บันทึกช่วยจำ สนามบินอู่ตะเภา

ผ่านไปแล้วด้วยความชื่นมื่นกับการลงนามในสัญญาโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ระหว่างกองทัพเรือและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กับเอกชนคู่สัญญา บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด ประกอบด้วย บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 45% บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 35% และ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 20%
 
ความน่าสนใจของโครงการนี้ อยู่ที่ข้อเสนอผลตอบแทนให้รัฐที่สูงลิบลิ่วถึง 305,555 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าตลอดอายุสัญญา 50 ปี รวม 1.326 ล้านล้านบาท ซึ่งหากย้อนกลับไปในช่วงของการยื่นข้อเสนอการประมูล คงจำกันได้ว่า มีการถกเถียงกันในเรื่องของความเป็นไปได้จริงของข้อเสนอทางการเงินดังกล่าว (ซึ่งห่างไกลจากข้อเสนอของคู่แข่งอีกสองรายอย่างมาก ที่เสนอมาในราคาใกล้เคียงกันที่ราว ๆ 102,000 ล้านบาท) โดยเมื่อนักการเงิน นักการธนาคาร ได้ลองคำนวณและวิเคราะห์ ไฟแนนเชียลโมเดล แล้วพบว่า ข้อเสนอผลตอบแทนสูงมากจากประมาณการปกติเช่นนี้แทบจะไม่มีความเป็นไปได้จริงเสียเลย  
 
การเสนอผลตอบแทนสูงมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น ดูแล้วมีความเสี่ยงมาก หากเทียบกับระยะเวลาการลงทุน 50 ปี ซึ่งจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะเป็นไปตามเป้า โดยเฉพาะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาจะเห็นว่า ธุรกิจการบินมีความผันผวนหรือความไม่แน่นอนจากสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ทำให้เกิดภาวะการหยุดชะงักการให้บริการหลายครั้งหลายครา จนเกิดเป็นข้อกังขาและห่วงใยในหลายประเด็น เป็นต้นว่า หากไม่สามารถทำกำไรได้จริง การส่งรายได้ให้รัฐไม่เป็นไปตามแผน หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดถึงขั้นต้องหยุดการจ่ายรายได้เข้ารัฐนั้น ความรับผิดชอบจะอยู่ที่ใครหรือออกมาในรูปใด ในเมื่อเงื่อนไขไม่ได้ระบุว่า ผู้บริหารสนามบินต้องรับผิดชอบใด ๆ มิเท่ากับเป็นการเปิดทางให้ลอยตัวออกจากปัญหาได้อย่างสบาย ๆ งั้นหรือ
 
จากวันนั้นจนถึงวันนี้แม้จะยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่ขั้นตอนต่าง ๆ ก็ผ่านไปได้อย่างเงียบเชียบ ไม่ปรากฏข้อมูลวงนอกวงในให้สาธารณชนได้รับรู้ถึงรายละเอียดการพิจารณา ตลอดจนเหตุผลการตัดสินใจของคณะกรรมการ จนในที่สุดก็ผ่านการลงนามไปแล้วตามที่เป็นข่าว โดยล่าสุดผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มอู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ได้ออกมาเน้นย้ำอย่างหนักแน่นผ่านสื่อในเครือว่า “จากประสบการณ์การทำธุรกิจการบินและสนามบิน ทำให้มั่นใจว่า โครงการอู่ตะเภาจะเดินหน้าด้วยดีและมีรายได้ จึงกล้าเสนอผลตอบแทนรายได้ให้รัฐสูงถึง 3 แสนล้านบาท พร้อมกับยืนยันว่าผลตอบแทนที่เสนอไปสามารถทำได้แน่นอน”
 
เมื่อผู้บริหารใหญ่ของกลุ่มผู้ชนะการประมูลออกมายืนยันเช่นนี้ พร้อมกับการประสานเสียงจากผู้บริหารท่านอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน และผู้บริหารของกองทัพเรือ ตลอดจนผู้บริหารอีอีซี อย่างดร.คณิศ แสงสุพรรณ ที่ต่างออกมาการันตีแสดงความมั่นใจกันเต็มที่ว่าโครงการนี้จะไม่มีปัญหาอะไรในอนาคต สาธารณชนก็คงมั่นใจได้ตามนั้น 
 
แต่ถึงอย่างไรก็ต้องขอบันทึกไว้เป็นข้อมูลช่วยจำว่า โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ นี้ยังมีข้อกังขาที่ค้างคาและคำสัญญาน่าจับตามองอยู่ เพื่อว่าอีกสัก 2-3 ปี หรือเมื่อเวลาผ่านไป จะได้ย้อนกลับมาดูความคืบหน้าของโครงการ และคำมั่นสัญญาของท่านผู้บริหารต่าง ๆ ที่ได้ให้ไว้ในวันนี้ ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่

 
1.     ข้อเสนอผลตอบแทนสูงเช่นนี้ มีเงินค้ำประกันโครงการเท่าไร
2.     จากข้อเสนอการจ่ายค่าตอบแทนน้อยก่อนช่วงแรก แล้วค่อยไปจ่ายหนักในช่วงหลัง หากทำไม่ได้ตามแผน จะต้องชดเชยอย่างไร?
3.     หากจำนวนผู้โดยสาร ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ และรัฐไม่รับประกันจำนวนผู้โดยสาร จะมีการยืดเวลาชำระให้หรือไม่ หรือขอทุเลาการชำระเงินได้หรือไม่
4.     หากมีการย้ายรันเวย์จะทำให้ข้อเสนอทางเทคนิคไม่ตรงตาม TOR หรือไม่
5.     ผู้บริหารฝ่ายเอกชนยืนยันว่า “ผลตอบแทนที่เสนอไปสามารถทำได้แน่นอน” 
6.     ผู้บริหารฝ่ายเอกชนยืนยันว่า “จะไม่มีการรีโมเดลหรือปรับแผนลงทุนโครงการแต่อย่างใด” 
7.     ฝ่ายเอกชนแสดงความมั่นใจว่ามีสถาบันการเงินให้กู้ : “การลงทุนเฟสแรกจะใช้เงินลงทุนกว่า 30,000 ล้านบาท แหล่งเงินทั้งกู้จากสถาบันการเงิน (ธนาคารกสิกรไทย) และจากเงินทุนเรือนหุ้น” 
8.     การดำเนินงานแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่กำไรมาเร็ว : “แต่ละเฟสจะใช้เวลาพัฒนา 10 ปี รวม 4 เฟส เพื่อให้ขนาดการลงทุนพอดี ไม่ใช่ทำใหญ่โอ่โถงแล้วมีคนใช้อยู่ครึ่งเดียว ซึ่งไม่สมเหตุสมผล เราให้เวลาการพัฒนามาก เพื่อขยับให้โตตามได้ ไม่ใช่ล้นไป 100% แล้วค่อยขยับ ตามแผนโครงการนี้จะถึงจุดคุ้มทุนประมาณ 10 กว่าปีไปแล้ว แต่ของจริงอาจจะเร็วกว่านั้น เพราะหากผู้โดยสารถึง 80% จะต้องเริ่มขยายขีดความสามารถเพิ่มในเฟสต่อไปจนครบ 60 ล้านคนต่อปีตามสัญญา ในเฟสแรกจะสร้างเสร็จเปิดบริการในปี 2567 หรืออีกประมาณ 4 ปีครึ่ง คาดว่าผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นเป็น 5-6 ล้านคนต่อปี และถึง 16 ล้านคนต่อปี ในอีก 10 ปีต่อไป คือปี 2577”
9.     บอกที่มาแหล่งรายได้ : “บางกอกแอร์เวย์สอยู่ในอุตสาหกรรรมการบินมานานกว่า 50 ปี มีพันธมิตรทางการบินกว่า 100 สายการบินทั่วโลก และดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น ครัวการบิน การให้บริการภาคพื้น การให้บริการคลังสินค้า ร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) รวมถึงธุรกิจสนามบินที่บริษัทเป็นเจ้าของและบริหารจัดการรวม 3 แห่ง ได้แก่ สนามบินสมุย สนามบินสุโขทัย และสนามบินตราด”
10.  มั่นใจจะแข่งกับสิงคโปร์ : “ในอนาคตจะมีพันธมิตรอื่น ๆ เข้าร่วมอีก เพื่อให้สนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินกรุงเทพแห่งที่ 3 แข่งขันกับสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์” 
 
โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ เป็นอีกหนึ่งโครงการแห่งความหวังในการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เราทุกคนจึงต้องเอาใจช่วยให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยหวังว่าความอึมครึมไม่ชัดเจนที่มีอยู่ จะได้รับการชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูล ขั้นตอน กระบวนการพิจารณาต่าง ๆ เป็นไปอย่างโปรงใส เป็นธรรม และไม่ได้เผื่อทางไว้ให้ใครล้มบนฟูก 
 
 
---------------------------------- 
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่