปกครองพึงส่งเสริมการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และยืนหยัดคุ้มครองและปกป้องสิทธิและเสรีภาพของเด็กนักเรียน เนื่องจากตอนนี้การคุกคามพุ่งเป้าไปที่เด็กนักเรียนที่เปราะบางต่อการถูกใช้อำนาจบังคับและลงโทษจากระบบโรงเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองต้องไม่เป็นเครื่องมือในการระงับการแสดงออกหรือกลายเป็นเครื่องมือในการส่งต่อการใช้อำนาจ [เผล่ะจัง] 
 
คนส. พร้อมที่จะสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือนักเรียน นิสิต นักศึกษา อาจารย์ รวมทั้งประชาชนที่ประสบการขัดขวาง ข่มขู่คุกคาม รวมทั้งการตั้งข้อหาดำเนินคดีจากการชุมนุม ทั้งการสนับสนุนทางวิชาการ และปฏิบัติการภายใต้หลักประชาธิปไตยสากล การประสานงานเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและการประกันตัว ตลอดจนการสร้างเครือข่ายให้ความช่วยเหลือในขั้นตอนต่างๆ หากต้องถูกดำเนินคดีการเมือง เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เป็นธรรมด้วยกัน
 
ด้วยความเชื่อมั่นในสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน
 
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.)
25 กรกฎาคม 2563
 

 
ตุลาการศาล รธน. ชี้คดี บอส อยู่วิทยา ทำระบบยุติธรรมหมดความหมาย จี้นายกฯต้องพูด 
https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_4578258

“ทวีเกียรติ” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชี้คดี ”บอส” ทำให้ระบบความยุติธรรมหมดความหมาย จี้ “นายกฯ”ออกมาพูด 

วันที่ 25 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นในกรุ๊ปไลน์กฎหมาย เกี่ยวกับการสั่งไม่ฟ้องคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังในคดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิตทุกข้อหาว่า 

เรื่องขับรถชนคนตาย เป็นเรื่อง common ที่คนรู้เห็นและเข้าใจกันทุกชนชั้น ทั้งประเทศ

แต่การที่จำเลยไม่ถูกสั่งฟ้องเพราะสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างกรณีนี้ เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดและไม่มีใครเข้าใจได้เลย แทนที่จะช่วยโดยทำสำนวนว่าประมาทร่วม และช่วยเหลือครอบครัวผู้ตายอย่างดี แล้วปล่อยให้ศาลแล้วถูกศาลตัดสินจำคุกแต่ให้รอลงอาญา
 
ดังนั้น อัยการที่ไม่สั่งฟ้อง และตำรวจที่ไม่แย้ง ซึ่งทั้งคู่เป็นองค์กรหลักในกระบวนการยุติธรรม ที่เปราะบางอยู่แล้ว ก็ยิ่งกลายเป็นความล้มเหลว และหมดหวังที่จะพึ่งได้อีกจากคนทั้งประเทศที่รับรู้เข้าใจเรื่องง่ายๆ นี้หมดทุกคน และจะทำให้ระบบความยุติธรรมหมดความหมาย ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป
 
ถ้ามองให้ดีจะเห็นว่าเศรษฐกิจก็ล้มเหลว โควิดก็คุกคาม สังคมก็แตกแยก คนเบื่อและเกลียดรัฐบาลมากขึ้น การเมืองก็แย่งผลประโยชน์ และคนรู้สึกว่ามีแต่นักการเมืองน้ำเน่าที่แก่งแย่ง หน้าไม่อายและกอบโกยคอร์รัปชั่นไม่ต่างจากยุคก่อนๆ
 
อย่างเดียวที่รัฐบาลใช้เป็นหลักพิงประคองตัวอยู่ได้คือ Law and Order
 
บัดนี้คนส่วนใหญ่เห็นว่า กฎหมายมันไม่ศักดิ์สิทธิ์และไม่น่าเคารพเชื่อฟังอีกแล้ว
 
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องประชาชนทุกภาคส่วนรุมกันด่าตำรวจหรืออัยการ แล้วพอผ่านไปสองอาทิตย์ พอซาลงก็จบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพังทลายลงของรัฐบาล ซึ่งจะมาเร็วมาก
 
โดยเฉพาะเมื่อมีคนโยง และชาวบ้านเชื่อว่านายกฯรับเงิน 300 ล้าน เพื่อช่วยโควิดจากเขาเมื่อหลายเดือนก่อนเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องนี้ นี่ไม่ใช่น้ำผึ้งหยดเดียว แต่เป็นน้ำผึ้งทั้งไห ที่เทราดลงไป
 
ขณะที่ม็อบของคนรุ่นใหม่กำลังจุดติด ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านการผูกขาดอำนาจ ต่อต้านพวกทุจริต ต่อต้านรัฐบาลที่ทำให้คนตกงาน เศรษฐกิจล้มเหลว หรือต่อต้าน [เผล่ะจัง]  ทั้งหมดคือภาพรวมของการต่อต้านสังคมที่อยุติธรรมนั่นเอง
 
เรื่องนี้เกิดขึ้นโดยรัฐบาลไม่รับรู้ ไม่ตั้งใจ แต่ timing ที่มาคือการสาดน้ำมันเข้ากองไฟที่เพิ่งจุดติดแค่กองเล็กๆ จากการชุมนุมของนักศึกษาเท่านั้น และมันจะทำให้เกิดกองไฟลุกท่วมประเทศในเวลารวดเร็วมาก
 
โอกาสเดียวที่นายกฯตู่ จะหลุดรอด และพารัฐบาลออกจากพายุอารมณ์ และความโกรธแค้นของผู้คนทั้งประเทศได้ คือการออกมาพูดโดยเร็วที่สุดว่า รัฐบาลไม่เกี่ยวข้องและไม่รู้เรื่องนี้ แต่เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม ไม่ใช่จะมาพูดว่ารัฐบาลจะไม่ก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม
 
เพราะ perception ของคนทั้งประเทศ เห็นรัฐบาลสั่งได้หมดมาตั้งแต่ คสช.แล้ว และนายกฯจะตั้งกรรมการขึ้นตรวจสอบกระบวนการเรื่องนี้ทั้งหมด จากคนที่สังคมไว้วางใจ โดยให้ทำให้เร็วที่สุด สักสองสัปดาห์ และประกาศว่า ถ้าพบว่ามีอะไรผิดพลาด ทุจริตหรือประพฤติไม่ชอบ
 
จะลงโทษทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างรุนแรงที่สุด เพื่อเรียกศรัทธาและความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมกลับมา และทำให้มี Law and Order ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่คำ้จุนรัฐบาลนี้ในเวลานี้กลับคืนมาเป็นหลักเดียวที่รัฐบาลจะใช้ค้ำจุนตนเองต่อไปได้ครับ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่