ฝ่ายค้าน จี้ รบ.แจงให้ชัด พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้าน ต้องตั้งคกก.สอบ-รายงานทุกเดือน
https://www.khaosod.co.th/politics/news_4194432
ฝ่ายค้าน ขู่ถ้ารัฐบาลตอบคำถามรายละเอียด พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้าน ไม่ชัดเจน-ไม่ให้ตั้งกมธ.ตรวจสอบ-ไม่ชี้แจงการใช้เงินทุกเดือน จะไม่ให้ผ่าน
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 พ.ค. ที่รัฐสภา นาย
สุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นพ.
ชลน่าน ศรีแก้ว รองประธานวิปฝ่ายค้าน และนาย
พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมแถลงผลการประชุมวิปฝ่ายค้าน
โดยนาย
สุทิน ระบุว่า วันนี้เป็นการหารือวันแรกในการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญที่ 2 เรื่องใหญ่ที่สุดที่หารือในวันนี้คือการตกลงและพูดคุยกันถึงรูปแบบการประชุม ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จะเป็นการแยกพิจารณาพ.ร.ก.แต่ละฉบับ โดยอภิปรายทีละฉบับ แต่หากต้องโยงไปถึงฉบับอื่นก็สามารถทำได้เท่าที่จำเป็น เพราะพยายามจะไม่ให้มีการประท้วงกันทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อให้การอภิปรายสมบูรณ์
นาย
สุทิน กล่าวอีกว่า ส่วนการวางตัวบุคคลนั้น พรรคฝ่ายค้านจะอภิปรายร่วมกันทั้ง 6 พรรค ซึ่งทุกพรรคได้แสดงความจำนงที่จะอภิปรายทุกพรรคตามลำดับ โดยแบ่งสัดส่วนเวลาตามที่เคยปฏิบัติมา พรรคใหญ่จะได้มากและพรรคเล็กจะได้ลำดับรองลงมา จำนวนคนเบื้องต้นทุกพรรครวมกันวันนี้ทั้งหมด 60-65 คน พรรคเพื่อไทย พรรคเดียวประมาณ 35 คน ก้าวไกลประมาณ 15 คน ซึ่งเมื่อถึงเวลาจริงอาจมีการปรับอีกบางส่วน
ด้าน นาย
พิจารณ์ กล่าวว่า เราจัดสรรเวลาอย่างรัดกุมขึ้นเพื่อให้สัดส่วนของเวลาเป็นไปตามจำนวนส.ส.ของแต่ละพรรค โดยการอภิปราย 3 วันแรกจะเน้นไปที่ พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท วันแรกจะใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง โดยตัดเวลาของการปรึกษาหารือออกไป 1 ชั่วโมง และตัดเวลาของประธานอีก 1 ชั่วโมง จะเหลือประมาณ 8 ชั่วโมง วันที่ 2 และ 3 ก็เช่นเดียวกัน
นาย
พิจารณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนวันที่ 4 จะเป็นการอภิปรายพ.ร.ก.ซอฟต์โลน 5 แสนล้าน และวันสุดท้ายจะเป็นการพิจารณา พ.ร.ก.ตราสารหนี้ ซึ่งจะจบในเวลา 15.00 น. และจะลงมติกันทั้ง 3 ฉบับ แบบทีละฉบับต่อกัน จากนั้นจึงเข้าสู่การพิจารณาประชุมออนไลน์ โดยทั้งหมดจะบริหารให้จบภายใน 20.00 น. และจะร่วมกันพิจารณาแต่แยกกันลงมติ ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านได้บริหารร่วมกันเป็นอย่างดี
ขณะที่นพ.
ชลน่าน กล่าวว่า เนื่องจากการประชุมครั้งนี้มีข้อจำกัดเรื่องเคอร์ฟิว จึงจะปิดประชุมเวลา 20.00 น.ทุกวัน ซึ่งจะต้องมีการนัดประชุมในวันต่อไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือองค์ประชุม ในเวลา 9.30 น.ที่นัดหมายไว้ ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องมาร่วมเป็นองค์ประชุม ฝากพี่น้องสื่อมวลชนร่วมกันติดตามประเด็นนี้ด้วย เพราะเราต้องการแสวงหาความร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย
เมื่อถามว่า ยังจะมีการเรียกร้องให้มีการตั้งกรรมาธิการเงาขึ้นมาตรวบสอบการใช้เงิน กับให้มีการรายงานสภาฯ ทุกๆ หนึ่งเดือนหรือไม่ นาย
สุทิน กล่าวว่า ยังคงเรียกร้อง เพราะเป็นเงินจำนวนมากและไม่มีรายละเอียด ดังนั้น ถ้าจะให้ผ่านพ.ร.ก.ได้ เราจึงต้องมีเงื่อนไข
“เราจะขอให้รัฐบาลรับปากให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบและติดตามการใช้เงินกู้เหล่านี้ ถ้ารัฐบาลรับปากที่จะตั้ง ไม่แน่ว่าเราอาจจะให้พ.ร.ก. ผ่าน เงื่อนไขต่อมาคือ ถ้ารัฐบาลรับปากว่า จะรายงานการใช้เงินจำนวนนี้ต่อสภาฯ เดือนละครั้ง ถ้ารับปากได้แบบนี้จึงจะให้ผ่าน เพราะถ้าจะให้ผ่านเราจะให้ผ่านแบบมีเงื่อนไข หากรัฐบาลให้คำมั่นสัญญาต่อสภาได้ จะมีหลักประกันในระดับหนึ่ง เพราะวันนี้รัฐบาลไม่มีทั้งรายละเอียดเป็นรูปเล่ม ทั้งยังไม่มีหลักประกันก็จนใจที่เราจะรับได้”
เมื่อถามว่า ช่องทางการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นแนวทางหนึ่งของฝ่ายค้านหรือไม่ นาย
สุทิน กล่าวว่า วันนี้จะดูการประชุมไปก่อน ถ้ารัฐบาลตอบคำถามต่อสภาแบบไม่มีรายละเอียดหรือยังเกิดความคลางแคลงไม่ชัดเจน แน่นอนว่าต้องไปถึงการตีความโดยศาล แต่วันนี้ไม่อยากทำอย่างนั้น แต่ถ้าจำเป็นเพราะรัฐบาลไม่ยอมตอบ หรือตอบไม่ชัดเจน เราจะปล่อยให้คลุมเครือ สุ่มเสี่ยงหรือหมิ่นเหม่ต่อข้อกฎหมายไม่ได้ เป็นหน้าที่ของเราที่จะยื่นให้ศาลตีความ
เมื่อถามย้ำว่า การบริหารเวลาจะให้ความมั่นใจได้ไหมว่า ส.ส.พรรคก้าวไกล จะได้อภิปรายครบทุกคนไม่เหมือนครั้งที่ผ่านมา นาย
สุทิน กล่าวว่า คราวนี้เราได้เอาบทเรียนมาปรับปรุงแก้ไข โดยใช้ระบบการจัดสรรที่เป็นวิทยาศาสตร์ และมีระบบทำงานร่วมกันที่ดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นปัญหาเดิมจะไม่เกิด อย่างไรก็ตาม การประชุมสภาเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญเหตุ เพราะปัจจัยที่เข้ามามีหลายเรื่อง แต่เราจะพยายามให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด
ขณะที่นาย
พิจารณ์ กล่าวว่า การทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้านในวันนี้จะไม่มีปัญหา แต่กังวลว่าปัญหาจะเกิดจากเวลาการประชุมสภา ถ้าองค์ประชุมไม่ครบเสียที จะทำให้การจัดสรรเวลาคลาดเคลื่อน ซึ่งฝ่ายค้านยืนยันว่าจะมาร่วมองค์ประชุมทันเวลาแน่นอน แต่ที่ต้องจับตาดูคือฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล
โดยนาย
สุทิน กล่าวเสริมว่า รัฐบาลต้องมาประชุมให้พร้อม ถ้าเกิดว่าไม่พร้อมแล้วเกิดการล่าช้าไป การปิดก็จะต้องช้าด้วย เช่น หากเริ่มประชุมได้ 11.00 โมง ก็ต้องปิดประชุมไป 22.00 น. สิ่งนี้คือการเตรียมการป้องกันของฝ่ายค้าน
“พรรคสามัญชน” จี้เลิกพรก.ฉุกเฉิน ชี้ไม่ได้ใช้คุมโรค แต่ลิดรอนคนชุมนุม
https://www.khaosod.co.th/politics/news_4193910
“พรรคสามัญชน” ยื่นหนังสือจี้เลิกใช้พรก.ฉุกเฉิน ชี้ใช้อำนาจเกินขอบเขต ควมคุมการชุมนุม-ลิดรอนสิทธิ
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 25 พ.ค. นาย
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ หัวหน้าพรรคสามัญชน ยื่นหนังสือต่อนาย
สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) เพื่อขอให้ยุติการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ควบคุมโรคโควิด 19 โดยระบุว่า ตามที่รัฐบาลกำลังจะประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมโรคโควิด 19 ในเดือนมิถุนายนนี้ เป็นเดือนที่สาม นั้น
พรรคสามัญชนเห็นว่าเป็นการประกาศใช้ที่เกินความจำเป็นไปกว่าระบบกฎหมายและกลไกการเมืองและราชการปกติที่มีอยู่ ที่สามารถควบคุมโรคนี้ได้ดีกว่าการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เนื่องจาก พ.ร.ก ฉุกเฉิน ได้ทำให้เกิดการใช้อำนาจที่เกินไปกว่าการควบคุมโรค ด้วยการละเมิดและลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากเกินควร โดยเฉพาะสิทธิและเสรีภาพในการเคลื่อนไหว เพื่อแสดงความคิดเห็น และชุมนุมเรียกร้อง ประท้วง ขัดขืน คัคค้าน หรือการแสดงออกอื่นใดก็ตามที่ไม่เห็นด้วยกับการพัฒนา นโยบาย กฎหมายหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา
ดังเช่นที่ปรากฏการกระทำเกินกว่าเหตุจากเจ้าหน้าที่รัฐที่อ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ข่มขู่จะจับกุมคุมขังประชาชนไม่ให้ทำการชุมนุมสาธารณะ ในหลายกรณีทั่วทุกภูมิภาค ทั้งๆที่ประชาชนในพื้นที่เหล่านั้นมิได้ละเลยมาตรการรักษาความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ด้วยการเว้นระยะห่างทางสังคม ใช้หน้ากากอนามัยและใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือฆ่าเชื้อโรคก่อนเข้าร่วมการชุมนุม ก็ยังมิวายโดนข่มขู่คุกคามจะจับกุมคุมขังโดย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
เนื่องจากสิทธิและเสรีภาพการชุมนุมถือเป็นหลักการและองค์ประกอบสำคัญของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อันมีประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคี ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำในสถานการณ์โควิด-19 คือ "รักษาชีวิตกับสิทธิและเสรีภาพ” ควบคู่ไปด้วยกัน โดยที่มาตรกาล็อกดาวน์ การกักกัน รวมถึงมาตรการอื่น ๆ
เพื่อควบคุมและต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ควรดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มแข็ง ไม่ใช่ละเว้น พรรคสามัญชนจึงได้ทำหนังสือฉบับนี้ถึงคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝายค้าน เพื่อขอความอนุเคราะห์ ให้ช่วยกันผลักดันรัฐบาล ให้ยุติการประกาศใช้พ.รก. ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมโรคโควิด-19 ในเดือนมิถุนายนนี้ เป็นเดือนที่สาม ได้แล้ว
ด้าน นาย
สุทิน กล่าวว่า ข้อพิจารณาดังกล่าว เป็นแนวทางความคิดที่สอดคล้องกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอยู่แล้ว โดยเห็นว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นมาตรการที่เกินความจำเป็น เราได้แต่หวังว่าการแสดงออกและข้อเสนอที่ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบอย่างชัดเจนในวันนี้ รัฐบาลจะรับฟังและนำไปพิจารณา
แม้ว่าตอนนี้ท่าทีของรัฐบาลจะยังเพิกเฉยทั้งยังคงต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยให้เหตุผลในการต่อพ.ร.ก.น้อยกว่าครั้งแรกจนแทบจะนับว่าไม่มีเหตุผลเลยก็ตาม นับเป็นความเลวร้ายที่หนักหนา โดยจากนี้จะร่วมมือกันผลักดันข้อเสนอดังกล่าวอย่างเต็มที่ต่อไป
JJNY : จี้แจงให้ชัดพ.ร.ก.กู้เงิน ตั้งคกก.สอบ-รายงาน/พรรคสามัญชนจี้เลิกพรก.ฉุกเฉิน/พรเพชรรับส.ว.ขาดลงมติอื้อ!/ศก.ไทยโคม่า
https://www.khaosod.co.th/politics/news_4194432
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 พ.ค. ที่รัฐสภา นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รองประธานวิปฝ่ายค้าน และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมแถลงผลการประชุมวิปฝ่ายค้าน
โดยนายสุทิน ระบุว่า วันนี้เป็นการหารือวันแรกในการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญที่ 2 เรื่องใหญ่ที่สุดที่หารือในวันนี้คือการตกลงและพูดคุยกันถึงรูปแบบการประชุม ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จะเป็นการแยกพิจารณาพ.ร.ก.แต่ละฉบับ โดยอภิปรายทีละฉบับ แต่หากต้องโยงไปถึงฉบับอื่นก็สามารถทำได้เท่าที่จำเป็น เพราะพยายามจะไม่ให้มีการประท้วงกันทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อให้การอภิปรายสมบูรณ์
นายสุทิน กล่าวอีกว่า ส่วนการวางตัวบุคคลนั้น พรรคฝ่ายค้านจะอภิปรายร่วมกันทั้ง 6 พรรค ซึ่งทุกพรรคได้แสดงความจำนงที่จะอภิปรายทุกพรรคตามลำดับ โดยแบ่งสัดส่วนเวลาตามที่เคยปฏิบัติมา พรรคใหญ่จะได้มากและพรรคเล็กจะได้ลำดับรองลงมา จำนวนคนเบื้องต้นทุกพรรครวมกันวันนี้ทั้งหมด 60-65 คน พรรคเพื่อไทย พรรคเดียวประมาณ 35 คน ก้าวไกลประมาณ 15 คน ซึ่งเมื่อถึงเวลาจริงอาจมีการปรับอีกบางส่วน
ด้าน นายพิจารณ์ กล่าวว่า เราจัดสรรเวลาอย่างรัดกุมขึ้นเพื่อให้สัดส่วนของเวลาเป็นไปตามจำนวนส.ส.ของแต่ละพรรค โดยการอภิปราย 3 วันแรกจะเน้นไปที่ พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท วันแรกจะใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง โดยตัดเวลาของการปรึกษาหารือออกไป 1 ชั่วโมง และตัดเวลาของประธานอีก 1 ชั่วโมง จะเหลือประมาณ 8 ชั่วโมง วันที่ 2 และ 3 ก็เช่นเดียวกัน
นายพิจารณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนวันที่ 4 จะเป็นการอภิปรายพ.ร.ก.ซอฟต์โลน 5 แสนล้าน และวันสุดท้ายจะเป็นการพิจารณา พ.ร.ก.ตราสารหนี้ ซึ่งจะจบในเวลา 15.00 น. และจะลงมติกันทั้ง 3 ฉบับ แบบทีละฉบับต่อกัน จากนั้นจึงเข้าสู่การพิจารณาประชุมออนไลน์ โดยทั้งหมดจะบริหารให้จบภายใน 20.00 น. และจะร่วมกันพิจารณาแต่แยกกันลงมติ ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านได้บริหารร่วมกันเป็นอย่างดี
ขณะที่นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เนื่องจากการประชุมครั้งนี้มีข้อจำกัดเรื่องเคอร์ฟิว จึงจะปิดประชุมเวลา 20.00 น.ทุกวัน ซึ่งจะต้องมีการนัดประชุมในวันต่อไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือองค์ประชุม ในเวลา 9.30 น.ที่นัดหมายไว้ ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องมาร่วมเป็นองค์ประชุม ฝากพี่น้องสื่อมวลชนร่วมกันติดตามประเด็นนี้ด้วย เพราะเราต้องการแสวงหาความร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย
เมื่อถามว่า ยังจะมีการเรียกร้องให้มีการตั้งกรรมาธิการเงาขึ้นมาตรวบสอบการใช้เงิน กับให้มีการรายงานสภาฯ ทุกๆ หนึ่งเดือนหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า ยังคงเรียกร้อง เพราะเป็นเงินจำนวนมากและไม่มีรายละเอียด ดังนั้น ถ้าจะให้ผ่านพ.ร.ก.ได้ เราจึงต้องมีเงื่อนไข
“เราจะขอให้รัฐบาลรับปากให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบและติดตามการใช้เงินกู้เหล่านี้ ถ้ารัฐบาลรับปากที่จะตั้ง ไม่แน่ว่าเราอาจจะให้พ.ร.ก. ผ่าน เงื่อนไขต่อมาคือ ถ้ารัฐบาลรับปากว่า จะรายงานการใช้เงินจำนวนนี้ต่อสภาฯ เดือนละครั้ง ถ้ารับปากได้แบบนี้จึงจะให้ผ่าน เพราะถ้าจะให้ผ่านเราจะให้ผ่านแบบมีเงื่อนไข หากรัฐบาลให้คำมั่นสัญญาต่อสภาได้ จะมีหลักประกันในระดับหนึ่ง เพราะวันนี้รัฐบาลไม่มีทั้งรายละเอียดเป็นรูปเล่ม ทั้งยังไม่มีหลักประกันก็จนใจที่เราจะรับได้”
เมื่อถามว่า ช่องทางการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นแนวทางหนึ่งของฝ่ายค้านหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า วันนี้จะดูการประชุมไปก่อน ถ้ารัฐบาลตอบคำถามต่อสภาแบบไม่มีรายละเอียดหรือยังเกิดความคลางแคลงไม่ชัดเจน แน่นอนว่าต้องไปถึงการตีความโดยศาล แต่วันนี้ไม่อยากทำอย่างนั้น แต่ถ้าจำเป็นเพราะรัฐบาลไม่ยอมตอบ หรือตอบไม่ชัดเจน เราจะปล่อยให้คลุมเครือ สุ่มเสี่ยงหรือหมิ่นเหม่ต่อข้อกฎหมายไม่ได้ เป็นหน้าที่ของเราที่จะยื่นให้ศาลตีความ
เมื่อถามย้ำว่า การบริหารเวลาจะให้ความมั่นใจได้ไหมว่า ส.ส.พรรคก้าวไกล จะได้อภิปรายครบทุกคนไม่เหมือนครั้งที่ผ่านมา นายสุทิน กล่าวว่า คราวนี้เราได้เอาบทเรียนมาปรับปรุงแก้ไข โดยใช้ระบบการจัดสรรที่เป็นวิทยาศาสตร์ และมีระบบทำงานร่วมกันที่ดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นปัญหาเดิมจะไม่เกิด อย่างไรก็ตาม การประชุมสภาเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญเหตุ เพราะปัจจัยที่เข้ามามีหลายเรื่อง แต่เราจะพยายามให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด
ขณะที่นายพิจารณ์ กล่าวว่า การทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้านในวันนี้จะไม่มีปัญหา แต่กังวลว่าปัญหาจะเกิดจากเวลาการประชุมสภา ถ้าองค์ประชุมไม่ครบเสียที จะทำให้การจัดสรรเวลาคลาดเคลื่อน ซึ่งฝ่ายค้านยืนยันว่าจะมาร่วมองค์ประชุมทันเวลาแน่นอน แต่ที่ต้องจับตาดูคือฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล
โดยนายสุทิน กล่าวเสริมว่า รัฐบาลต้องมาประชุมให้พร้อม ถ้าเกิดว่าไม่พร้อมแล้วเกิดการล่าช้าไป การปิดก็จะต้องช้าด้วย เช่น หากเริ่มประชุมได้ 11.00 โมง ก็ต้องปิดประชุมไป 22.00 น. สิ่งนี้คือการเตรียมการป้องกันของฝ่ายค้าน
“พรรคสามัญชน” จี้เลิกพรก.ฉุกเฉิน ชี้ไม่ได้ใช้คุมโรค แต่ลิดรอนคนชุมนุม
https://www.khaosod.co.th/politics/news_4193910
“พรรคสามัญชน” ยื่นหนังสือจี้เลิกใช้พรก.ฉุกเฉิน ชี้ใช้อำนาจเกินขอบเขต ควมคุมการชุมนุม-ลิดรอนสิทธิ
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 25 พ.ค. นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ หัวหน้าพรรคสามัญชน ยื่นหนังสือต่อนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) เพื่อขอให้ยุติการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ควบคุมโรคโควิด 19 โดยระบุว่า ตามที่รัฐบาลกำลังจะประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมโรคโควิด 19 ในเดือนมิถุนายนนี้ เป็นเดือนที่สาม นั้น
พรรคสามัญชนเห็นว่าเป็นการประกาศใช้ที่เกินความจำเป็นไปกว่าระบบกฎหมายและกลไกการเมืองและราชการปกติที่มีอยู่ ที่สามารถควบคุมโรคนี้ได้ดีกว่าการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เนื่องจาก พ.ร.ก ฉุกเฉิน ได้ทำให้เกิดการใช้อำนาจที่เกินไปกว่าการควบคุมโรค ด้วยการละเมิดและลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากเกินควร โดยเฉพาะสิทธิและเสรีภาพในการเคลื่อนไหว เพื่อแสดงความคิดเห็น และชุมนุมเรียกร้อง ประท้วง ขัดขืน คัคค้าน หรือการแสดงออกอื่นใดก็ตามที่ไม่เห็นด้วยกับการพัฒนา นโยบาย กฎหมายหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา
ดังเช่นที่ปรากฏการกระทำเกินกว่าเหตุจากเจ้าหน้าที่รัฐที่อ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ข่มขู่จะจับกุมคุมขังประชาชนไม่ให้ทำการชุมนุมสาธารณะ ในหลายกรณีทั่วทุกภูมิภาค ทั้งๆที่ประชาชนในพื้นที่เหล่านั้นมิได้ละเลยมาตรการรักษาความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ด้วยการเว้นระยะห่างทางสังคม ใช้หน้ากากอนามัยและใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือฆ่าเชื้อโรคก่อนเข้าร่วมการชุมนุม ก็ยังมิวายโดนข่มขู่คุกคามจะจับกุมคุมขังโดย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
เนื่องจากสิทธิและเสรีภาพการชุมนุมถือเป็นหลักการและองค์ประกอบสำคัญของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อันมีประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคี ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำในสถานการณ์โควิด-19 คือ "รักษาชีวิตกับสิทธิและเสรีภาพ” ควบคู่ไปด้วยกัน โดยที่มาตรกาล็อกดาวน์ การกักกัน รวมถึงมาตรการอื่น ๆ
เพื่อควบคุมและต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ควรดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มแข็ง ไม่ใช่ละเว้น พรรคสามัญชนจึงได้ทำหนังสือฉบับนี้ถึงคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝายค้าน เพื่อขอความอนุเคราะห์ ให้ช่วยกันผลักดันรัฐบาล ให้ยุติการประกาศใช้พ.รก. ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมโรคโควิด-19 ในเดือนมิถุนายนนี้ เป็นเดือนที่สาม ได้แล้ว
ด้าน นายสุทิน กล่าวว่า ข้อพิจารณาดังกล่าว เป็นแนวทางความคิดที่สอดคล้องกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอยู่แล้ว โดยเห็นว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นมาตรการที่เกินความจำเป็น เราได้แต่หวังว่าการแสดงออกและข้อเสนอที่ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบอย่างชัดเจนในวันนี้ รัฐบาลจะรับฟังและนำไปพิจารณา
แม้ว่าตอนนี้ท่าทีของรัฐบาลจะยังเพิกเฉยทั้งยังคงต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยให้เหตุผลในการต่อพ.ร.ก.น้อยกว่าครั้งแรกจนแทบจะนับว่าไม่มีเหตุผลเลยก็ตาม นับเป็นความเลวร้ายที่หนักหนา โดยจากนี้จะร่วมมือกันผลักดันข้อเสนอดังกล่าวอย่างเต็มที่ต่อไป