สวัสดีครับ นี่เป็นกระทู้แรกของผมนะครับ ถ้าผมแท็กห้องผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ขออนุญาตเข้าเรื่องนะครับ คือผมกับพ่อเป็นครอบครัว2พ่อลูก ส่วนแม่ของผมได้หย่าร้างกับพ่อไปตั้งแต่ผมยังเด็กแล้ว คือตั้งแต่เด็กเลยผมมักถูกพ่อตี ถูกด่า ถูกว่า ทำให้อับอายต่อหน้าคนอื่นๆเมื่อผมทำอะไรซักอย่างผิดทั้งที่ผมคิดว่ามันไม่น่าจะทำกันขนาดนี้ ด้วยนิสัยของพ่อผมคืออารมณ์ร้อนถึงร้อนมาก หงุดหงิดง่าย ขัดใจอะไรได้ ไม่ฟังเหตุผลใคร ตัวเองต้องชนะ แล้วก็ชอบอวดเบ่งอำนาจกับผม ขอยกตัวอย่างนะครับ 1.ผมออกไปเล่นกับเพื่อนในซอยซึ่งบ้านผมอยู่ประมาณปากซอย แล้วบ้านเพื่อนผมอยู่ประมาณกลางซอย ระยะทางแค่ประมาณ100เมตร ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาตอนเย็น ซึ่งมันน่าจะเป็นเวลากินข้าวแล้ว แล้วพ่อผมเรียกจากในบ้าน ซึ่งด้วยระยะทางทำให้ผมไม่ได้ทันได้ยิน ตอนที่ผมได้ยินก็ประมาณ3 4รอบที่เค้าเรียกแล้ว เมื่อผมกลับไปถึงบ้านกำลังจะกินข้าว เค้าก็ออกมาจากห้องน้ำพอดี ไม่ทันจะได้กินข้าว เค้าก็เอาไม้แขวนเสื้อฟาดผมไปประมาณ4 5ครั้งได้ แล้วเข้าก็ออกไปทำธุระต่อแบบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
2.วันขึ้นปีใหม่ ผมได้ไปเล่นประทัดกับเพื่อน แล้วมันดึกแต่ผมก็เล่นแถวบ้านไม่ไกลมาก ห่างจากบ้านประมาณ200-300เมตร ซึ่งมันเป็นตลาดคนเดิน แต่เค้าปิดวันปีใหม่เลยมีพื้นที่ว่าง จนเมื่อถึงช่วงเวลานึง พ่อก็ได้เรียกผมซึ่งก็คือตะโกนเรียกผมมาจากในบ้าน ด้วยระยะทางขนาดนั้น ทำให้ผมไม่ได้ยินเสียงเรียกเค้า แต่ก็มีคนมาบอก ว่าพ่อผมเรียกผม ผมจึงรีบกลับไปที่บ้าน ซึ่งระยะเวลาที่พ่อผมเรียกจนถึงผมกลับบ้าน แค่ประมาณ5นาที แต่เมื่อถึงบ้าน กำลังล็อคประตู พ่อผมก็ออกมาจากในบ้าน แล้วก็ถีบผมติดประตูเหล็กแล้วก็เอาเก้าอี้หัวล้านพลาสติก โยนใส่ผมจนโดนคิ้ว แล้วคิ้วผมแตก แต่พอเค้าเห็น เค้ากลับไม่ทำอะไร แล้วขึ้นห้องไปนอนเลย พอรุ่งเช้ามา เค้าบอกว่า รอยที่โดนเก้าอี้ให้บอกคนอื่นว่าวิ่งชนขอบประตู
3.ตอนนั้นผมไม่แน่ใจว่าทำอะไรผิด แต่มั่นใจว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรง เค้าบอกให้ผมถอดเสื้อผ้าออกให้หมด หรือก็คือแก้ผ้าเปลือยหมด แล้วให้ออกไปยืนหน้าบ้าน ซึ่งหน้าบ้านตรงนี้คือส่วนของที่เป็นถนนของซอย แล้ว ณ เวลานั้นมันเป็นช่วงที่คนจะออกมาพูดคุยกันในซอย มีเด็กๆออกมาวิ่งเล่น ช่วงประมาณ1ทุ่ม - 2ทุ่ม ให้ยืนอยู่นานพอสมควร ผมรู้สึกอับอายมาก ซึ่งการให้แก้ผ้าแบบนี้ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่หลายครั้ง มีครั้งนึง ผมซื้อข้าวที่เซเว่น แล้วท้ายซอยเป็นถังขยะของเทศบาล(ถังฟ้า) คือเวลาจะทิ้งขยะก็จะทิ้งกันตรงนั้น แล้วตอนนั้นพ่อผมถามว่าตอนเย็นเมื่อวานกินข้าวกับอะไร ผมก็บอกกินข้าวกล่องเซเว่น แต่ตอนนั้นใบเสร็จผมก็ทิ้งไปกับข้าวกล่องแล้ว แล้วผมก็ไม่รู้ว่าเทศบาลเค้าเก็บขยะไปแล้วหรือยัง คือตอนนั้นพ่อผมทำโทษผมอยู่ เค้าเลยให้แก้ผ้าเปลือย แล้วให้วิ่งไปท้ายซอยให้ไปหาใบเสร็จมา แต่แล้วผมก็หาไม่เจอ วิ่งไป-กลับๆ ประมาณ2 3รอบ ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่คนเยอะเช่นเดิม มีเด็กๆออกมาเล่น ประมาณนี้ครับ
ยกตัวอย่างประมาณนี้นะครับ ก็คือตอนนี้ผมอายุ18ปี กำลังเรียนคณะเกี่ยวกับสายวิทย์สุขภาพที่มหาลัยแห่งหนึ่ง แต่เป็นคณะที่ผมไม่ชอบ ด้วยความที่ผมอยากเข้าคณะแพทย์ เลยต้องมีการซิ่วเพื่อสอบใหม่ ซึ่งตัวผมเองนั้นได้บอกพ่อไปตั้งแต่แรกแล้วว่า การเรียนไปซิ่วไปมันยากที่จะทำ แต่เค้าก็ไม่ฟังผม เค้าฟังญาติ บอกว่า ถ้าไม่เรียนก็ไม่มีประโยชน์ ซึ่งสำหรับผม การต้องมาทวนวิชาของม.ปลาย แล้วอ่านของมหาลัยไปด้วย มันหนักมากๆ แต่ผมก็ยอมทำ จนเทอม2ผมบอกว่าจะดรอปวิชนของเทอม2เอาไว้เพื่อจะได้มีเวลาอ่านหนังสือเต็มที่ แต่รวมๆแล้วผมมีเวลาอ่านแค่ประมาณ4เดือน ซึ่ง4เดือนนี้ ผมแทบจะลืมความรู้ของม.ปลายหมดแล้ว เพราะอ่านแต่ของมหาลัย จนสุดท้ายคะแนนผมก็ไม่ถึง แต่คะแนนผมก็ยังสามารถยื่นคณะสายวิทย์สุขภาพส่วนใหญ่ได้อยู่ ผมเลยเลือกคณะกายภาพบำบัดไปเพราะพ่อบังคับให้ลง ผมก็ลงตามพ่อว่า แล้วก็ติด แต่ตัวผมนั้นไม่ได้ชอบทั้งกายภาพบำบัด และคณะที่เรียนอยู่ ผมเลยกะจะสละสิทธิ์ แต่ก่อนหน้านั้น พอเค้ารู้ว่าผมไม่ติดเภสัช (พ่อผมจะให้เข้าเภสัช) เข้าก็เลยถามว่าคิดยังไง คือผมคิดแผนไว้หมดแล้วว่า ระยะเวลา1ปี ผมกะจะอ่านหนังสือไป ทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วย ซึ่งผมก็ลองกะเวลาดูแล้ว ก็พอทำได้อยู่ ด้วยความที่ติดช่วงโควิด ผมเลยต้องโทรคุยโทรศัพท์กับเพื่อน หลายวันมาก บางทีก็ดึกมาก เพราะก็มีเล่นเกมด้วย แล้ววางแผนไปด้วย จนพ่อผมก็ไม่พอใจว่าคุยทำไมโทรศัพท์ทุกวัน ซึ่งด้วยความที่ตั้งแต่ผมอ่านหนังสือตอนเทอม2ประมาณ ธันวา62 จนถึง เมษา63 ผมไม่ได้เจอเพื่อนคนไหนเลย เลยต้องโทรคุยกัน ตรงนี้ผมยอมรับว่าผิดด้วย จนเมื่อพ่อผมถามว่าผมคิดยังไงที่ติดคณะกายภาพบำบัด ผมก็บอกพ่อว่า กะจะซิ่วคือทำงานไปแล้วอ่านหนังสือไป ยังไม่ทันจะพูดจบเค้าพูดขึ้นมาเลยว่าไร้สาระ แล้วเค้าก็พูดกับผมว่า คนอย่าง ต่อให้ซิ่วอีกปีก็สอบไม่ได้หรอก เพราะบ้าแต่โทรศัพท์ ซึ่งจริงๆแล้วตอนผมอ่านหนังสือตอนกลางคืน ผมไม่ได้คุยกับเพื่อนเลย มีแค่เล่นเกมบ้างบางครั้ง แต่ตอนที่เค้าเห็นคือตอนที่ผมกำลังพักจากอ่านหนังสือพอดี ซึ่งเป็นหลายครั้ง รวมถึงเวลาอ่านหนังสือ เค้ามักจะเรียกผมบ่อย เช่น โทรไลน์มาเพื่อบอกให้ไปเอาอาหารที่สั่งจากแกรปหน้าบ้าน คือตัวผมอ่านหนังสืออยู่ในห้องชั้น2 แต่ตัวพ่อผมที่นั่งอยู่หน้าคอมชั้น1ในบ้าน แต่เค้าไม่ออกไปเอาเอง แต่กลับโทรให้ผมลงไปเอาแทน ทั้งๆที่ผมอ่านหนังสืออยู่ ตั้งแต่เล็กจนโตผมแทบไม่เคยเถียงพ่อเลย หรือถ้าเถียงก็จะไม่มีคำหยาบเลย แต่ที่เราเถียงคือต้องการเหตุผลจากพ่อ หรือต้องการให้เค้าฟังเราบ้าง จนเมื่อไม่กี่วันมานี้ผมก็ทะเลาะกับพ่อกันหนักมาก ในหลายๆเรื่อง เรื่องโทรศัพท์กลางคืน กลับบ้านดึก คือผมรู้สึกแย่มากๆแล้ว จิตใจผมย่ำแย่มากๆ กับคำพูดของพ่อต่างๆ มันแย่จนถ้าผมนั่งอยู่เฉยๆแล้วไม่ได้คิดน้ำตามันก็จะไหลอีก หน่วงๆทุกครั้ง ผมตัดสินใจที่จะออกไปอยู่บ้านป้าโดยเอาเสื้อผ้าไปบางส่วน นิดหน่อย กับหนังสือนิดหน่อย แล้วผมก็มาทำงาน คือช่วง3 4วันนี้เป็นช่วงที่ร้านที่ผมกำลังทำงานเค้ากำลังย้ายไปที่ใหม่ แล้วต้องช่วยเค้าขนของและช่วยติดวอลเปเปอร์ในร้านต่างๆ จนเลิกดึก คือประมาณเที่ยงคืน แล้วบางครั้งเจ้าของร้านเค้าพาไปเลี้ยงต่างๆ แต่ไม่มีแอลกอฮอล์นะครับ เป็นร้านข้าวต้ม จนกลับประมาณตี1 เค้าก็จะโทรตามซึ่งก็จะไม่มีพูดดีๆเลย แล้วเมื่อผมกลับบ้านผมก็โทรคุยกับคนคุยผมนิดหน่อย ซึ่งบอกก่อนว่าตัวผมนั้นเป็นเกย์ แล้วเหมือนเค้าก็ไม่พอใจที่ผมโทรคุยโทรศัพท์ตอนกลางคืน แล้วพอหลังๆมาเค้าก็เริ่มจะเหยียดๆที่ผมเป็นเกย์ คือพูดแรงมากๆจนไม่นึกว่าคนเป็นพ่อจะพูดได้ จนเมื่อวานผมตัดสินใจจะออกมาอยู่หอ แต่ผมต้องอาศัยเพื่อนอยู่หอก่อน แล้วผมก็เลยต้องเข้าบ้านไปเอาของ ผมเลยเข้าบ้านไป ไม่มีการงัดแงะใดๆทั้งสิ้น คือไขประตูเข้าได้เลย แต่ห้องผม ผมล็อคกุญแจเอาไว้ แล้วกุญแจอยู่ที่ผมคนเดียว ผมก็เลยกะจะเข้าไปเอาหนังสือผมเพื่อจะย้ายไปหอเพื่อน แต่พอวันนี้คือพ่อผมโทรมาบอกว่าจะแจ้งความผม รวมเพื่อนด้วย คือจะแจ้งผมข้อหาบุกรุกแล้วลักทรัพย์ มีเพื่อนสมรู้ร่วมคิด คือผมแค่ไปเอาหนังสือของผมแค่นั้น แล้วก็จะแจ้งความเพื่อนผมคนที่ให้ที่อยู่ผม ว่าพาไปด้านนอกโดยพลการโดนไม่มีการแจ้งผู้ปกครองของผม แล้ววันนี้เค้าโทรเรียกให้ผมกลับไปคุยที่บ้าน คือตอนโทรมาเค้าพูดว่า กลับบ้านมาให้กูทืบหรือจะยอมโดนจับเข้าคุก แล้วด้วยผมทนมานานมาก ผมถึงหน้าบ้าน เค้าออกมา บอกให้ผมเข้าบ้าน แต่ผมไม่เข้า คือผมรู้แน่ว่าเข้าแล้วต้องโดนอะไรบ้าง แต่ตอนเค้าออกมา คือเข้ามุ่งเข้ามาคือจะต่อยผมแน่ๆ ผมก็มีหลบบ้าง แต่ก็มีเผลอสวนกลับไปด้วย คือตอนนั้นผมขาดสติมากๆเพราะผมรู้สึกมันอดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว(แต่ก็ยอมรับว่าผิดจริง ว่าลูกไม่ควรทำร้ายบิดามารดา แต่มันสติขาดแล้ว) จนเค้าไล่ผม เค้าก็หยิบไม้จะทุบตีผม แต่ผมก็วิ่ง เค้าเลยโยนไม้มา (ไม้ที่เค้าไว้แขวนธงชาติ ธงสถาบันกษัตริย์ ที่เป็นไม้อะครับ) แต่เค้าก็โยนไม่โดนผม ไปโดนประตูบ้านคนอื่นแทน จนกล่องบิลค่าไฟหลุด แต่ผมก็คือต้องวิ่งออกมาก่อน เค้าบอกให้พบกลับบ้านหลายรอบ แต่ผมไม่ยอมกลับ เค้าสั่งให้ผมไปติดกล่องบิลค่าไฟคืนให้ แต่ผมไม่กลับไป เพราะตอนนั้นใจผมรู้สึกแย่มากแล้ว เครียดมาก เครียดทุกวัน เค้าบอกจะบีบผมออกจากที่ทำงานให้ได้ คือผมเหนื่อยจนรู้สึกว่าไม่อยากจะรู้สึกอีกแล้ว คิดว่าตายน่าจะยังดีกว่า แล้วผมก็คิดว่าต่อให้ผมตายเค้าก็อาจจะไม่รู้สึกอะไร เค้าไม่สนใจความรู้สึกผมหรือความเห็นจากผมอะไรใดๆทั้งสิ้น เค้าบอกว่า เค้ามีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ เพราะเค้าคือพ่อ เค้ามีทนายประจำตัว(อันนี้ผมไม่รู้ว่าเค้าพูดจริงไหม) รู้จักร้อยเวรต่างๆมากมาย พร้อมจะจับผมเข้าคุกให้ได้ ตามที่เค้าขู่ ขนาดผมที่บอกว่า ขอแค่เค้าพูดดีๆกับผม มีเหตุผล ผมก็พร้อมที่จะทำให้ แต่เค้าก็สวนผมขึ้นมาว่า ทำไมกูต้องพูดดีๆกับ ก็มันชั่ว กูจะทำอะไรก็เรื่องของกู นี่คือที่เค้าโทรคุยกับผมวันนี้ คือผมไม่ติดเหล้า เมายาใดๆทั้งสิ้น การเรียนผมก็อยู่ในเกณฑ์ดี ไม่แย่ (สายวิทย์คณิต เกรด3.5ขึ้นเกือบทุกเทอม) ผมแค่ต้องการให้เค้ามีเหตุผลแค่นั้น แล้วบางอย่างก็เข้มงวดมากเกินไปมากๆ จนผมไม่เข้าใจว่าเพื่ออะไร ผมเข้าใจว่าอาจเป็นห่วงผม อยากให้ผมมีอนาคตที่ดี แต่การกระทำเค้าคือสวนทางมากๆ ช่วงโควิด มันไม่มีที่ไหนเปิดรับทำงาน แต่พ่อผมก็พูดแซะทุกครั้งที่กลับบ้าน (บ้านผมฐานะค่อนข้างยากจนแต่ไม่ได้ยากจนขนาดนั้น คือพอมีพอกิน) ว่าแบบเพื่อนของผมเค้ายังขับแกรปช่วยพ่อแม่เลย แต่ผมไม่ทำอะไรเลย คือรถบ้านผมมีแค่คันเดียว แล้วพ่อก็เอาไปทำงาน แล้วผมจะขับกับอะไร ผมก็ไม่เข้าใจ หลายๆอย่าง ผมก็เลยคิดว่าจะหาจิตแพทย์พรุ่งนี้ครับ ใครมีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ คือผมอาจจะพิมพ์วกไปวนมา แต่สมองผมตันมากๆ ตื๊อๆไปหมด มันจุกอกจนร้องไม่ออก ผมขอพูดด้วยความสัจจริงนะครับว่าเรื่องที่พิมพ์ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ขอบคุณครับ
คือตอนนี้ผมเครียดมากๆเรื่องระหว่างพ่อกับผม ผมไม่รู้จะปรึกษาใครได้เลยขอความเห็นหน่อยครับ
2.วันขึ้นปีใหม่ ผมได้ไปเล่นประทัดกับเพื่อน แล้วมันดึกแต่ผมก็เล่นแถวบ้านไม่ไกลมาก ห่างจากบ้านประมาณ200-300เมตร ซึ่งมันเป็นตลาดคนเดิน แต่เค้าปิดวันปีใหม่เลยมีพื้นที่ว่าง จนเมื่อถึงช่วงเวลานึง พ่อก็ได้เรียกผมซึ่งก็คือตะโกนเรียกผมมาจากในบ้าน ด้วยระยะทางขนาดนั้น ทำให้ผมไม่ได้ยินเสียงเรียกเค้า แต่ก็มีคนมาบอก ว่าพ่อผมเรียกผม ผมจึงรีบกลับไปที่บ้าน ซึ่งระยะเวลาที่พ่อผมเรียกจนถึงผมกลับบ้าน แค่ประมาณ5นาที แต่เมื่อถึงบ้าน กำลังล็อคประตู พ่อผมก็ออกมาจากในบ้าน แล้วก็ถีบผมติดประตูเหล็กแล้วก็เอาเก้าอี้หัวล้านพลาสติก โยนใส่ผมจนโดนคิ้ว แล้วคิ้วผมแตก แต่พอเค้าเห็น เค้ากลับไม่ทำอะไร แล้วขึ้นห้องไปนอนเลย พอรุ่งเช้ามา เค้าบอกว่า รอยที่โดนเก้าอี้ให้บอกคนอื่นว่าวิ่งชนขอบประตู
3.ตอนนั้นผมไม่แน่ใจว่าทำอะไรผิด แต่มั่นใจว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรง เค้าบอกให้ผมถอดเสื้อผ้าออกให้หมด หรือก็คือแก้ผ้าเปลือยหมด แล้วให้ออกไปยืนหน้าบ้าน ซึ่งหน้าบ้านตรงนี้คือส่วนของที่เป็นถนนของซอย แล้ว ณ เวลานั้นมันเป็นช่วงที่คนจะออกมาพูดคุยกันในซอย มีเด็กๆออกมาวิ่งเล่น ช่วงประมาณ1ทุ่ม - 2ทุ่ม ให้ยืนอยู่นานพอสมควร ผมรู้สึกอับอายมาก ซึ่งการให้แก้ผ้าแบบนี้ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่หลายครั้ง มีครั้งนึง ผมซื้อข้าวที่เซเว่น แล้วท้ายซอยเป็นถังขยะของเทศบาล(ถังฟ้า) คือเวลาจะทิ้งขยะก็จะทิ้งกันตรงนั้น แล้วตอนนั้นพ่อผมถามว่าตอนเย็นเมื่อวานกินข้าวกับอะไร ผมก็บอกกินข้าวกล่องเซเว่น แต่ตอนนั้นใบเสร็จผมก็ทิ้งไปกับข้าวกล่องแล้ว แล้วผมก็ไม่รู้ว่าเทศบาลเค้าเก็บขยะไปแล้วหรือยัง คือตอนนั้นพ่อผมทำโทษผมอยู่ เค้าเลยให้แก้ผ้าเปลือย แล้วให้วิ่งไปท้ายซอยให้ไปหาใบเสร็จมา แต่แล้วผมก็หาไม่เจอ วิ่งไป-กลับๆ ประมาณ2 3รอบ ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่คนเยอะเช่นเดิม มีเด็กๆออกมาเล่น ประมาณนี้ครับ
ยกตัวอย่างประมาณนี้นะครับ ก็คือตอนนี้ผมอายุ18ปี กำลังเรียนคณะเกี่ยวกับสายวิทย์สุขภาพที่มหาลัยแห่งหนึ่ง แต่เป็นคณะที่ผมไม่ชอบ ด้วยความที่ผมอยากเข้าคณะแพทย์ เลยต้องมีการซิ่วเพื่อสอบใหม่ ซึ่งตัวผมเองนั้นได้บอกพ่อไปตั้งแต่แรกแล้วว่า การเรียนไปซิ่วไปมันยากที่จะทำ แต่เค้าก็ไม่ฟังผม เค้าฟังญาติ บอกว่า ถ้าไม่เรียนก็ไม่มีประโยชน์ ซึ่งสำหรับผม การต้องมาทวนวิชาของม.ปลาย แล้วอ่านของมหาลัยไปด้วย มันหนักมากๆ แต่ผมก็ยอมทำ จนเทอม2ผมบอกว่าจะดรอปวิชนของเทอม2เอาไว้เพื่อจะได้มีเวลาอ่านหนังสือเต็มที่ แต่รวมๆแล้วผมมีเวลาอ่านแค่ประมาณ4เดือน ซึ่ง4เดือนนี้ ผมแทบจะลืมความรู้ของม.ปลายหมดแล้ว เพราะอ่านแต่ของมหาลัย จนสุดท้ายคะแนนผมก็ไม่ถึง แต่คะแนนผมก็ยังสามารถยื่นคณะสายวิทย์สุขภาพส่วนใหญ่ได้อยู่ ผมเลยเลือกคณะกายภาพบำบัดไปเพราะพ่อบังคับให้ลง ผมก็ลงตามพ่อว่า แล้วก็ติด แต่ตัวผมนั้นไม่ได้ชอบทั้งกายภาพบำบัด และคณะที่เรียนอยู่ ผมเลยกะจะสละสิทธิ์ แต่ก่อนหน้านั้น พอเค้ารู้ว่าผมไม่ติดเภสัช (พ่อผมจะให้เข้าเภสัช) เข้าก็เลยถามว่าคิดยังไง คือผมคิดแผนไว้หมดแล้วว่า ระยะเวลา1ปี ผมกะจะอ่านหนังสือไป ทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วย ซึ่งผมก็ลองกะเวลาดูแล้ว ก็พอทำได้อยู่ ด้วยความที่ติดช่วงโควิด ผมเลยต้องโทรคุยโทรศัพท์กับเพื่อน หลายวันมาก บางทีก็ดึกมาก เพราะก็มีเล่นเกมด้วย แล้ววางแผนไปด้วย จนพ่อผมก็ไม่พอใจว่าคุยทำไมโทรศัพท์ทุกวัน ซึ่งด้วยความที่ตั้งแต่ผมอ่านหนังสือตอนเทอม2ประมาณ ธันวา62 จนถึง เมษา63 ผมไม่ได้เจอเพื่อนคนไหนเลย เลยต้องโทรคุยกัน ตรงนี้ผมยอมรับว่าผิดด้วย จนเมื่อพ่อผมถามว่าผมคิดยังไงที่ติดคณะกายภาพบำบัด ผมก็บอกพ่อว่า กะจะซิ่วคือทำงานไปแล้วอ่านหนังสือไป ยังไม่ทันจะพูดจบเค้าพูดขึ้นมาเลยว่าไร้สาระ แล้วเค้าก็พูดกับผมว่า คนอย่าง ต่อให้ซิ่วอีกปีก็สอบไม่ได้หรอก เพราะบ้าแต่โทรศัพท์ ซึ่งจริงๆแล้วตอนผมอ่านหนังสือตอนกลางคืน ผมไม่ได้คุยกับเพื่อนเลย มีแค่เล่นเกมบ้างบางครั้ง แต่ตอนที่เค้าเห็นคือตอนที่ผมกำลังพักจากอ่านหนังสือพอดี ซึ่งเป็นหลายครั้ง รวมถึงเวลาอ่านหนังสือ เค้ามักจะเรียกผมบ่อย เช่น โทรไลน์มาเพื่อบอกให้ไปเอาอาหารที่สั่งจากแกรปหน้าบ้าน คือตัวผมอ่านหนังสืออยู่ในห้องชั้น2 แต่ตัวพ่อผมที่นั่งอยู่หน้าคอมชั้น1ในบ้าน แต่เค้าไม่ออกไปเอาเอง แต่กลับโทรให้ผมลงไปเอาแทน ทั้งๆที่ผมอ่านหนังสืออยู่ ตั้งแต่เล็กจนโตผมแทบไม่เคยเถียงพ่อเลย หรือถ้าเถียงก็จะไม่มีคำหยาบเลย แต่ที่เราเถียงคือต้องการเหตุผลจากพ่อ หรือต้องการให้เค้าฟังเราบ้าง จนเมื่อไม่กี่วันมานี้ผมก็ทะเลาะกับพ่อกันหนักมาก ในหลายๆเรื่อง เรื่องโทรศัพท์กลางคืน กลับบ้านดึก คือผมรู้สึกแย่มากๆแล้ว จิตใจผมย่ำแย่มากๆ กับคำพูดของพ่อต่างๆ มันแย่จนถ้าผมนั่งอยู่เฉยๆแล้วไม่ได้คิดน้ำตามันก็จะไหลอีก หน่วงๆทุกครั้ง ผมตัดสินใจที่จะออกไปอยู่บ้านป้าโดยเอาเสื้อผ้าไปบางส่วน นิดหน่อย กับหนังสือนิดหน่อย แล้วผมก็มาทำงาน คือช่วง3 4วันนี้เป็นช่วงที่ร้านที่ผมกำลังทำงานเค้ากำลังย้ายไปที่ใหม่ แล้วต้องช่วยเค้าขนของและช่วยติดวอลเปเปอร์ในร้านต่างๆ จนเลิกดึก คือประมาณเที่ยงคืน แล้วบางครั้งเจ้าของร้านเค้าพาไปเลี้ยงต่างๆ แต่ไม่มีแอลกอฮอล์นะครับ เป็นร้านข้าวต้ม จนกลับประมาณตี1 เค้าก็จะโทรตามซึ่งก็จะไม่มีพูดดีๆเลย แล้วเมื่อผมกลับบ้านผมก็โทรคุยกับคนคุยผมนิดหน่อย ซึ่งบอกก่อนว่าตัวผมนั้นเป็นเกย์ แล้วเหมือนเค้าก็ไม่พอใจที่ผมโทรคุยโทรศัพท์ตอนกลางคืน แล้วพอหลังๆมาเค้าก็เริ่มจะเหยียดๆที่ผมเป็นเกย์ คือพูดแรงมากๆจนไม่นึกว่าคนเป็นพ่อจะพูดได้ จนเมื่อวานผมตัดสินใจจะออกมาอยู่หอ แต่ผมต้องอาศัยเพื่อนอยู่หอก่อน แล้วผมก็เลยต้องเข้าบ้านไปเอาของ ผมเลยเข้าบ้านไป ไม่มีการงัดแงะใดๆทั้งสิ้น คือไขประตูเข้าได้เลย แต่ห้องผม ผมล็อคกุญแจเอาไว้ แล้วกุญแจอยู่ที่ผมคนเดียว ผมก็เลยกะจะเข้าไปเอาหนังสือผมเพื่อจะย้ายไปหอเพื่อน แต่พอวันนี้คือพ่อผมโทรมาบอกว่าจะแจ้งความผม รวมเพื่อนด้วย คือจะแจ้งผมข้อหาบุกรุกแล้วลักทรัพย์ มีเพื่อนสมรู้ร่วมคิด คือผมแค่ไปเอาหนังสือของผมแค่นั้น แล้วก็จะแจ้งความเพื่อนผมคนที่ให้ที่อยู่ผม ว่าพาไปด้านนอกโดยพลการโดนไม่มีการแจ้งผู้ปกครองของผม แล้ววันนี้เค้าโทรเรียกให้ผมกลับไปคุยที่บ้าน คือตอนโทรมาเค้าพูดว่า กลับบ้านมาให้กูทืบหรือจะยอมโดนจับเข้าคุก แล้วด้วยผมทนมานานมาก ผมถึงหน้าบ้าน เค้าออกมา บอกให้ผมเข้าบ้าน แต่ผมไม่เข้า คือผมรู้แน่ว่าเข้าแล้วต้องโดนอะไรบ้าง แต่ตอนเค้าออกมา คือเข้ามุ่งเข้ามาคือจะต่อยผมแน่ๆ ผมก็มีหลบบ้าง แต่ก็มีเผลอสวนกลับไปด้วย คือตอนนั้นผมขาดสติมากๆเพราะผมรู้สึกมันอดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว(แต่ก็ยอมรับว่าผิดจริง ว่าลูกไม่ควรทำร้ายบิดามารดา แต่มันสติขาดแล้ว) จนเค้าไล่ผม เค้าก็หยิบไม้จะทุบตีผม แต่ผมก็วิ่ง เค้าเลยโยนไม้มา (ไม้ที่เค้าไว้แขวนธงชาติ ธงสถาบันกษัตริย์ ที่เป็นไม้อะครับ) แต่เค้าก็โยนไม่โดนผม ไปโดนประตูบ้านคนอื่นแทน จนกล่องบิลค่าไฟหลุด แต่ผมก็คือต้องวิ่งออกมาก่อน เค้าบอกให้พบกลับบ้านหลายรอบ แต่ผมไม่ยอมกลับ เค้าสั่งให้ผมไปติดกล่องบิลค่าไฟคืนให้ แต่ผมไม่กลับไป เพราะตอนนั้นใจผมรู้สึกแย่มากแล้ว เครียดมาก เครียดทุกวัน เค้าบอกจะบีบผมออกจากที่ทำงานให้ได้ คือผมเหนื่อยจนรู้สึกว่าไม่อยากจะรู้สึกอีกแล้ว คิดว่าตายน่าจะยังดีกว่า แล้วผมก็คิดว่าต่อให้ผมตายเค้าก็อาจจะไม่รู้สึกอะไร เค้าไม่สนใจความรู้สึกผมหรือความเห็นจากผมอะไรใดๆทั้งสิ้น เค้าบอกว่า เค้ามีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ เพราะเค้าคือพ่อ เค้ามีทนายประจำตัว(อันนี้ผมไม่รู้ว่าเค้าพูดจริงไหม) รู้จักร้อยเวรต่างๆมากมาย พร้อมจะจับผมเข้าคุกให้ได้ ตามที่เค้าขู่ ขนาดผมที่บอกว่า ขอแค่เค้าพูดดีๆกับผม มีเหตุผล ผมก็พร้อมที่จะทำให้ แต่เค้าก็สวนผมขึ้นมาว่า ทำไมกูต้องพูดดีๆกับ ก็มันชั่ว กูจะทำอะไรก็เรื่องของกู นี่คือที่เค้าโทรคุยกับผมวันนี้ คือผมไม่ติดเหล้า เมายาใดๆทั้งสิ้น การเรียนผมก็อยู่ในเกณฑ์ดี ไม่แย่ (สายวิทย์คณิต เกรด3.5ขึ้นเกือบทุกเทอม) ผมแค่ต้องการให้เค้ามีเหตุผลแค่นั้น แล้วบางอย่างก็เข้มงวดมากเกินไปมากๆ จนผมไม่เข้าใจว่าเพื่ออะไร ผมเข้าใจว่าอาจเป็นห่วงผม อยากให้ผมมีอนาคตที่ดี แต่การกระทำเค้าคือสวนทางมากๆ ช่วงโควิด มันไม่มีที่ไหนเปิดรับทำงาน แต่พ่อผมก็พูดแซะทุกครั้งที่กลับบ้าน (บ้านผมฐานะค่อนข้างยากจนแต่ไม่ได้ยากจนขนาดนั้น คือพอมีพอกิน) ว่าแบบเพื่อนของผมเค้ายังขับแกรปช่วยพ่อแม่เลย แต่ผมไม่ทำอะไรเลย คือรถบ้านผมมีแค่คันเดียว แล้วพ่อก็เอาไปทำงาน แล้วผมจะขับกับอะไร ผมก็ไม่เข้าใจ หลายๆอย่าง ผมก็เลยคิดว่าจะหาจิตแพทย์พรุ่งนี้ครับ ใครมีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ คือผมอาจจะพิมพ์วกไปวนมา แต่สมองผมตันมากๆ ตื๊อๆไปหมด มันจุกอกจนร้องไม่ออก ผมขอพูดด้วยความสัจจริงนะครับว่าเรื่องที่พิมพ์ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ขอบคุณครับ