สุทิน ชี้ อภิปรายทั่วไป ไม่ต่างอภิปรายไม่ไว้วางใจ เชื่อ ม็อบยอมลดลาวาศอก หากรบ.ชี้แจงดี
https://www.matichon.co.th/politics/news_2339263
“สุทิน” ชี้ อภิปรายทั่วไปวันพรุ่งนี้ ไม่ต่างจากอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยันไม่มีเจตนาให้เป็นประเด็นต่อยอดชุมนุม 19 ก.ย. เตรียมมารือยื่นยัตติแก้ไขรธน.เป็นแพ็กเก็ต
เมื่อวันที่ 8 ก.ย. เวลา 10.20 น.นาย
สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ เพื่อซักถามและเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ในวันที่ 9 ก.ย.ว่า มีการแบ่งเวลาการอภิปรายตามสัดส่วน ส.ส.แต่ละพรรค โดยพรรคเพื่อไทยประมาณ 315 นาที พรรคก้าวไกล ประมาณ 150 นาที และพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นตามสัดส่วนจำนวน ส.ส.ที่มี รวมทั้งหมดของฝ่ายค้านคือ 10 ชั่วโมง ส่วนฝ่ายรัฐบาล 5 ชั่วโมง โดยเริ่มการอภิปรายตั้งแต่เวลา 09.30น. ถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนเศษ
นาย
สุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนเนื้อหาการอภิปรายฯ เกี่ยวกับภาพรวมการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัว นำไปสู่ผลทางการเมือง ที่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาและประชาชน ซึ่งมีที่มาจากความเสื่อมทางเศรษฐกิจ และปัญหาการจ่ายเงินเยียวยา กระตุ้นเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 ล่าช้า โดยจะซักถามและเสนอแนะการแก้ไขปัญหา และแม้รัฐบาลจะชะลอการจัดซื้อเรือดำน้ำไปแล้ว แต่ฝ่ายค้านก็จะสอบถามเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณส่วนอื่นๆ ที่สิ้นเปลือง ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ประเทศ รวมถึงการระบาดของโควิด-19 รอบ 2 ด้วยว่ายังมีงบประมาณรองรับหรือไม่ หรือจะต้องยอมตายไปกับการระบาดรอบ 2
“มั่นใจว่าแม้จะไม่มีการลงมติ แต่บรรยากาศการอภิปรายคงไม่ต่างไปจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะสามารถชี้ถูกผิดให้สังคมเห็นได้ อย่างไรก็ตามการอภิปรายทั่วไปครั้งนี้ไม่ได้จงใจหรือมีเจตนา เพื่อให้เป็นประเด็นต่อยอด ในการชุมนุมวันที่ 19 ก.ย.นี้ แต่ก็อาจเป็นประเด็นในการชุมนุมได้เช่นกัน หากฝ่ายรัฐบาลชี้แจงได้ดี ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่ากลุ่มผู้ชุมนุมอาจลดราวาศอกได้” นาย
สุทิน กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญยกเลิกอำนาจ ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีในมาตรา 272 นาย
สุทิน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีการวางแนวทางทั้งการจัดตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และการเตรียมความพร้อมแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราไว้เป็นไม้ 2 แต่เมื่อเริ่มมีการพูดถึงการเสนอยกเลิกมาตรา 272 ที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยในวันนี้(8 ก.ย.)ก็จะมีการ หารือกันว่า จะยื่นญัตติหรือไม่ หากตัดสินใจยื่นญัตติ ก็ต้องมาตกลงกันว่า จะร่วมลงชื่อในญัตติของพรรคก้าวไกล หรือใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก แล้วให้พรรคอื่นๆ ร่วมลงชื่อด้วย แม้เสียงของพรรคเพื่อไทยที่มีอยู่จะมีเพียงพอที่จะยื่นญัตติอยู่แล้วก็ตาม แต่ก็อยากให้พรรคการเมืองอื่นๆ มาร่วมเสนอชื่อในญัตติร่วมกัน รวมทั้งต้องรอดูท่าทีจะทุกฝ่ายรวมถึง ส.ว.ด้วย และหากยกเลิกอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีของ ส.ว.แล้ว ก็ควรแก้ไขระบบเลือกตั้งควบคู่ไปด้วย เพราะหากไม่มีการแก้ไขระบบเลือกตั้ง แล้วต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ระบบก็ยังคงเหมือนเดิม ดังนั้นหากพรรคเพื่อไทยจะยื่นญัตติ ก็จะยื่นเป็นแพ็กเก็ต
'สุรเชษฐ์' ซัด คมนาคมไม่รอบคอบ ทำสภาพัฒน์ตีกลับรถไฟทางคู่เฟส 2
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2339436
‘สุรเชษฐ์’ ซัด คมนาคมไม่รอบคอบ ส่งผลสภาพัฒน์ตีกลับรถไฟทางคู่เฟส 2
เมื่อวันที่ 8 กันยายน นาย
สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แสดงความเห็นกรณีที่มีกระแสข่าวสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตีกลับรื้อทางคู่รถไฟเฟส 2 ว่า กรณีเช่นนี้เป็นเพราะความไม่พร้อมของกระทรวงคมนาคมในการคิดให้ขาด ไม่มีรายละเอียดในการตอบข้อสงสัยให้ครบ จึงต้องเริ่มกระบวนการเสนอโครงการใหม่ คงไม่ใช่เพราะสภาพัฒน์อยากชะลอโครงการรถไฟทางคู่เพราะไม่เห็นด้วยกับโครงการ
โดยตนเชื่อว่าสศช. น่าจะเข้าใจประเด็นนี้ว่าการลงทุนรถไฟทางคู่มีความจำเป็นและสศช. ก็คงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทาง จากถนนเป็นราง จากรถส่วนตัวเป็นระบบขนส่งสาธารณะ เพราะนั่นคือทางออกที่ดีที่สุดของประเทศซึ่งมีการตกผลึกทางความคิดร่วมกันแล้วระหว่างข้าราชการและนักวิชาการ อย่างไรก็ตาม การใช้งบประมาณของกระทรวงคมนาคมยังไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงตามทิศทางนี้เท่าที่ควร
นาย
สุรเชษฐ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็น ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอนาคต ตามแผนแม่บทการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในปัจจุบันมีปัญหามาก มีโครงการที่ไม่คุ้มค่า เกินจำเป็น ซ้ำซ้อนเพียบ เช่น โครงการรถไฟทางคู่กับโครงการรถไฟความเร็วสูงซึ่งก็คือทางรถไฟอีกคู่แต่คนละขนาดใช้งานได้คล้ายกัน แถมยังทำมอเตอร์เวย์มาแย่งลูกค้ากันเองอีกตาม 4 แกนหลักทั่วประเทศ ซึ่งเกิดจากการวางแผนแบบต่างหน่วยงาน ต่างคิดต่างทำ แย่งชิงงบประมาณกันเอง ผลาญงบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า ขาดการมองปัญหาอย่างเป็นระบบ
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนของโครงการจึงจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ประเทศของเราใกล้จะถังแตก หนี้เงินกู้ก็ชนเพดาน แต่ไม่ได้แปลว่า ควรชะลอโครงการรถไฟทางคู่แล้วเอาแต่สร้างและซ่อมถนน รัฐบาลควรปรับแผนแม่บทการลงทุนด้านคมนาคมอย่างจริงจัง โดยบูรณาการระหว่างรูปแบบการเดินทางและขนส่งตลอดจนการเชื่อมต่อเพื่อพัฒนาเมือง ไม่ใช่จะเอาแต่หลับหูหลับตาสร้างมาแข่งขันกันเองแบบสิ้นเปลืองเกินเหตุในบางพื้นที่แล้วปล่อยให้อีกหลายพื้นที่ไม่ได้รับการเหลียวแล ประเทศเราในช่วงนี้ควรเน้นไปที่การซ่อมหรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้วให้ใช้การได้ดีและเน้นการสร้างเมืองให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจรายย่อย ไม่ใช่เอาแต่สร้างถนนเส้นใหม่แล้วปล่อยให้เมืองโตตามยถากรรม
JJNY : สุทินชี้อภิปรายทั่วไปไม่ต่างไม่ไว้วางใจ/สุรเชษฐ์ซัดคมนาคมไม่รอบคอบ/ส.ว.เสนอยกเลิกหมวดปฏิรูป/ส่งออกก.ค.ติดลบ11.37%
https://www.matichon.co.th/politics/news_2339263
เมื่อวันที่ 8 ก.ย. เวลา 10.20 น.นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ เพื่อซักถามและเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ในวันที่ 9 ก.ย.ว่า มีการแบ่งเวลาการอภิปรายตามสัดส่วน ส.ส.แต่ละพรรค โดยพรรคเพื่อไทยประมาณ 315 นาที พรรคก้าวไกล ประมาณ 150 นาที และพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นตามสัดส่วนจำนวน ส.ส.ที่มี รวมทั้งหมดของฝ่ายค้านคือ 10 ชั่วโมง ส่วนฝ่ายรัฐบาล 5 ชั่วโมง โดยเริ่มการอภิปรายตั้งแต่เวลา 09.30น. ถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนเศษ
นายสุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนเนื้อหาการอภิปรายฯ เกี่ยวกับภาพรวมการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัว นำไปสู่ผลทางการเมือง ที่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาและประชาชน ซึ่งมีที่มาจากความเสื่อมทางเศรษฐกิจ และปัญหาการจ่ายเงินเยียวยา กระตุ้นเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 ล่าช้า โดยจะซักถามและเสนอแนะการแก้ไขปัญหา และแม้รัฐบาลจะชะลอการจัดซื้อเรือดำน้ำไปแล้ว แต่ฝ่ายค้านก็จะสอบถามเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณส่วนอื่นๆ ที่สิ้นเปลือง ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ประเทศ รวมถึงการระบาดของโควิด-19 รอบ 2 ด้วยว่ายังมีงบประมาณรองรับหรือไม่ หรือจะต้องยอมตายไปกับการระบาดรอบ 2
“มั่นใจว่าแม้จะไม่มีการลงมติ แต่บรรยากาศการอภิปรายคงไม่ต่างไปจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะสามารถชี้ถูกผิดให้สังคมเห็นได้ อย่างไรก็ตามการอภิปรายทั่วไปครั้งนี้ไม่ได้จงใจหรือมีเจตนา เพื่อให้เป็นประเด็นต่อยอด ในการชุมนุมวันที่ 19 ก.ย.นี้ แต่ก็อาจเป็นประเด็นในการชุมนุมได้เช่นกัน หากฝ่ายรัฐบาลชี้แจงได้ดี ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่ากลุ่มผู้ชุมนุมอาจลดราวาศอกได้” นายสุทิน กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญยกเลิกอำนาจ ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีในมาตรา 272 นายสุทิน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีการวางแนวทางทั้งการจัดตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และการเตรียมความพร้อมแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราไว้เป็นไม้ 2 แต่เมื่อเริ่มมีการพูดถึงการเสนอยกเลิกมาตรา 272 ที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยในวันนี้(8 ก.ย.)ก็จะมีการ หารือกันว่า จะยื่นญัตติหรือไม่ หากตัดสินใจยื่นญัตติ ก็ต้องมาตกลงกันว่า จะร่วมลงชื่อในญัตติของพรรคก้าวไกล หรือใช้ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก แล้วให้พรรคอื่นๆ ร่วมลงชื่อด้วย แม้เสียงของพรรคเพื่อไทยที่มีอยู่จะมีเพียงพอที่จะยื่นญัตติอยู่แล้วก็ตาม แต่ก็อยากให้พรรคการเมืองอื่นๆ มาร่วมเสนอชื่อในญัตติร่วมกัน รวมทั้งต้องรอดูท่าทีจะทุกฝ่ายรวมถึง ส.ว.ด้วย และหากยกเลิกอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีของ ส.ว.แล้ว ก็ควรแก้ไขระบบเลือกตั้งควบคู่ไปด้วย เพราะหากไม่มีการแก้ไขระบบเลือกตั้ง แล้วต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ระบบก็ยังคงเหมือนเดิม ดังนั้นหากพรรคเพื่อไทยจะยื่นญัตติ ก็จะยื่นเป็นแพ็กเก็ต
'สุรเชษฐ์' ซัด คมนาคมไม่รอบคอบ ทำสภาพัฒน์ตีกลับรถไฟทางคู่เฟส 2
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2339436
‘สุรเชษฐ์’ ซัด คมนาคมไม่รอบคอบ ส่งผลสภาพัฒน์ตีกลับรถไฟทางคู่เฟส 2
เมื่อวันที่ 8 กันยายน นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แสดงความเห็นกรณีที่มีกระแสข่าวสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตีกลับรื้อทางคู่รถไฟเฟส 2 ว่า กรณีเช่นนี้เป็นเพราะความไม่พร้อมของกระทรวงคมนาคมในการคิดให้ขาด ไม่มีรายละเอียดในการตอบข้อสงสัยให้ครบ จึงต้องเริ่มกระบวนการเสนอโครงการใหม่ คงไม่ใช่เพราะสภาพัฒน์อยากชะลอโครงการรถไฟทางคู่เพราะไม่เห็นด้วยกับโครงการ
โดยตนเชื่อว่าสศช. น่าจะเข้าใจประเด็นนี้ว่าการลงทุนรถไฟทางคู่มีความจำเป็นและสศช. ก็คงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทาง จากถนนเป็นราง จากรถส่วนตัวเป็นระบบขนส่งสาธารณะ เพราะนั่นคือทางออกที่ดีที่สุดของประเทศซึ่งมีการตกผลึกทางความคิดร่วมกันแล้วระหว่างข้าราชการและนักวิชาการ อย่างไรก็ตาม การใช้งบประมาณของกระทรวงคมนาคมยังไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงตามทิศทางนี้เท่าที่ควร
นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็น ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอนาคต ตามแผนแม่บทการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในปัจจุบันมีปัญหามาก มีโครงการที่ไม่คุ้มค่า เกินจำเป็น ซ้ำซ้อนเพียบ เช่น โครงการรถไฟทางคู่กับโครงการรถไฟความเร็วสูงซึ่งก็คือทางรถไฟอีกคู่แต่คนละขนาดใช้งานได้คล้ายกัน แถมยังทำมอเตอร์เวย์มาแย่งลูกค้ากันเองอีกตาม 4 แกนหลักทั่วประเทศ ซึ่งเกิดจากการวางแผนแบบต่างหน่วยงาน ต่างคิดต่างทำ แย่งชิงงบประมาณกันเอง ผลาญงบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า ขาดการมองปัญหาอย่างเป็นระบบ
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนของโครงการจึงจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ประเทศของเราใกล้จะถังแตก หนี้เงินกู้ก็ชนเพดาน แต่ไม่ได้แปลว่า ควรชะลอโครงการรถไฟทางคู่แล้วเอาแต่สร้างและซ่อมถนน รัฐบาลควรปรับแผนแม่บทการลงทุนด้านคมนาคมอย่างจริงจัง โดยบูรณาการระหว่างรูปแบบการเดินทางและขนส่งตลอดจนการเชื่อมต่อเพื่อพัฒนาเมือง ไม่ใช่จะเอาแต่หลับหูหลับตาสร้างมาแข่งขันกันเองแบบสิ้นเปลืองเกินเหตุในบางพื้นที่แล้วปล่อยให้อีกหลายพื้นที่ไม่ได้รับการเหลียวแล ประเทศเราในช่วงนี้ควรเน้นไปที่การซ่อมหรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้วให้ใช้การได้ดีและเน้นการสร้างเมืองให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจรายย่อย ไม่ใช่เอาแต่สร้างถนนเส้นใหม่แล้วปล่อยให้เมืองโตตามยถากรรม