"Made in Vietnam" กำลังมาแรง แซง Made in Thailand !!!

คนไทยกำลังจะได้ใช้สินค้าไทย โดยการผลิตจากประเทศเวียดนาม
เวียดนาม คือหนึ่งในประเทศที่หลายบริษัทได้ย้ายฐานการผลิตเข้าไป แล้วทำไมจึงต้องเป็นเวียดนาม ?

ประเทศเวียดนาม หนึ่งในประเทศสมาชิกของ CPTPP ซึ่งมีชื่อเต็มว่า "Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership" หรือ ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก กำลังทำให้ธุรกิจเอกชนของประเทศไทยต้องจำใจย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย

เนื่องจากเวียดนามได้สิทธิประโยชน์การค้า แถมได้ลดภาษีตามข้อตกลง CPTPP-EVFTA ได้ต้นทุนวัตถุดิบต่ำ แถมค่าแรงก็ถูกกว่าในประเทศไทย

หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามพยายามผลักดันและสร้างบรรยากาศการลงทุน รวมทั้งสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาเวียดนามมากยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งจุดแข็งของเวียดนามคือ การมีจำนวนแรงงานที่สูงกว่า 56 ล้านคน โดย 2 ใน 3 นั้นเป็นแรงงานที่อยู่ในช่วงหนุ่มสาวซึ่งมีอายุต่ำกว่า 35 ปี

จนทำให้หลายบริษัทที่คนไทยคุ้นเคยย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามแล้ว

และล่าสุด เอกชนไทยหนีซบเวียดนาม แห่ย้ายฐานรับข้อตกลง FTA แล้ว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ซึ่ง ประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศ  เคยกล่าวไว้ว่า
"ภาคเอกชนต้องการความชัดเจนในการเข้าร่วมเจรจาซีพีทีพีพี  เนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นจะต้องปรับตัว เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ของโลก และ ซีพีทีพีพี เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในประเทศไทย โดยเฉพาะหอการค้าญี่ปุ่นในไทยเพราะจะมีผลต่อการพิจารณาลงทุนในไทยหรือย้ายฐานลงทุนจากไทยไปเวียดนาม ซึ่งเป็นสมาชิก ซีพีทีพีแทน"

แล้วการคาดการณ์ดังกล่าว ก็เกิดขึ้นจริงแล้ว !!!

จาก ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน ปี 2563 ระบุว่า มีแรงงานไทยกว่า 38 ล้านคน  ทำงานในภาคเอกชนกว่า 22 ล้านคน

เห็นได้ว่า คนไทยเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมเกินกว่า 50% ของจำนวนประชากรของประเทศไทย ทั้งในส่วนของแรงงานในระบบประกันสังคม แรงงานอิสระ และแรงงานนอกระบบ ทำงานในธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ในทุกๆ อุตสาหกรรม

ซึ่งแนวโน้มของคนว่างงาน และจำนวนธุรกิจที่เลิกจ้างก็เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ธุรกิจหลายแห่งได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ต้องเลิกจ้าง รวมถึงการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน

ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
ในอดีต เวียดนามเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยประชากรเคยมีรายได้ต่อหัวต่อปีต่ำกว่า 3,000 บาท

อย่างไรก็ตาม หลังปี ค.ศ. 1986 ที่เวียดนามมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ปัญหาความยากจนก็ค่อยๆ ลดลง
ปัจจุบัน รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนเวียดนามต่อปีเท่ากับ 77,400 บาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในระยะเวลา 10 ปี
ขณะที่ในช่วงระหว่างปี 2002-2018 ประชากรเวียดนามจำนวนกว่า 45 ล้านคน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศ สามารถหลุดพ้นจากความยากจนไปเรียบร้อยแล้ว..
ที่มา : ลงทุนแมน

เวียดนาม กำลังจะเปลี่ยนจากคู่ค้า เป็นคู่แข่งของประเทศไทย และมีโอกาสแซงไทยในระยะยาวได้ หากประเทศไทยยังคงผลิตสินค้าและบริการด้วยรูปแบบและ วิทยาการเดิมๆ  เวียดนามจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับไทยได้ไม่ยากนัก และหากเวียดนามสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อผลิตสินค้าเพื่อรองรับความต้องการในประเทศได้เองแล้ว การพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทยก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป ซึ่งนั่นจะส่งผลกระทบโดยตรงกับภาคส่งออกของไทยที่เคยได้รับโอกาสในการขยายตลาดส่งออกมายังเวียดนามอย่างสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

แล้วประเทศไทยควรจะทำเช่นไร เพื่อไม่ให้ถูกทิ้ง และรั้งท้ายในอาเซียน หากประเทศไทยต้องการจะหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ภาคธุรกิจต้องการที่จะประสบความสำเร็จในตลาดโลก และมีความได้เปรียบคู่แข่งคนสำคัญอย่างเวียดนามในอนาคต การพัฒนาจะต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้และอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่