เรามองอนาคตที่ดีของพี่ชายไม่เจอเลยค่ะ ทำยังไงดี

พ่อแม่มีลูก2คนค่ะ เราเป็นลูกสาวคนเล็กอายุ20 พี่ชายอายุ29 ห่างกัน9ปี แต่ความห่างของอายุนั้นไม่ได้ทำให้ความคิดความอ่านของเค้านั้นโตตามอายุเลยค่ะ ตอนนี้เรากำลังเรียนอยู่ที่มหาลัยเปิดแห่งหนึ่งควบคู่กับการทำงาน เราทำงานมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ เด็กเสิร์ฟ เด็กล้างจาน เฝ้าร้านขายของ พนักงานนวดเท้าตามบูทถนนคนเดิน จนตอนนี้เป็นพนักงานอยู่ในห้าง ผิดกับพี่ชายที่วันๆไม่ทำอะไรเลยเอาแต่เล่นเกมในโทรศัพท์มือถือ เราเคยบอกให้เค้าสมัครเรียนกศน. อย่างน้อยก็ขอให้จบม.ต้นก็ยังดี ผลคือเค้าไปสมัครจริงค่ะ แต่เค้าไม่ไปเรียน ไม่ไปทำกิจกรรมแล้วก็ไม่ไปสอบ เป็นแบบนี้หลายรอบแล้วค่ะ จนเมื่อวานพ่อก็พูดขึ้นมาว่า ให้เราพูดฝากงานให้พี่ชายหน่อย นี่แหละค่ะประเด็นที่ทำให้เราตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา มีอยู่ครั้งหนึ่งพ่อพาพี่ชายไปฝากงานกับคนรู้จักพ่อเป็นร้าน ขายกระจก พี่เราต้องคอยยกกระจกไปส่งตามบ้านลูกค้า แต่พี่เราก็ทำแค่อาทิตย์เดียวแล้วออก เหตุผลคือ มันหนัก หลังจากนั้นเค้าก็ไม่ทำอะไรเลย ตั้งแต่มีโรคระบาดเข้ามา ที่ทำงานของแม่ก็หยุดกิจการ ส่วนพ่อเปิดร้านตัดผมก็ต้องหยุดเหมือนกัน แต่ตอนนี้พ่อกลับมาเปิดร้านได้แล้ว ทำให้พอมีรายได้เข้ามาเพิ่มอีก1ทาง เรื่องเงินเดือนของเรา เราแบ่งให้ครอบครัวครึ่งหนึ่ง เรื่องค่าน้ำค่าไฟเราช่วยจ่ายคนละครึ่ง เรื่องค่าเทอมเราเป็นคนออกเอง ถ้ามันมีรายจ่ายแค่นี้เราจะไม่เคลียดเลยค่ะ แต่ที่เพิ่มมาอีกคือ ค่าสมัครเน็ตของพี่ชายอาทิตย์ละ220ทุกอาทิตย์ ค่าซื้อขนมน้ำโค้กเอาไปกินในห้อง ค่าเติมเงินซื้อของในเกม เงินที่เราให้ครอบครัวหวังว่าจะเอาไว้เป็นค่าซื้อกับข้าวกับค่าซื้อของใช้ในบ้านก็ไปจมอยู่กับพี่แล้วส่วนหนึ่ง คนอื่นอาจจะมองว่าค่าเน็ตแค่220เอง เราขี้งกเกินไปหรือป่าวกับพี่กับน้องทำไมให้ไม่ได้ แต่สำหรับเรา220มันเป็นเงินที่เยอะมาก เราสามารถซื้อข้าวราดแกงพร้อมน้ำเปล่า1ขวดที่โรงอาหารพนักงานได้ตั้ง1สัปดาห์ ตั้งแต่หาเงินเองได้เราไม่เคยซื้อของที่อยากได้ ไม่เคยซื้อของสวยๆงามๆที่คนเป็นผู้หญิงอยากได้ ขนาดหนังสือเรียนเรายังคิดแล้วคิดอีก ในหัวเอาแต่คิดว่าถ้าหากซื้อตอนนี้ถ้าเกิดวันข้างหน้ามีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นมาจะทำยังไง อ้อ แล้วอีกเรื่องคือพี่ชายเราเคยโดนจับเพราะมีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย ตอนนั้นเราไม่มีความรู้สึกสงสารหรือคิดที่จะช่วยประกันตัวออกมาด้วย แต่ผิดกับพ่อและแม่ที่วิ่งเต้นหาเงินมาประกันตัวลูกชาย เงินในธนาคารมีกี่บาทก็ถอนมาหมดจนไม่เหลือเงินติดตัวสักแดงเดียว จนแล้วจนรอดเงินมันก็ไม่พอ สุดท้ายแม่ก็มาพูดขอยืมเงินเราทั้งน้ำตา ตอนนั้นเราโมโหมากค่ะในความรู้สึกคือเกลียดพี่ชายคนนี้มาก ถึงขั้นอยากตัดความเป็นพี่น้องออกจากกันเลย สุดท้ายเงินเก็บที่สะสมมาทีนิดทีละหน่อยก็ละลายหายไปแลกไปกับประกันตัวคนสิ้นคิดในปัจจุบัน ตั้งแต่ประกันตัวออกมาเราก็ไม่เคยพูดกับเค้าอีกเลยค่ะ เดินสวนกันในบ้านก็ไม่แม้แต่อยากจะมองหน้าเลยค่ะ จนถึงวันที่พ่อพูดให้เราพูดฝากงานให้พี่ชาย วันนั้นเราระเบิดลงเลยค่ะ กศน.เรียนแค่วันเดียวมันยังไม่มีปัญหาเรียนให้จบ แค่ยกกระจกมันยังบอกว่าเหนื่อย แล้วจะให้เรามีหน้าไปฝากงานให้มันได้ยังไง ดีแต่เกาะพ่อแม่กินไปวันๆ อายุก็จะเข้าเลข3อยู่แล้วแต่ก็ยังคิดไม่ได้ เราเหนื่อยมากเลยค่ะ ถึงแม้จะรู้สึกเกลียดยังไงแต่ในใจลึกๆคืออยากให้เค้ามีอนาคตดี มีงานดีๆที่สามารถทำเงินเลี้ยงดูตัวเองได้ เค้าไม่ต้องหาเงินมาเลี้ยงพ่อกับแม่ก็ได้ เพราะเดี๋ยวเราหาเงินเลี้ยงดูพวกท่านเอง เราควรพูดกับพี่ชายยังไงดีคะ เราต้องทำยังไงให้เค้าคิดถึงอนาคตของตัวเองได้เร็วๆสักที

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่