CPTPP เป็นประเด็นร้อนแรงติดต่อกันมาหลายวัน เพราะกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาตัดสินว่า ไทยจะเข้าร่วมหรือไม่ ซึ่งจะมีเวลาอีกแค่เดือนกว่า ๆ หากต้องการเข้าร่วมในการประชุม CPTPP ที่จะจัดขึ้นที่เม็กซิโกในเดือนสิงหาคมนี้
วันนี้รวบรวมข้อมูลสรุปจากทั้งฝั่งของคุณและโทษของการเข้าร่วมมาให้บริโภคกันพอสังเขป ตามนี้จ้า
อารัมภบท
CPTPP มีชื่อเต็มว่า Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership หรือ ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก โดยเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมในเรื่องการค้า การบริการ และการลงทุนเพื่อสร้างมาตรฐานและกฎระเบียบร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งในประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลไกแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติ
ความจริงแล้ว ความตกลงนี้ริเริ่มกันมาตั้งแต่ปี 2006 มีชื่อเดิมว่า TPP (Trans-Pacific Partnership) และมีสมาชิกทั้งหมด 12 ประเทศ แต่หลังจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในตอนนั้นถอนตัวออกไปเมื่อต้นปี 2017 ประเทศสมาชิกที่เหลือก็ตัดสินใจเดินหน้าความตกลงต่อโดยใช้ชื่อใหม่ว่า CPTPP ปัจจุบัน สมาชิก CPTPP มีทั้งหมด 11 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม
ประโยชน์ที่จะได้รับจาการเข้าร่วม CPTPP
- เพิ่มโอกาสการส่งออกของไทยไปยังประเทศสมาชิก CPTPP โดยเฉพาะตลาดแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งมีสินค้าหลัก ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป, ข้าว, ผลิตภัณฑ์ยาง, รถยนต์และส่วนประกอบ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- ช่วยดึงดูดการลงทุนที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศสมาชิก CPTPP (หากไม่เข้าร่วม จะเสียโอกาสให้มาเลเซียกับเวียดนาม)
- เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน จากการปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ CPTPP เช่น กฎหมายสิทธิแรงงาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การสนับสนุนการแข่งขันอย่างเท่าเทียมระหว่างธุรกิจชาวท้องถิ่นและชาวต่างชาติ ซึ่งจะเป็นผลบวกกับไทยในระยะยาว
- การตัดสินใจเข้าร่วม CPTPP น่าจะเป็นผลดีกับไทยมากกว่า เพราะจะกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนภายในประเทศปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่มากขึ้น
ผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP
- ภาคบริการ : ประเทศสมาชิกสามารถระบุหมวดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องการเปิดเสรีได้ สำหรับไทยที่เป็นประเทศที่ค่อนข้างปิดในหมวดบริการ การเปิดเสรีนี้อาจทำให้ธุรกิจบริการภายในประเทศเสียประโยชน์ให้นักลงทุนต่างชาติไป
- อุตสาหกรรมเกษตรจะเผชิญกับการแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากแคนาดา เช่น ปุ๋ย และถั่วเหลือง ที่จะเข้ามาตีตลาดไทยหลังการเปิดเสรีด้านการค้า
- CPTPP มีข้อบัญญัติให้ประเทศสมาชิกต้องเข้าร่วมในอนุสัญญาการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) ที่เปิดโอกาสให้ต่างชาติสามารถนำพันธุ์พืชพื้นเมืองไทยไปทำการวิจัย เพื่อสร้างพันธุ์พืชใหม่ แล้วจดสิทธิบัตรได้ ข้อนี้ส่งผลเสียต่อเกษตรกรไทยโดยตรง เพราะถ้านำพันธุ์พืชใหม่นี้มาปลูกแล้วจะไม่สามารถเก็บเมล็ดไปปลูกต่อได้เหมือนเมื่อก่อน ต้องซื้อเมล็ดใหม่เท่านั้น ทำให้ต้นทุนการเกษตรยิ่งสูงขึ้น
- ธุรกิจอื่น ๆ ในไทยต้องเตรียมรับมือกับการรุกตลาดของต่างชาติ เนื่องจาก CPTPP จะเปิดโอกาสทางการแข่งขันให้นักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ทั้งจากการลดภาษีสินค้านำเข้า การเปิดโอกาสให้ธุรกิจต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล รวมถึงการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อกิจการท้องถิ่นได้
ความกังวล
- จะส่งผลให้เกิดการผูกขาดด้านสิทธิบัตรการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชใหม่ ๆ รวมถึงอาจทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บพันธุ์พืชไปเพาะปลูกต่อได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวที่บรรพบุรุษพัฒนาสายพันธุ์ตามวิถีธรรมชาติ รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ปรับปรุงพันธุ์ขึ้น ซึ่งพันธุ์ข้าวไทยได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ของโลก
- ผลกระทบต่อระบบการผลิตยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ ซึ่งจะต้องนำมาใช้ดูแลรักษาชีวิตและสุขภาพของคนไทย
- ผลกระทบหลายอย่าง โดยรวมแล้วเห็นได้ชัดว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องเข้าร่วม
- จีดีพีจะเพิ่มขึ้น 0.12% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าน้อยมาก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ข้อโต้แย้ง
Q: บริษัทต่างชาติสามารถเข้ามาดึงเมล็ดพันธุ์พืชพื้นเมืองของไทยไปปรับปรุง ดัดแปลงได้อย่างอิสระ
A: เป็นเรื่องจริงแค่ส่วนเดียว เพราะปัจจุบันไทยมี พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ปี 2542 ที่ให้สิทธิแก่หน่วยงาน เอกชน หรือนักวิจัย ที่ต้องการนำพันธุ์พืชไปปรับปรุงได้ ดังนั้น ประเด็นที่มีการโจมตีเรื่อง UPOV ใน CPTPP จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว เพราะมีในไทยมานานแล้ว
Q: เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากนายทุนในราคาที่แพงขึ้น
A: ไม่จำเป็น เพราะชาวนา ชาวไร่ มีสิทธิที่จะเลือกซื้อได้ว่า จะซื้อเมล็ดพันธุ์จากใคร ร้านไหน บริษัทไหน นายทุนคนไหนก็ได้ ไม่ได้มีการบังคับว่าต้องซื้อจากร้าน A ร้าน B หรือนายทุน A นายทุน B เพราะเขาไม่ได้ผูกขาดตลาด หรือเข้ามายึดตลาดเมล็ดพันธุ์ของไทย
นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐของไทยอย่างกรมวิชาการเกษตร ยังแจกเมล็ดพันธุ์ฟรีให้แก่เกษตรกรไทยเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยรู้กัน หากเกษตรกรประสงค์จะนำไปเพาะปลูกก็ติดต่อขอรับได้
Q: ประเด็นเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ไม่ได้
A: ไม่จริง ตามกฎหมายแล้วเจ้าของลิขสิทธิ์เมล็ดพันธุ์นั้น ๆ มีสิทธิในการเป็นผู้ขายได้แต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นแค่กฎห้ามเกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์ไปขายต่อ หรือขายแข่งกับเจ้าของพันธุ์เท่านั้นเอง (กรณีที่เกษตรกรไปใช้พันธุ์ปรับปรุงของเขา หากอยากขาย ต้องไปขออนุญาตจากเจ้าของพันธุ์รายนั้น ๆ ก่อน นอกจากนั้นไม่มีปัญหาอะไร สามารถทำได้ทุกอย่าง เก็บเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ ๆ ไว้ใช้ได้ แต่สาเหตุที่ไม่ค่อยนิยมเก็บเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ ๆ ไว้ใช้ เพราะโตมาจะไม่ค่อยเหมือนรุ่นแรก ๆ ที่ซื้อมา จึงนิยมซื้อเมล็ดมาลงใหม่มากกว่า)
Q: บริษัทต่างชาติ หรือนายทุนรายใหญ่จะนำพันธุ์พืชพื้นเมืองไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง
A: ไกลความจริงไปมาก ในความเป็นจริงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เนื่องจากพันธุ์พืชพื้นเมืองชนิดต่าง ๆ ได้รับการคุ้มครองอยู่แล้ว มีกฎห้ามนำไปจดทะเบียน จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล
Q: ผลกระทบต่อระบบการผลิตยา เวชภัณฑ์
A: CPTPP มีกฎเกณฑ์ที่ผ่อนปรนขึ้นกว่า TPP ทำให้ไทยได้ประโยชน์ในส่วนนี้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมยา TPP เคยบังคับให้ประเทศสมาชิกต้องยอมรับการผูกขาดด้านยาเพิ่มขึ้น ทำให้การเข้าถึงยาสามัญเป็นเรื่องยากสำหรับภาครัฐและประชาชนทั่วไป ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลก็จะยิ่งสูงตาม แต่สุดท้ายข้อตกลงนี้ถูกระงับไป ไทยจึงไม่จำเป็นต้องเสียประโยชน์ส่วนนี้แล้วหากต้องการเข้าร่วมกับ CPTPP
บทสรุป
หากถามหาบทสรุปสำหรับเรื่องนี้ แต่ละคนคงต้องพิจารณากันเอง เพราะเหรียญมีสองด้าน คนเรายังมีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง บางคนหันหลังสวยกว่า แต่เราก็ต้องทนมองหน้ากันไป เรื่องนี้ก็เช่นกัน หากจะบอกว่าเข้าร่วมแล้วใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ เอาจริง ๆ ก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะในได้มีเสีย ในเสียมีได้ อยู่ทุกข้อ สงสารก็แต่คนตัดสินใจเรื่องนี้ ที่ต้องคิดพิจารณากันจนสมองแทบระเบิด แต่ไม่ว่าผลจะออกมาทางไหน ก็เจ็บตัวอยู่ดี เอาเป็นว่า ให้กำลังใจกัน ไม่ชี้นำให้เข้าทางใคร ในยามนี้ประเทศชาติต้องการความสงบสุข …อาเมน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ที่มาข้อมูล:
Scbeic
Blockdit (นักยุทธศาสตร์)
Techsauce Thailand
รูปประกอบ CPTPP จากกูเกิ้ล
ในดีมีเสีย ในเสียมีดี CPTPP จะไปทางไหนดี
วันนี้รวบรวมข้อมูลสรุปจากทั้งฝั่งของคุณและโทษของการเข้าร่วมมาให้บริโภคกันพอสังเขป ตามนี้จ้า
อารัมภบท
CPTPP มีชื่อเต็มว่า Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership หรือ ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก โดยเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมในเรื่องการค้า การบริการ และการลงทุนเพื่อสร้างมาตรฐานและกฎระเบียบร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งในประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลไกแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติ
ความจริงแล้ว ความตกลงนี้ริเริ่มกันมาตั้งแต่ปี 2006 มีชื่อเดิมว่า TPP (Trans-Pacific Partnership) และมีสมาชิกทั้งหมด 12 ประเทศ แต่หลังจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในตอนนั้นถอนตัวออกไปเมื่อต้นปี 2017 ประเทศสมาชิกที่เหลือก็ตัดสินใจเดินหน้าความตกลงต่อโดยใช้ชื่อใหม่ว่า CPTPP ปัจจุบัน สมาชิก CPTPP มีทั้งหมด 11 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม
ประโยชน์ที่จะได้รับจาการเข้าร่วม CPTPP
- เพิ่มโอกาสการส่งออกของไทยไปยังประเทศสมาชิก CPTPP โดยเฉพาะตลาดแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งมีสินค้าหลัก ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป, ข้าว, ผลิตภัณฑ์ยาง, รถยนต์และส่วนประกอบ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- ช่วยดึงดูดการลงทุนที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศสมาชิก CPTPP (หากไม่เข้าร่วม จะเสียโอกาสให้มาเลเซียกับเวียดนาม)
- เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน จากการปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ CPTPP เช่น กฎหมายสิทธิแรงงาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การสนับสนุนการแข่งขันอย่างเท่าเทียมระหว่างธุรกิจชาวท้องถิ่นและชาวต่างชาติ ซึ่งจะเป็นผลบวกกับไทยในระยะยาว
- การตัดสินใจเข้าร่วม CPTPP น่าจะเป็นผลดีกับไทยมากกว่า เพราะจะกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนภายในประเทศปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่มากขึ้น
- ภาคบริการ : ประเทศสมาชิกสามารถระบุหมวดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องการเปิดเสรีได้ สำหรับไทยที่เป็นประเทศที่ค่อนข้างปิดในหมวดบริการ การเปิดเสรีนี้อาจทำให้ธุรกิจบริการภายในประเทศเสียประโยชน์ให้นักลงทุนต่างชาติไป
- อุตสาหกรรมเกษตรจะเผชิญกับการแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากแคนาดา เช่น ปุ๋ย และถั่วเหลือง ที่จะเข้ามาตีตลาดไทยหลังการเปิดเสรีด้านการค้า
- CPTPP มีข้อบัญญัติให้ประเทศสมาชิกต้องเข้าร่วมในอนุสัญญาการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) ที่เปิดโอกาสให้ต่างชาติสามารถนำพันธุ์พืชพื้นเมืองไทยไปทำการวิจัย เพื่อสร้างพันธุ์พืชใหม่ แล้วจดสิทธิบัตรได้ ข้อนี้ส่งผลเสียต่อเกษตรกรไทยโดยตรง เพราะถ้านำพันธุ์พืชใหม่นี้มาปลูกแล้วจะไม่สามารถเก็บเมล็ดไปปลูกต่อได้เหมือนเมื่อก่อน ต้องซื้อเมล็ดใหม่เท่านั้น ทำให้ต้นทุนการเกษตรยิ่งสูงขึ้น
- ธุรกิจอื่น ๆ ในไทยต้องเตรียมรับมือกับการรุกตลาดของต่างชาติ เนื่องจาก CPTPP จะเปิดโอกาสทางการแข่งขันให้นักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ทั้งจากการลดภาษีสินค้านำเข้า การเปิดโอกาสให้ธุรกิจต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล รวมถึงการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อกิจการท้องถิ่นได้
ความกังวล
- จะส่งผลให้เกิดการผูกขาดด้านสิทธิบัตรการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชใหม่ ๆ รวมถึงอาจทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บพันธุ์พืชไปเพาะปลูกต่อได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวที่บรรพบุรุษพัฒนาสายพันธุ์ตามวิถีธรรมชาติ รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ปรับปรุงพันธุ์ขึ้น ซึ่งพันธุ์ข้าวไทยได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ของโลก
- ผลกระทบต่อระบบการผลิตยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ ซึ่งจะต้องนำมาใช้ดูแลรักษาชีวิตและสุขภาพของคนไทย
- ผลกระทบหลายอย่าง โดยรวมแล้วเห็นได้ชัดว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องเข้าร่วม
- จีดีพีจะเพิ่มขึ้น 0.12% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าน้อยมาก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ข้อโต้แย้ง
Q: บริษัทต่างชาติสามารถเข้ามาดึงเมล็ดพันธุ์พืชพื้นเมืองของไทยไปปรับปรุง ดัดแปลงได้อย่างอิสระ
A: เป็นเรื่องจริงแค่ส่วนเดียว เพราะปัจจุบันไทยมี พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ปี 2542 ที่ให้สิทธิแก่หน่วยงาน เอกชน หรือนักวิจัย ที่ต้องการนำพันธุ์พืชไปปรับปรุงได้ ดังนั้น ประเด็นที่มีการโจมตีเรื่อง UPOV ใน CPTPP จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว เพราะมีในไทยมานานแล้ว
Q: เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากนายทุนในราคาที่แพงขึ้น
A: ไม่จำเป็น เพราะชาวนา ชาวไร่ มีสิทธิที่จะเลือกซื้อได้ว่า จะซื้อเมล็ดพันธุ์จากใคร ร้านไหน บริษัทไหน นายทุนคนไหนก็ได้ ไม่ได้มีการบังคับว่าต้องซื้อจากร้าน A ร้าน B หรือนายทุน A นายทุน B เพราะเขาไม่ได้ผูกขาดตลาด หรือเข้ามายึดตลาดเมล็ดพันธุ์ของไทย
นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐของไทยอย่างกรมวิชาการเกษตร ยังแจกเมล็ดพันธุ์ฟรีให้แก่เกษตรกรไทยเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยรู้กัน หากเกษตรกรประสงค์จะนำไปเพาะปลูกก็ติดต่อขอรับได้
Q: ประเด็นเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ไม่ได้
A: ไม่จริง ตามกฎหมายแล้วเจ้าของลิขสิทธิ์เมล็ดพันธุ์นั้น ๆ มีสิทธิในการเป็นผู้ขายได้แต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นแค่กฎห้ามเกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์ไปขายต่อ หรือขายแข่งกับเจ้าของพันธุ์เท่านั้นเอง (กรณีที่เกษตรกรไปใช้พันธุ์ปรับปรุงของเขา หากอยากขาย ต้องไปขออนุญาตจากเจ้าของพันธุ์รายนั้น ๆ ก่อน นอกจากนั้นไม่มีปัญหาอะไร สามารถทำได้ทุกอย่าง เก็บเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ ๆ ไว้ใช้ได้ แต่สาเหตุที่ไม่ค่อยนิยมเก็บเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ ๆ ไว้ใช้ เพราะโตมาจะไม่ค่อยเหมือนรุ่นแรก ๆ ที่ซื้อมา จึงนิยมซื้อเมล็ดมาลงใหม่มากกว่า)
Q: บริษัทต่างชาติ หรือนายทุนรายใหญ่จะนำพันธุ์พืชพื้นเมืองไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง
A: ไกลความจริงไปมาก ในความเป็นจริงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เนื่องจากพันธุ์พืชพื้นเมืองชนิดต่าง ๆ ได้รับการคุ้มครองอยู่แล้ว มีกฎห้ามนำไปจดทะเบียน จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล
Q: ผลกระทบต่อระบบการผลิตยา เวชภัณฑ์
A: CPTPP มีกฎเกณฑ์ที่ผ่อนปรนขึ้นกว่า TPP ทำให้ไทยได้ประโยชน์ในส่วนนี้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมยา TPP เคยบังคับให้ประเทศสมาชิกต้องยอมรับการผูกขาดด้านยาเพิ่มขึ้น ทำให้การเข้าถึงยาสามัญเป็นเรื่องยากสำหรับภาครัฐและประชาชนทั่วไป ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลก็จะยิ่งสูงตาม แต่สุดท้ายข้อตกลงนี้ถูกระงับไป ไทยจึงไม่จำเป็นต้องเสียประโยชน์ส่วนนี้แล้วหากต้องการเข้าร่วมกับ CPTPP
บทสรุป
หากถามหาบทสรุปสำหรับเรื่องนี้ แต่ละคนคงต้องพิจารณากันเอง เพราะเหรียญมีสองด้าน คนเรายังมีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง บางคนหันหลังสวยกว่า แต่เราก็ต้องทนมองหน้ากันไป เรื่องนี้ก็เช่นกัน หากจะบอกว่าเข้าร่วมแล้วใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ เอาจริง ๆ ก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะในได้มีเสีย ในเสียมีได้ อยู่ทุกข้อ สงสารก็แต่คนตัดสินใจเรื่องนี้ ที่ต้องคิดพิจารณากันจนสมองแทบระเบิด แต่ไม่ว่าผลจะออกมาทางไหน ก็เจ็บตัวอยู่ดี เอาเป็นว่า ให้กำลังใจกัน ไม่ชี้นำให้เข้าทางใคร ในยามนี้ประเทศชาติต้องการความสงบสุข …อาเมน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้