----------------------------------------------------
ขอบคุณที่แวะมาอ่านกันนะคะ
แวะมาทักทายพูดคุยกันได้ค้า
www.facebook.com/glassmablez
ลิ้งตอน1-ตอน8 ค่ะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ตอนที่ 1 : https://pantip.com/topic/40034819
ตอนที่ 2 : https://pantip.com/topic/40037206
ตอนที่ 3 : https://pantip.com/topic/40041819
ตอนที่ 4 : https://pantip.com/topic/40045504
ตอนที่ 5 : https://pantip.com/topic/40050024
ตอนที่ 6 : https://pantip.com/topic/40051550
ตอนที่ 7 : https://pantip.com/topic/40053266
ตอนที่ 8 : https://pantip.com/topic/40055184
------------------------------------------------------
2
“เอวา”
หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว ดวงตาเรียวเล็กคู่นั้นเบิกโพลง ริมฝีปากเปิดกว้าง และสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่จนเกิดเป็นเสียงดังลั่น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับไม่ได้หายใจมานานแสนนานแล้ว
พลันแสงสว่างอันเล็กน้อยก็ส่องสว่างขึ้นท่ามกลางความมืด --
แสงเล็กๆนั้นค่อยๆส่องสว่างจนกลายเป็นแสงไฟสีส้มสลัวดวงเล็ก -- แม้จะไม่มากนัก หากแต่มันก็มากพอที่จะทำให้เธอมองเห็นภาพตรงหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ท่ามกลางแสงไฟอันเล็กน้อยนี้ ใบหน้าของชายคนหนึ่งก็เริ่มปรากฏชัดขึ้น -- ชัดจนเธอสามารถมองเห็นแพขนตาที่ล้อมกรอบดวงตาสีเขียวใสคู่นั้นได้ และการจ้องมองอันชิดใกล้นั้นก็ทำให้เธอผวากลัว กรีดร้องออกมาดังลั่น ยกสองมือผลักไสร่างนั้นอย่างรุนแรง แวบหนึ่งเธอได้ยินเสียงเขาร้องบอกอะไรบางอย่าง หากแต่เธอไม่สามารถรับรู้อะไรอื่นได้อีก นอกจากภาพของคมมีดที่เงื้อมขึ้นสูง ความรู้สึกหวาดกลัวสุดชีวิต ก่อนจะตามมาด้วยความเจ็บปวดที่แล่นปราดไปทั่วทั้งร่าง --
ความรู้สึกอันรุนแรงนั้นทำให้เธอรีบยกมือกุมท้องตนเอง เธอก้มมองสำรวจตนเองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่าร่างของเธอสมบูรณ์ดี ไม่มีรอยแผลที่ถูกแทง หรือแม้กระทั่งคราบเลือดสักหยด
หญิงสาวหอบหายใจ ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองชายแปลกหน้า --
ชายคนนั้นยังคงเว้นระยะห่างจากเธอ ใบหน้าที่รกครึ้มไปด้วยหนวดสีแดงเพลิงจ้องมองมานิ่ง -- เมื่อแน่ใจว่าเธอสงบดีแล้ว เขาจึงย่อตัวลงช้าๆ จนกระทั่งใบหน้าเขาอยู่ในระดับเดียวกันกับสายตาเธอ มือทั้งสองข้างนั้นค่อยๆยกขึ้นกลางอากาศเป็นเชิงมาอย่างเป็นมิตร
หญิงสาวเหลือบมองมือหนาของชายตรงหน้า -- เขาไม่ได้สวมถุงมือหนัง หรือถือมีดอย่างที่เธอนึกหวาดกลัว -- หากแต่เขากำลังถือไม้ขีดก้านหนึ่ง
เธอมองเขาด้วยแววตาที่มึนงงและสับสน -- ที่นี่คือที่ไหนกัน --
“คุณเป็นลมหมดสติไป” ชายคนนั้นบอกเธอช้าๆ ราวกับอ่านความคิดเธอได้ “คุณเป็นอะไรไหม”
หญิงสาวจ้องมองดวงไฟสีส้มสลัวจากปลายไม้ขีดที่ชายหนุ่มค่อยๆนำมันจุดเข้ากับตะเกียงบนพื้นใกล้ตัว
ไม่นานนักตะเกียงดวงน้อยก็ค่อยๆส่องสว่างมากขึ้น ทำให้เธอมองเห็นใบหน้าของชายตรงหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“โจนาห์” เธอโพล่งออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง
หากแต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้า ขยับตะเกียงมาใกล้ระหว่างเขากับเธอมากขึ้น ก่อนที่จะเอ่ยออกมาช้าๆว่า “ผม เมิฟ” เขาปล่อยมือจากตะเกียง ค่อยๆถอยกลับไปนั่งลงบนพื้นไม้ตรงข้ามเธอ
แวบหนึ่งหญิงสาวคิดว่าเขาพูดปด แต่เมื่อแสงไฟส่องให้เห็นใบหน้าที่รกครึ้มไปด้วยหนวดเครา และเรือนผมสีแดงเพลิงที่ยุ่งเหยิงแล้ว เธอก็แน่ใจว่าชายคนนี้ไม่ใช่โจนาห์ -- เขาอาจจะมีเค้าโครงหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างเหลือเชื่อ หากแต่ชายคนนี้จะเป็นโจนาห์ไปไม่ได้ -- โดยเฉพาะตอนที่เธอสังเกตเห็นเสื้อคลุมตัวเก่าของเขา ที่เต็มไปด้วยคราบสกปรก และรอยขาดวิ่น -- โจนาห์ที่เธอรู้จักไม่ได้เป็นแบบนี้ --
โจนาห์มักจะดูแลให้ตนเองดู -- ดูดีอยู่เสมอ -- หญิงสาวขมวดคิ้วเมื่อนึกถึงโจนาห์ -- โจนาห์ไม่เคยปล่อยให้เรือนผมของตนดูยุ่งเหยิง หรือแม้แต่ปล่อยให้สันกรามตนมีหนวดเคราขึ้นสักนิด เช่นเดียวกันกับที่เสื้อผ้าเขามักจะสะอาดเอี่ยม ปราศจากรอยสกปรกทั้งหลาย -- โจนาห์มักจะดูสะอาดสะอ้านอยู่ตลอดเวลา คล้ายกับว่าเขาไม่เคยย่างกรายเข้าไปใกล้ที่ใดที่มีฝุ่นหนา หรือเหยียบย่ำรองเท้าเป็นมันวับคู่นั้นลงไปในโคลนตมเลยสักครั้ง
“คุณเป็นอะไรมากไหม” เป็นเสียงของเมิฟที่เรียกให้เธอหลุดจากภวังค์
หญิงสาวละสายตาจากรองเท้าที่เต็มไปด้วยรอยถลอกของเขา มายังดวงตาสีเขียวใสที่กำลังจ้องมองเธออยู่
เธอส่ายหน้าอย่างมึนงง
“โจนาห์อยู่ที่นี่ไหม” เขาถาม ก่อนจะถามย้ำอีกครั้งอย่างคาดคั้น เมื่อเห็นเธอเงียบไป “โจนาห์อยู่ในบ้านนี้ไหม”
หญิงสาวส่ายหน้าอีกครั้ง -- เขามาหาโจนาห์หรือ
“ผมจะต้มสมุนไพรให้คุณ” เมิฟว่าต่อไป คว้าถุงบางอย่างออกมาจากเสื้อคลุมตัวเก่าของตนเอง ก่อนจะเปิดปากถุง แล้วหยิบสมุนไพรแห้งออกมาหนึ่งกำมือ “มันจะช่วยบรรเทาอาการปวดของคุณได้ เอวา”
ปวดหรือ -- หญิงสาวขมวดคิ้ว --
“ผมรู้ว่าคุณปวดมาก” อีกฝ่ายว่าต่อไป เมื่อเห็นเธอมีท่าทีสับสน
อีกครั้งที่เธอนึกปฏิเสธสิ่งที่ชายคนนี้บอก หากแต่ความเจ็บปวดกลับแล่นปราดไปทั่วข้อเท้าข้างหนึ่งของเธอในทันทีที่เธอพยายามขยับตัวลุกขึ้นมาจากพื้นไม้
หญิงสาวขยับชายกระโปรงไปให้พ้นข้อเท้า ก่อนจะพบว่ามันบวมเป่ง และเต็มไปด้วยรอยช้ำหลายจุด ราวกับถูกทุบด้วยวัตถุที่แข็งอย่างรุนแรง --
หญิงสาวนิ่วหน้ากับความเจ็บปวดที่เริ่มหนักหน่วงขึ้น ในที่สุดก็ยอมแพ้ที่จะลุกขึ้นจากพื้น หากแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสงสัยและสับสน เธอเหลือบมองชายแปลกหน้าในขณะที่ฟังเขาพูดต่อไปว่า “คุณต้องรีบทานยา ไม่อย่างนั้นมันจะยิ่งปวดกว่าเดิม”
เอวาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
เธอเฝ้ามองเขาคว้าตะเกียง ลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเดินไปตามทางเดินอันคับแคบ -- หญิงสาวรีบกวาดตามองไปรอบๆในทันทีที่เขาหันหลังให้ เธอพินิจมองสิ่งต่างๆตามที่แสงตะเกียงจะส่องถึงอย่างช้าๆ ก่อนจะรับรู้ได้ว่าเธอกำลังนอนอยู่บนพื้นห้องนั่งเล่นในบ้านของเธอเอง
เธอมานอนอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกันนะ --
เธอพยายามทบทวนความทรงจำของตนเอง -- เธอละม้ายคล้ายว่าจะจำได้ ถึงเสียงโต้เถียงอะไรบางอย่าง และการทะเลาะกันของใครสักคน หากแต่เธอกลับจำอะไรมากไปกว่านั้นไม่ได้ นอกจากความฝันของตนเอง
เธอจำความฝันที่เธอแว่วได้ยินเสียงโลหะเสียดสีกันดังลั่นนั้นได้ -- และความฝันที่เธอถูกใครบางคนแทงเข้าที่หน้าท้อง -- เอวากวาดตามองไปตามพื้นห้อง ทว่ามันไม่มีร่องรอยของหยาดน้ำฝน หรือรอยเท้าของผู้บุกรุกเช่นที่เธอจำได้
เธอละเมอไปเองงั้นหรือ --
เช่นนั้นทำไมเธอจึงมานอนอยู่ในห้องนั่งเล่นนี่ได้ แทนที่จะเป็นเตียงนอนชั้นบน --
และทำไมข้อเท้าของเธอจึงบาดเจ็บ แทนที่จะมีรอยแผลอยู่บนหน้าท้องตนเอง -- เอวาขยับข้อเท้าตนเอง นิ่วหน้ากับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น --
ท่ามกลางความมึนงงและสับสน เธอกลับรับรู้ได้ว่าความเจ็บปวดนี่เป็นของจริง -- เอวามองข้อเท้าที่ช้ำเลือดของตนเอง -- ใครบางคนทำร้ายเธอเมื่อค่ำนี้ไม่ผิดแน่ แต่เธอกลับคิดไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น และใครเป็นคนทำร้ายเธอ --
แล้ววินาทีนั้นเธอก็นึกถึงอีกหนึ่งความฝันของตนเองได้ -- ความเจ็บปวดตรงข้อเท้าของเธอขณะนี้ เหมือนกับความฝันของเธอเมื่อเช้าไม่มีผิด
เกิดอะไรขึ้นกับเธอกัน ทำไมเธอถึงคิดไม่ออกกันนะ --
เอวาเหลือบมองไปยังร่างสูงที่กำลังวางตะเกียงลงบนโต๊ะครัว และลงมือจุดไม้ขีดเพื่อตั้งเตาต้มน้ำ -- มองเขาขยับตัวไปเปิดตู้หาหมอใบเก่ามาวางลงบนเตา แล้วรอเวลาน้ำเดือดอย่างใจเย็น
แต่แล้วชายแปลกหน้าที่ชื่อเมิฟคนนี้กลับมาอยู่ในบ้านหลังนี้ เขาคือใครกัน -- เขารู้จักกับโจนาห์งั้นหรือ --
ถึงตรงนี้หญิงสาวก็หวนนึกถึงเมื่อตอนค่ำ -- ใบหน้าอันแข็งกระด้างของโจนาห์ที่หันมามองเธอนั้นดูเย็นชากว่าครั้งไหนที่เธอเห็น --
“โจนาห์ส่งผมมาที่นี่” เมิฟพูดราวกับได้ยินความคิดเธอ เขายกฝ่ามือขึ้น ชูแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วก้อยให้เธอดูมาจากทางห้องครัว
เอวาเพ่งมองผ่านความมืดสลัวไปยังฝ่ามือนั้น แม้เธอกับเขาจะอยู่ห่างกันระยะหนึ่ง หากแต่แหวนเงินที่แสงจันทร์ส่องกระทบอยู่นั้น คือแหวนของโจนาห์ไม่ผิดแน่
แต่โจนาห์ไม่เคยส่งมอบแหวนประจำตัวนั่นให้กับใคร -- ไม่แม้แต่จะถอดมันออกมาสักนาที -- เขาสวมมันอยู่ตลอดเวลา ดูแลมันราวกับสมบัติอันล้ำค่าที่แสดงถึงสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของตนเองในเมืองแห่งนี้อยู่เสมอ
แต่แล้วชายที่ชื่อว่าเมิฟคนนี้กลับมีแหวนของโจนาห์ --
เกิดอะไรขึ้นกัน -- เอวาคิด พยายามไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป -- หรือโจนาห์ส่งเขามาที่นี่ --
EXONERATED คืนล้างบาป (2)
หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว ดวงตาเรียวเล็กคู่นั้นเบิกโพลง ริมฝีปากเปิดกว้าง และสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่จนเกิดเป็นเสียงดังลั่น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับไม่ได้หายใจมานานแสนนานแล้ว
พลันแสงสว่างอันเล็กน้อยก็ส่องสว่างขึ้นท่ามกลางความมืด --
แสงเล็กๆนั้นค่อยๆส่องสว่างจนกลายเป็นแสงไฟสีส้มสลัวดวงเล็ก -- แม้จะไม่มากนัก หากแต่มันก็มากพอที่จะทำให้เธอมองเห็นภาพตรงหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ท่ามกลางแสงไฟอันเล็กน้อยนี้ ใบหน้าของชายคนหนึ่งก็เริ่มปรากฏชัดขึ้น -- ชัดจนเธอสามารถมองเห็นแพขนตาที่ล้อมกรอบดวงตาสีเขียวใสคู่นั้นได้ และการจ้องมองอันชิดใกล้นั้นก็ทำให้เธอผวากลัว กรีดร้องออกมาดังลั่น ยกสองมือผลักไสร่างนั้นอย่างรุนแรง แวบหนึ่งเธอได้ยินเสียงเขาร้องบอกอะไรบางอย่าง หากแต่เธอไม่สามารถรับรู้อะไรอื่นได้อีก นอกจากภาพของคมมีดที่เงื้อมขึ้นสูง ความรู้สึกหวาดกลัวสุดชีวิต ก่อนจะตามมาด้วยความเจ็บปวดที่แล่นปราดไปทั่วทั้งร่าง --
ความรู้สึกอันรุนแรงนั้นทำให้เธอรีบยกมือกุมท้องตนเอง เธอก้มมองสำรวจตนเองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่าร่างของเธอสมบูรณ์ดี ไม่มีรอยแผลที่ถูกแทง หรือแม้กระทั่งคราบเลือดสักหยด
หญิงสาวหอบหายใจ ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองชายแปลกหน้า --
ชายคนนั้นยังคงเว้นระยะห่างจากเธอ ใบหน้าที่รกครึ้มไปด้วยหนวดสีแดงเพลิงจ้องมองมานิ่ง -- เมื่อแน่ใจว่าเธอสงบดีแล้ว เขาจึงย่อตัวลงช้าๆ จนกระทั่งใบหน้าเขาอยู่ในระดับเดียวกันกับสายตาเธอ มือทั้งสองข้างนั้นค่อยๆยกขึ้นกลางอากาศเป็นเชิงมาอย่างเป็นมิตร
หญิงสาวเหลือบมองมือหนาของชายตรงหน้า -- เขาไม่ได้สวมถุงมือหนัง หรือถือมีดอย่างที่เธอนึกหวาดกลัว -- หากแต่เขากำลังถือไม้ขีดก้านหนึ่ง
เธอมองเขาด้วยแววตาที่มึนงงและสับสน -- ที่นี่คือที่ไหนกัน --
“คุณเป็นลมหมดสติไป” ชายคนนั้นบอกเธอช้าๆ ราวกับอ่านความคิดเธอได้ “คุณเป็นอะไรไหม”
หญิงสาวจ้องมองดวงไฟสีส้มสลัวจากปลายไม้ขีดที่ชายหนุ่มค่อยๆนำมันจุดเข้ากับตะเกียงบนพื้นใกล้ตัว
ไม่นานนักตะเกียงดวงน้อยก็ค่อยๆส่องสว่างมากขึ้น ทำให้เธอมองเห็นใบหน้าของชายตรงหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“โจนาห์” เธอโพล่งออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง
หากแต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้า ขยับตะเกียงมาใกล้ระหว่างเขากับเธอมากขึ้น ก่อนที่จะเอ่ยออกมาช้าๆว่า “ผม เมิฟ” เขาปล่อยมือจากตะเกียง ค่อยๆถอยกลับไปนั่งลงบนพื้นไม้ตรงข้ามเธอ
แวบหนึ่งหญิงสาวคิดว่าเขาพูดปด แต่เมื่อแสงไฟส่องให้เห็นใบหน้าที่รกครึ้มไปด้วยหนวดเครา และเรือนผมสีแดงเพลิงที่ยุ่งเหยิงแล้ว เธอก็แน่ใจว่าชายคนนี้ไม่ใช่โจนาห์ -- เขาอาจจะมีเค้าโครงหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างเหลือเชื่อ หากแต่ชายคนนี้จะเป็นโจนาห์ไปไม่ได้ -- โดยเฉพาะตอนที่เธอสังเกตเห็นเสื้อคลุมตัวเก่าของเขา ที่เต็มไปด้วยคราบสกปรก และรอยขาดวิ่น -- โจนาห์ที่เธอรู้จักไม่ได้เป็นแบบนี้ --
โจนาห์มักจะดูแลให้ตนเองดู -- ดูดีอยู่เสมอ -- หญิงสาวขมวดคิ้วเมื่อนึกถึงโจนาห์ -- โจนาห์ไม่เคยปล่อยให้เรือนผมของตนดูยุ่งเหยิง หรือแม้แต่ปล่อยให้สันกรามตนมีหนวดเคราขึ้นสักนิด เช่นเดียวกันกับที่เสื้อผ้าเขามักจะสะอาดเอี่ยม ปราศจากรอยสกปรกทั้งหลาย -- โจนาห์มักจะดูสะอาดสะอ้านอยู่ตลอดเวลา คล้ายกับว่าเขาไม่เคยย่างกรายเข้าไปใกล้ที่ใดที่มีฝุ่นหนา หรือเหยียบย่ำรองเท้าเป็นมันวับคู่นั้นลงไปในโคลนตมเลยสักครั้ง
“คุณเป็นอะไรมากไหม” เป็นเสียงของเมิฟที่เรียกให้เธอหลุดจากภวังค์
หญิงสาวละสายตาจากรองเท้าที่เต็มไปด้วยรอยถลอกของเขา มายังดวงตาสีเขียวใสที่กำลังจ้องมองเธออยู่
เธอส่ายหน้าอย่างมึนงง
“โจนาห์อยู่ที่นี่ไหม” เขาถาม ก่อนจะถามย้ำอีกครั้งอย่างคาดคั้น เมื่อเห็นเธอเงียบไป “โจนาห์อยู่ในบ้านนี้ไหม”
หญิงสาวส่ายหน้าอีกครั้ง -- เขามาหาโจนาห์หรือ
“ผมจะต้มสมุนไพรให้คุณ” เมิฟว่าต่อไป คว้าถุงบางอย่างออกมาจากเสื้อคลุมตัวเก่าของตนเอง ก่อนจะเปิดปากถุง แล้วหยิบสมุนไพรแห้งออกมาหนึ่งกำมือ “มันจะช่วยบรรเทาอาการปวดของคุณได้ เอวา”
ปวดหรือ -- หญิงสาวขมวดคิ้ว --
“ผมรู้ว่าคุณปวดมาก” อีกฝ่ายว่าต่อไป เมื่อเห็นเธอมีท่าทีสับสน
อีกครั้งที่เธอนึกปฏิเสธสิ่งที่ชายคนนี้บอก หากแต่ความเจ็บปวดกลับแล่นปราดไปทั่วข้อเท้าข้างหนึ่งของเธอในทันทีที่เธอพยายามขยับตัวลุกขึ้นมาจากพื้นไม้
หญิงสาวขยับชายกระโปรงไปให้พ้นข้อเท้า ก่อนจะพบว่ามันบวมเป่ง และเต็มไปด้วยรอยช้ำหลายจุด ราวกับถูกทุบด้วยวัตถุที่แข็งอย่างรุนแรง --
หญิงสาวนิ่วหน้ากับความเจ็บปวดที่เริ่มหนักหน่วงขึ้น ในที่สุดก็ยอมแพ้ที่จะลุกขึ้นจากพื้น หากแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสงสัยและสับสน เธอเหลือบมองชายแปลกหน้าในขณะที่ฟังเขาพูดต่อไปว่า “คุณต้องรีบทานยา ไม่อย่างนั้นมันจะยิ่งปวดกว่าเดิม”
เอวาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
เธอเฝ้ามองเขาคว้าตะเกียง ลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเดินไปตามทางเดินอันคับแคบ -- หญิงสาวรีบกวาดตามองไปรอบๆในทันทีที่เขาหันหลังให้ เธอพินิจมองสิ่งต่างๆตามที่แสงตะเกียงจะส่องถึงอย่างช้าๆ ก่อนจะรับรู้ได้ว่าเธอกำลังนอนอยู่บนพื้นห้องนั่งเล่นในบ้านของเธอเอง
เธอมานอนอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกันนะ --
เธอพยายามทบทวนความทรงจำของตนเอง -- เธอละม้ายคล้ายว่าจะจำได้ ถึงเสียงโต้เถียงอะไรบางอย่าง และการทะเลาะกันของใครสักคน หากแต่เธอกลับจำอะไรมากไปกว่านั้นไม่ได้ นอกจากความฝันของตนเอง
เธอจำความฝันที่เธอแว่วได้ยินเสียงโลหะเสียดสีกันดังลั่นนั้นได้ -- และความฝันที่เธอถูกใครบางคนแทงเข้าที่หน้าท้อง -- เอวากวาดตามองไปตามพื้นห้อง ทว่ามันไม่มีร่องรอยของหยาดน้ำฝน หรือรอยเท้าของผู้บุกรุกเช่นที่เธอจำได้
เธอละเมอไปเองงั้นหรือ --
เช่นนั้นทำไมเธอจึงมานอนอยู่ในห้องนั่งเล่นนี่ได้ แทนที่จะเป็นเตียงนอนชั้นบน --
และทำไมข้อเท้าของเธอจึงบาดเจ็บ แทนที่จะมีรอยแผลอยู่บนหน้าท้องตนเอง -- เอวาขยับข้อเท้าตนเอง นิ่วหน้ากับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น --
ท่ามกลางความมึนงงและสับสน เธอกลับรับรู้ได้ว่าความเจ็บปวดนี่เป็นของจริง -- เอวามองข้อเท้าที่ช้ำเลือดของตนเอง -- ใครบางคนทำร้ายเธอเมื่อค่ำนี้ไม่ผิดแน่ แต่เธอกลับคิดไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น และใครเป็นคนทำร้ายเธอ --
แล้ววินาทีนั้นเธอก็นึกถึงอีกหนึ่งความฝันของตนเองได้ -- ความเจ็บปวดตรงข้อเท้าของเธอขณะนี้ เหมือนกับความฝันของเธอเมื่อเช้าไม่มีผิด
เกิดอะไรขึ้นกับเธอกัน ทำไมเธอถึงคิดไม่ออกกันนะ --
เอวาเหลือบมองไปยังร่างสูงที่กำลังวางตะเกียงลงบนโต๊ะครัว และลงมือจุดไม้ขีดเพื่อตั้งเตาต้มน้ำ -- มองเขาขยับตัวไปเปิดตู้หาหมอใบเก่ามาวางลงบนเตา แล้วรอเวลาน้ำเดือดอย่างใจเย็น
แต่แล้วชายแปลกหน้าที่ชื่อเมิฟคนนี้กลับมาอยู่ในบ้านหลังนี้ เขาคือใครกัน -- เขารู้จักกับโจนาห์งั้นหรือ --
ถึงตรงนี้หญิงสาวก็หวนนึกถึงเมื่อตอนค่ำ -- ใบหน้าอันแข็งกระด้างของโจนาห์ที่หันมามองเธอนั้นดูเย็นชากว่าครั้งไหนที่เธอเห็น --
“โจนาห์ส่งผมมาที่นี่” เมิฟพูดราวกับได้ยินความคิดเธอ เขายกฝ่ามือขึ้น ชูแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วก้อยให้เธอดูมาจากทางห้องครัว
เอวาเพ่งมองผ่านความมืดสลัวไปยังฝ่ามือนั้น แม้เธอกับเขาจะอยู่ห่างกันระยะหนึ่ง หากแต่แหวนเงินที่แสงจันทร์ส่องกระทบอยู่นั้น คือแหวนของโจนาห์ไม่ผิดแน่
แต่โจนาห์ไม่เคยส่งมอบแหวนประจำตัวนั่นให้กับใคร -- ไม่แม้แต่จะถอดมันออกมาสักนาที -- เขาสวมมันอยู่ตลอดเวลา ดูแลมันราวกับสมบัติอันล้ำค่าที่แสดงถึงสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของตนเองในเมืองแห่งนี้อยู่เสมอ
แต่แล้วชายที่ชื่อว่าเมิฟคนนี้กลับมีแหวนของโจนาห์ --
เกิดอะไรขึ้นกัน -- เอวาคิด พยายามไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป -- หรือโจนาห์ส่งเขามาที่นี่ --