●● ศาลไม่รับคำขออนุญาตฎีกา...ส่งยงยุทธ วิชัยดิษฐเข้าคุกคดีทุจริตที่ดินอัลไพน์ ●●

ติดคุกอีกคน...
ไม่รู้ว่ารับกรรมแทนใครหรือเปล่า ?...

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

●● ศาลไม่รับคำขออนุญาตฎีกา...ส่งยงยุทธ วิชัยดิษฐเข้าคุกคดีทุจริตที่ดินอัลไพน์ ●●

         

ศาลฎีกา ไม่รับคำขออนุญาตฎีกา “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ”อดีตปลัดมหาดไทย คดีทุจริตที่ดินอัลไพน์
เข้าเรือนจำรับโทษตามคำพิาพากษาชั้นอุทธรณ์จำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา
 
ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบกลาง ถ.นครไชยศรี วันที่ 17 ก.พ.63 ศาลนัดฟังสั่งศาลฎีกาแผนกคดี
คำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกา คดีหมายเลขดำที่ อท.38/2559 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง “นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ” อายุ 78 ปี อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีต
หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต หรือละเว้น
ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

กรณีกล่าวหา “นายยงยุทธ” จำเลย ขณะดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรักษาราชการแทน
ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบในการพิจารณาอุทธรณ์และสั่งเพิกถอนคำสั่งของ
อธิบดีกรมที่ดิน โดยมีเจตนาช่วยเหลือบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด , บริษัท กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด
และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในเวลาต่อมาให้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
 
คดีนี้ “ศาลอาญาคดีทุจริตฯ” ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 ส.ค.59 เห็นว่า การที่นาย ยงยุทธ 
จำเลย พิจารณาอุทธรณ์และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินซึ่งให้ยกเลิกโฉนดที่ดินที่จดทะเบียนในนาม ‘สนามกอล์ฟอัลไพน์’ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นธรณีสงฆ์จากการที่นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา
ที่ถึงแก่ความตายแล้วได้ทำพินัยกรรมยกที่ดิน 2 แปลงดังกล่าว ให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหารนั้น

จำเลยออกคำสั่งโดยมิชอบ โดยจงใจละเลยข้อเท็จจริงต่างๆ และยังจงใจตีความกฎหมายให้ผิดเพี้ยนไปจาก
ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2482 ที่ระบุ
ให้กระทรวงถือปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา

ดังนั้นคำสั่งของนายยงยุทธ จำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วย
กฎหมายแก่ผู้อื่น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่วัดธรรมิการามวรวิหาร ทั้งยังทำลายศรัทธาของผู้ที่เลื่อมใสใน
พระพุทธศาสนา จึงมีความผิดตามฟ้องให้จำคุก 2 ปีโดยไม่รอการลงโทษ (ไม่รอลงอาญา)

ต่อมา จำเลยยื่นอุทธรณ์และได้รับประกันตัวไปวงเงินประกัน 500,000 บาท ซึ่งคดีมีการอ่านคำพิพากษาของ
“ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” เมื่อวันที่ 28 ก.พ.62 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุก
2 ปีโดยไม่รอลงอาญา

ศาลอุทธรณ์ฯ เห็นว่าการที่จำเลยขณะดำรงตำแหน่งรักษาการปลัดมหาดไทยแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนมติอธิบดี
กรมที่ดินเรื่องที่ดินอัลไพน์เป็นที่ธรณีสงฆ์โดยไม่นำความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งมีแนวทางวินิจฉัยไว้แล้ว
มาพิจารณาประกอบเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบและโดยทุจริต ทั้งที่แนวทางปฏิบัติเมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกามี
ความเห็นมาแล้วฝ่ายบริหารจะให้หน่วยราชการยึดถือปฏิบัติธรรมเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินในมาตรฐาน
ทางเดียวกัน เพราะมิเช่นนั้นในแต่ละยุคสมัยจะมีความเห็นต่างกันสร้างความเสียหายแก่ระบบบริหารราชการแผ่นดินได้

ขณะที่ “นายยงยุทธ” จำเลย ได้ยื่นขออนุญาตฎีกา ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559
ตามมาตรา 42, 44, 46 ที่บัญญัติว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้เป็นที่สุด
หากคู่ความประสงค์จะฎีกาจะต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณา ซึ่งระหว่างยื่นขออนุญาต
ฎีกาดังกล่าว จำเลยได้ประกันตัวไปด้วยหลังทรัพย์มูลค่า 900,00 บาทพร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

ซึ่งวันนี้ “นายยงยุทธ” จำเลย เดินทางมาศาลพร้อมฟังคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกา
ในศาลฎีกา ขณะที่ “ศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องฯ” ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า คำร้องขอฎีกาของ
นายยงยุทธ จำเลยไม่ได้แสดงถึงปัญหาข้อเท็จจริง หรือปัญหาข้อกฎหมายที่ขออนุญาตฎีกา ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณา
คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ตามมาตรา 47 และข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีการดำเนินคดี
ทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ข้อ 28 (1) จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา โดยให้ยกคำร้องและไม่รับฎีกา
ของจำเลย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องฯไม่รับฎีกาของจำเลยแล้ว ตามขั้นตอนกฎหมายผลคำพิพากษา
คดีนี้จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา

โดยเมื่อเวลา 12.00 น.เศษ ศาลได้ออกหมายคดีถึงที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะได้ควบคุมตัว “นายยงยุทธ”
จำเลยไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ทั้งนี้ สำหรับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 เกี่ยวกับการขออนุญาตฎีกา ในมาตรา 47 
บัญญัติว่า หลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นคำร้อง การพิจารณาวินิจฉัย และระยะเวลาในการพิจารณาคำร้องตามมาตรา 44 การตรวจรับฎีกา การแก้ฎีกา การพิจารณา และการพิพากษาคดีให้เป็นไปตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา

ส่วน “ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ข้อ 28” นั้นก็ระบุว่า
คำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณา ต้องแสดงถึง

(1) ปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายที่ขออนุญาตฎีกา

(2) ปัญหาที่ขออนุญาตฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 46 หรือในข้อบังคับนี้
      ซึ่งศาลฎีกาควรรับวินิจฉัย

      ขณะที่เหตุผลในการยื่นขออนุญาตฎีกานั้น ตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตฯ มาตรา 46 ระบุว่า
      เหตุที่ศาลฎีกาจะพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาได้นั้น คือ ต้องเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย
      ซึ่งรวมถึงปัญหาดังต่อไปนี้

(1) ปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ

(2) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย
      ที่สำคัญขัดกันหรือขัดกับแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา

(3) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญ
      ซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน

(4) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบขัดกับคำพิพากษา
      หรือคำสั่งอันถึงที่สุดของศาลอื่น

(5) เมื่อจำเลยต้องคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ประหารชีวิตหรือ
      จำคุกตลอดชีวิต

(6) เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วอาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาหรือคำสั่ง
      ของศาลอุทธรณ์คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

(7) ปัญหาสำคัญอื่นตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา

Cr.   :  https://www.posttoday.com/social/general/625300
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่