“งานที่ใช่” กับ “เงินที่ดี”
ไปกันได้หรือเปล่าหรือต้องเอาเงินเป็นหลักก่อน?
.
“If you do what you love, you'll never work a day in your life. -Marc Anthony- ”
(ถ้าคุณทำในสิ่งที่คุณรัก คุณจะไม่ต้องทำงานอีกเลย)
.
- คำกล่าวนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นไลฟ์สไตล์ที่ใครๆ ก็ต้องการทีเดียว นั่นก็คือ การได้ทำงานในสิ่งที่รัก จะทำให้เรามีความสุขในทุกๆ วัน รู้สึกว่ามีแรงที่จะตื่นขึ้นมาในทุกๆ เช้า งานหนักและเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่หวั่น และที่ดีไปยิ่งกว่านั้นคือ ‘งานที่รัก’ นั้นทำเงินดีซะด้วย
.
- ถ้าชีวิตการทำงานของทุกคนเป็นอย่างนี้ก็ดี แต่ในชีวิตจริงของโลกการทำงานแล้ว เราจะมีตัวเลือก 2 ตัวเลือก คือ 1.ทำงานที่รัก 2.ทำงานที่ได้เงิน (ดี)
.
- มันมีหลายปัจจัยอยู่เหมือนกันที่เราไม่สามารถทำสิ่งที่รักได้ ปัจจัยอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ในบางครั้งสิ่งที่รักไม่สามารถทำเงินได้มากพอนั่นเอง
.
- อย่างเช่น ถ้าเราชอบทำอาหารมากๆ แต่ถ้าเราจะทำเป็นอาชีพหลัก เราก็ต้องมีต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าที่ ค่าแพคเกจ ไล่ไปจนถึงค่าโฆษณา (ถ้าต้องการหาลูกค้าให้มากขึ้น)
.
- ถ้าเรามีต้นทุนมาอยู่แล้วก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ายังทำงานอย่างอื่น(ที่ทำเงินแต่เราไม่ชอบ) ร่วมไปด้วย บางครั้งทุกอย่างก็จะตีกัน เราเหนื่อย เราเครียด และที่สำคัญเลยเราจะหยุดคิดถึงสิ่งที่เรารักไม่ได้นั่นเอง
.
- ก็คงคล้ายๆ กับนักศึกษาที่เรียนอยู่ในคณะที่ไม่ชอบ แต่นักศึกษาสามารถซิ่วไปเรียนคณะอื่นได้ ในชีวิตจริง เราซิ่วและออกจากสนามชีวิตและเริ่มใหม่ได้ค่อนข้างยากกว่าการซิ่วออกจากคณะในมหา’ลัย
.
- หรือบางครั้งเราเองก็ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วเราสามารถเปลี่ยนสิ่งที่รักเป็นงานที่สร้างรายได้ดีได้หรือไม่
.
- ผู้เขียนได้อ่านหนังสือเรื่อง ‘The 100$ Startup’ ที่เขียน Chris Guillebeau ได้เขียนเช็คลิสต์ว่าเราจะทำตามหัวใจ ด้วยการเปลี่ยนสิ่งที่รักเป็นงานที่สร้างเงิน หรือเป็นธุรกิจได้หรือไม่
.
1.สิ่งที่เรารักนั้น นอกจากทำในเวลาว่างแล้ว ถ้าให้ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 20 ชม.ต่ออาทิตย์ ทำได้ไหม
.
- เช่น ถ้าอยากทำอาหารขาย สามารถทำอาหารทุกวัน ทำได้ไหม ถ้าอยากวาดรูปขาย วาดรูปทุกวันหรือเกือบทุกวันได้หรือเปล่า
2.คุณสนุกกับการสอนคนอื่นให้สิ่งที่คุณรักได้หรือเปล่า
.
- เช่น ถ้ามีคนมาขอคำแนะนำในสิ่งที่คุณชอบทำ คุณสามารถให้คำแนะนำได้ดีหรือเปล่า
.
3.คุณรู้จักสิ่งที่คุณรักดีหรือเปล่า
.
- แน่นอนว่าการทำสิ่งที่รัก ถ้าทำเป็นงานอดิเรก อาจไม่ต้องเป็นจริงเป็นจังอะไร แต่เมื่อคุณเปลี่ยนสิ่งที่รักเป็นธุรกิจ จะเริ่มมีปัจจัยอื่นเข้ามาพัวพันบ้างแล้วนอกจาก‘ความรัก’ เช่น ปกติชอบทำอาหารมากๆ ถ้าลองคิดว่าต้องคำนวณต้นทุน หรือปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ ไปจนถึงคุณสมบัติ สรรพคุณต่างๆ ของวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหาร
.
- เพราะของพวกนี้สามารถสร้างเรื่องราวให้กับสินค้าได้ และรวมไปถึงสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในอนาคตได้
.
- ตอนที่คุณทำสิ่งที่รัก อาจทำคนเดียว ทำให้คนในครอบครัวทาน คุณไม่ต้องพะวงอะไรมาก แต่เมื่อมันกลายเป็น ‘ธุรกิจ’ มีหลายสิ่งที่ต้องคำนึงถึง
.
4.ถ้าต้องมีเนื้องานที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการเข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่รัก ยังสนุกอยู่หรือเปล่า
.
- ลองหลับตาดูว่า ถ้าวันหนึ่งคุณเปลี่ยนสิ่งที่คุณรักมาเป็นงานแล้ว เจอเหตุการณ์ที่มันจุกจิก คุณจะยังสนุกกับสิ่งนั้นอยู่ไหม
.
- เช่น ถ้าชอบทำอาหารแล้วเปิดร้านอาหาร แต่ต้องมาคอยจดลิสต์รายการต่างๆ คำนวณต้นทุน ไปจนถึงการจ้างพนักงานเพิ่มเติมในกรณีที่กิจการไปได้ดี คุณต้องมาดูแลเรื่องอื่นนอกจากการทำอาหารอย่างเดียว คุณยังอยากจะทำอาหารอยู่ไหม
.
- ที่จริงแล้วสิ่งที่สามารถตอบคำถามได้ดีที่สุดก็คือ‘ใจของเรา’ แต่ท้ายสุดแล้วการทำอะไรบนพื้นฐานสิ่งที่เรารัก จะต่อยอดได้ดีเพราะเรารู้จักสิ่งนั้นมากกว่าใคร
.
- วันหนึ่งจังหวะชีวิตจะบอกเราเองว่าเราพร้อมเมื่อไร เพราะชีวิตคือการเดินทางและทุกการเดินทางมันคือการเรียนรู้ เพื่อผลักดันไปยังสิ่งที่‘ใช่’
.
- และเมื่อถึงจุดหนึ่งชีวิตเราจะสามารถมี ‘ตัวเลือกที่ 3’ ที่เกิดจากตัวเลือกที่หนึ่ง ‘ทำงานที่รัก’ และตัวเลือกที่สองคือ ‘ทำงานที่ได้เงิน (ดี)’
.
- นั่นคือทำสิ่งที่รัก และสร้างรายได้ที่ดีได้นั่นเอง
งานที่ใช่ หรือ เงินที่ดี
ไปกันได้หรือเปล่าหรือต้องเอาเงินเป็นหลักก่อน?
.
“If you do what you love, you'll never work a day in your life. -Marc Anthony- ”
(ถ้าคุณทำในสิ่งที่คุณรัก คุณจะไม่ต้องทำงานอีกเลย)
.
- คำกล่าวนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นไลฟ์สไตล์ที่ใครๆ ก็ต้องการทีเดียว นั่นก็คือ การได้ทำงานในสิ่งที่รัก จะทำให้เรามีความสุขในทุกๆ วัน รู้สึกว่ามีแรงที่จะตื่นขึ้นมาในทุกๆ เช้า งานหนักและเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่หวั่น และที่ดีไปยิ่งกว่านั้นคือ ‘งานที่รัก’ นั้นทำเงินดีซะด้วย
.
- ถ้าชีวิตการทำงานของทุกคนเป็นอย่างนี้ก็ดี แต่ในชีวิตจริงของโลกการทำงานแล้ว เราจะมีตัวเลือก 2 ตัวเลือก คือ 1.ทำงานที่รัก 2.ทำงานที่ได้เงิน (ดี)
.
- มันมีหลายปัจจัยอยู่เหมือนกันที่เราไม่สามารถทำสิ่งที่รักได้ ปัจจัยอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ในบางครั้งสิ่งที่รักไม่สามารถทำเงินได้มากพอนั่นเอง
.
- อย่างเช่น ถ้าเราชอบทำอาหารมากๆ แต่ถ้าเราจะทำเป็นอาชีพหลัก เราก็ต้องมีต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าที่ ค่าแพคเกจ ไล่ไปจนถึงค่าโฆษณา (ถ้าต้องการหาลูกค้าให้มากขึ้น)
.
- ถ้าเรามีต้นทุนมาอยู่แล้วก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ายังทำงานอย่างอื่น(ที่ทำเงินแต่เราไม่ชอบ) ร่วมไปด้วย บางครั้งทุกอย่างก็จะตีกัน เราเหนื่อย เราเครียด และที่สำคัญเลยเราจะหยุดคิดถึงสิ่งที่เรารักไม่ได้นั่นเอง
.
- ก็คงคล้ายๆ กับนักศึกษาที่เรียนอยู่ในคณะที่ไม่ชอบ แต่นักศึกษาสามารถซิ่วไปเรียนคณะอื่นได้ ในชีวิตจริง เราซิ่วและออกจากสนามชีวิตและเริ่มใหม่ได้ค่อนข้างยากกว่าการซิ่วออกจากคณะในมหา’ลัย
.
- หรือบางครั้งเราเองก็ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วเราสามารถเปลี่ยนสิ่งที่รักเป็นงานที่สร้างรายได้ดีได้หรือไม่
.
- ผู้เขียนได้อ่านหนังสือเรื่อง ‘The 100$ Startup’ ที่เขียน Chris Guillebeau ได้เขียนเช็คลิสต์ว่าเราจะทำตามหัวใจ ด้วยการเปลี่ยนสิ่งที่รักเป็นงานที่สร้างเงิน หรือเป็นธุรกิจได้หรือไม่
.
1.สิ่งที่เรารักนั้น นอกจากทำในเวลาว่างแล้ว ถ้าให้ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 20 ชม.ต่ออาทิตย์ ทำได้ไหม
.
- เช่น ถ้าอยากทำอาหารขาย สามารถทำอาหารทุกวัน ทำได้ไหม ถ้าอยากวาดรูปขาย วาดรูปทุกวันหรือเกือบทุกวันได้หรือเปล่า
2.คุณสนุกกับการสอนคนอื่นให้สิ่งที่คุณรักได้หรือเปล่า
.
- เช่น ถ้ามีคนมาขอคำแนะนำในสิ่งที่คุณชอบทำ คุณสามารถให้คำแนะนำได้ดีหรือเปล่า
.
3.คุณรู้จักสิ่งที่คุณรักดีหรือเปล่า
.
- แน่นอนว่าการทำสิ่งที่รัก ถ้าทำเป็นงานอดิเรก อาจไม่ต้องเป็นจริงเป็นจังอะไร แต่เมื่อคุณเปลี่ยนสิ่งที่รักเป็นธุรกิจ จะเริ่มมีปัจจัยอื่นเข้ามาพัวพันบ้างแล้วนอกจาก‘ความรัก’ เช่น ปกติชอบทำอาหารมากๆ ถ้าลองคิดว่าต้องคำนวณต้นทุน หรือปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ ไปจนถึงคุณสมบัติ สรรพคุณต่างๆ ของวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหาร
.
- เพราะของพวกนี้สามารถสร้างเรื่องราวให้กับสินค้าได้ และรวมไปถึงสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในอนาคตได้
.
- ตอนที่คุณทำสิ่งที่รัก อาจทำคนเดียว ทำให้คนในครอบครัวทาน คุณไม่ต้องพะวงอะไรมาก แต่เมื่อมันกลายเป็น ‘ธุรกิจ’ มีหลายสิ่งที่ต้องคำนึงถึง
.
4.ถ้าต้องมีเนื้องานที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการเข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่รัก ยังสนุกอยู่หรือเปล่า
.
- ลองหลับตาดูว่า ถ้าวันหนึ่งคุณเปลี่ยนสิ่งที่คุณรักมาเป็นงานแล้ว เจอเหตุการณ์ที่มันจุกจิก คุณจะยังสนุกกับสิ่งนั้นอยู่ไหม
.
- เช่น ถ้าชอบทำอาหารแล้วเปิดร้านอาหาร แต่ต้องมาคอยจดลิสต์รายการต่างๆ คำนวณต้นทุน ไปจนถึงการจ้างพนักงานเพิ่มเติมในกรณีที่กิจการไปได้ดี คุณต้องมาดูแลเรื่องอื่นนอกจากการทำอาหารอย่างเดียว คุณยังอยากจะทำอาหารอยู่ไหม
.
- ที่จริงแล้วสิ่งที่สามารถตอบคำถามได้ดีที่สุดก็คือ‘ใจของเรา’ แต่ท้ายสุดแล้วการทำอะไรบนพื้นฐานสิ่งที่เรารัก จะต่อยอดได้ดีเพราะเรารู้จักสิ่งนั้นมากกว่าใคร
.
- วันหนึ่งจังหวะชีวิตจะบอกเราเองว่าเราพร้อมเมื่อไร เพราะชีวิตคือการเดินทางและทุกการเดินทางมันคือการเรียนรู้ เพื่อผลักดันไปยังสิ่งที่‘ใช่’
.
- และเมื่อถึงจุดหนึ่งชีวิตเราจะสามารถมี ‘ตัวเลือกที่ 3’ ที่เกิดจากตัวเลือกที่หนึ่ง ‘ทำงานที่รัก’ และตัวเลือกที่สองคือ ‘ทำงานที่ได้เงิน (ดี)’
.
- นั่นคือทำสิ่งที่รัก และสร้างรายได้ที่ดีได้นั่นเอง