รอมา 5 ปี อีอีซี-UTA เดิมพันคิกออฟ อภิมหาโปรเจ็กต์ 3 แสนล้าน ‘เมืองการบินอู่ตะเภา’ไม่รอไฮสปีด

วันที่ 29 มกราคม 2569 เป็นอีกวันที่ต้องบันทึกไว้ นับจากวันลงนามสัญญาครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2563 ถึงความคืบหน้า”อภิมหาโปรเจ็กต์”โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก(เมืองการบินอีอีซี) เนื้อที่ 6,500 ไร่ มีมูลค่าโครงการ 3 แสนล้านบาท

หลังบริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ประกอบด้วย บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ลงนามในข้อตกลงบริหารสัญญาร่วมลงทุนโครงการกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) เพื่อเริ่มต้นการดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการ

โดยเซ็นสละเงื่อนไขในสัญญา“ไม่รอ”รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) หลังโครงการยังแก้ปัญหาสัญญาไม่จบ

ขณะที่”สกพอ.”เตรียมทำหนังสือแจ้งให้ UTA เริ่มนับระยะเวลาโครงการ หรือ NTP ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ หลังจากออก NTP แล้ว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดมาตรการแก้ไขผลกระทบโครงการ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

เท่ากับจบมหากาพย์กว่า 5 ปี สู่การเดิมพันครั้งใหม่ของสองกลุ่มทุนใหญ่

“คีรี กาญจนพาสน์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ”ว่า โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เรารอมา 5 ปีครึ่ง การลงนามครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเริ่มนับหนึ่งโครงการ ซึ่งข้อตกลงใหม่นี้ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสัญญา เนื่องจากตอนเซ็นสัญญาครั้งแรกไม่มีกำหนดรายละเอียด ทุกอย่างยังเป็นไปตามสัญยาและทีโออาร์ เพียงแต่ลงรายละเอียดให้ชัดเจนอีกขั้นหนึ่ง

“เมื่อก่อนต้องมีรถไฟความเร็วสูงให้ ตอนนี้ให้อะไร เริ่มเมื่อไหร่ ผมรับได้แล้ว ภายในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมนี้น่าจะมีการออก NTP ให้เริ่มโครงการได้”

“คีรี”ยอมรับว่า ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากที่ศึกษาโครงการไว้เมื่อปี 2560 ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว จำนวนผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภา ตลอดจนการขยายการลงทุนของสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง การที่จะลงทุนพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 3 รองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปีที่คิดไว้ตอนแรก อาจจะต้องปรับสเกลการพัฒนาใหม่ เดินหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากรถไฟความเร็วสูงเองก็ยังไม่ได้เริ่มการก่อสร้าง

“เรากำลังทำรายละเอียด ทยอยทำที่ละเฟส ซึ่งเฟสแรก คงปรับให้รองรับได้ 3 ล้านคนต่อปีไปก่อน เพื่อให้โครงการเดินหน้า การที่เราตัดสินใจลงนามข้อตกลงเพื่อเริ่มต้นโครงการ เพราะไม่รู้ว่ารถไฟความเร็วสูงจะเริ่มเมื่อไหร่ ผมก็เข้าใจ ถ้ารถไฟความเร็วสูงทำวันนี้ พูดตรงๆใครจะใช้ คงต้องรอนิดหนึ่งให้ทุกอย่างเข้าร่องเข้ารอย “คีรีกล่าวและย้ำว่า

เมื่อโครงการเดินหน้าได้ คนลงทุนก็มั่นใจ สถาบันการเงินก็เข้าใจ ซึ่งความมั่นใจสำคัญมาก ผมรู้แต่ว่าตัวเอง ทำไปก่อนเลย เนื่องจากโครงการทุกอย่างเป็นการให้เอกชนลงทุนทั้งหมด และต้องดำเนินการไปทีละขั้นตอน แต่ไม่หลุดจากกรอบทีโออาร์ แต่อาจจะมีปรับการลงทุนให้รับสถานการณ์ปัจจุบัน

สำหรับการเริ่มต้นของโครงการ“คีรี”อธิบายว่า จะเริ่มจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ด้วยการเร่งรัดการก่อสร้างในส่วนของ Airport City และโครงสร้างพื้นฐานหลัก เพื่อกระตุ้นปริมาณผู้โดยสาร และดึงดูดนักลงทุน ขณะนี้กองทัพเรือกำลังก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และทางขับของสนามบินอู่ตะเภา จะแล้วเสร็จเดือนพฤศจิกายน 2571 และได้มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคสำคัญภายในสนามบิน

“ปลายปีนี้จะเริ่มโครงการที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เป็นโครงการแรก กำลังดีไซน์ เช่น ที่อยู่อาศัยโดยอาจมีโครงการบ้านชาวไทย ยังมีโรงแรม ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุม เพื่อรองรับคนที่จะเข้ามาในพื้นที่และสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่า เมืองการบินภาคตะวันออก พร้อมเปิดรับนักลงทุนทุกคน ถ้าเราไม่เริ่มสักวัน ใครจะมาคุย เรามีความตั้งใจจะทำจริงๆ และเราลงทุนไปแล้ว 5,000 ล้านบาท ยังไงก็ต้องเดินหน้าต่อ ถือว่าการลงนามเมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา เป็นการปลดล็อกเริ่มนับหนึ่งโครงการแล้ว”คีรีกล่าวย้ำ

เมื่อย้อนดูพิมพ์เขียวโครงการพัฒนาอู่ตะเภา เมื่อวันแรกเริ่มเซ็นสัญญาในปี 2563 ทาง ”UTA” แบ่งการพัฒนาโครงการเป็น 4 ระยะ

ระยะที่ 1 มีอาคารผู้โดยสารขนาดพื้นที่กว่า 157,000 ตร.ม. พื้นที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์ อาคารจอดรถ ศูนย์ขนส่งภาคพื้นดิน และหลุมจอดอากาศยาน 60 หลุมจอด สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 15.9 ล้านคนต่อปี

ระยะที่ 2 อาคารผู้โดยสารมีพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 107,000 ตร.ม.พร้อมทั้งติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) และระบบทางเดินเลื่อน รวมทั้งเพิ่มหลุมจอดอากาศยานอีก 16 หลุมจอด สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 30 ล้านคนต่อปี

ระยะที่ 3 เป็นการต่อขยายอาคารผู้โดยสารเพิ่มเติมจากระยะที่ 2 กว่า 107,000 ตร.ม. เพิ่มจำนวนรถขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) อีก 1 ขบวน รวมทั้งเพิ่มหลุมจอดอากาศยานอีก 34 หลุมจอด ประมาณการรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 45 ล้านคนต่อปี

และระยะที่ 4 หรือระยะสุดท้าย มีพื้นที่อาคารผู้โดยสารหลังที่สองเพิ่มขึ้นกว่า 82,000 ตร.ม. พร้อมทั้งติดตั้งระบบ Check-in แบบอัตโนมัติ รวมทั้งเพิ่มหลุมจอดอากาศยานอีก 14 หลุมจอด ประมาณการรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 60 ล้านคนต่อปี

นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบด้านกิจกรรมเชิงพาณิชย์และส่งเสริมการเป็นฮับการบินของโครงการ ซึ่งจะพัฒนาพื้นที่กว่า 1,000 กว่าไร่ ให้เป็นแอร์พอร์ตซิตี้ มีพื้นที่กว่า 1 ล้านตร.ม. เป็นศูนย์ธุรกิจ ศูนย์ประชุม ศูนย์แสดงสินค้า เมดิคอลฮับ และออฟฟิศสำนักงาน รวมถึงมีพื้นที่คอมเมอร์เชียลเกตเวย์ 430,000 ตร.ม. มีห้างสรรพสินค้า ดิวตี้ฟรี โรงแรม ศูนย์แสดงสินค้า และลักชัวรี่เอาต์เลต และพื้นที่คาร์โก้และฟรีเทรดโซน 419,000 ตร.ม.

เป็นความเคลื่อนไหวของโปรเจ็กต์เมืองการบิน ท่ามกลางความไม่ชัดเจนวันเริ่มต้นของรถไฟความเร็วสูง

ขณะที่ความคืบหน้าของรถไฟความเร็วสูง”อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง“ รักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน มีบริษัท เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี.) เป็นผู้รับสัมปทานโครงการ เตรียมเสนอการแก้ไขสัญญาซึ่งได้ข้อสรุปในหลักการและบอร์ดอีอีซีเห็นชอบไปแล้ว เสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ เรื่องปรับวิธีการชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนโครงการซึ่งเอกชนขอสร้างไปจ่ายไป

รวมถึงยังต้องหารือสำนักงานอัยการสูงสุดเพิ่มเติม เรื่องการบังคับหลักประกันค่าก่อสร้างงานโยธาอีก 1.2 แสนล้านบาท เนื่องจากเอกชนขอให้มีการทบทวนเรื่องนี้ใหม่และในสัญญามีหลักประกันเดิมอยู่แล้ว

คงต้องวัดใจ“รัฐบาลใหม่”จะไฟเขียวเงื่อนไขที่เอกชนเสนอหรือไม่ เพื่อให้ทั้งสองโครงการเดินหน้าไปได้

ถึงแม้กลุ่ม UTA จะเซ็นยอมรับการเดินหน้าโครงการ โดยไม่รอรถไฟความเร็วสูง แต่ยังคงมีคำถามค้างคาใจ ถ้าสุดท้ายรถไฟความเร็วสูงสะดุด

โปรเจ็กต์”เมืองการบิน“จะยังไปต่อหรือไม่และรัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไร...

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/property/news-1961841


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่