โลกออนไลน์แห่แชร์ คลิป "ช่อ" ตอกกลับพิธีกร ถามปมสลายชุมนุม 53
https://www.matichon.co.th/politics/news_2190608
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม เฟซบุ๊กเพจ
ซีนิว วิวเว่อร์ 4K ได้นำคลิปวิดีโอรายการข่าวของ เนชั่น มาเผยแพร่ โดยเป็นช่วงสัมภาษณ์ น.ส.
พรรณิการ์ วานิช หรือ
ช่อ แกนนำคณะก้าวหน้า เกี่ยวกับกิจกรรมการรณรงค์ #ตามหาความจริง ว่าเป็นการกระทำที่หวังผลทางการเมือง และสร้างความแตกแยกหรือไม่
ทั้งนี้ ระหว่างการสัมภาษณ์พิธีกร พยายามตั้งคำถามเชื่อมโยงกับการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ในปี 2553 ที่มีการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธสงคราม จนทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตหลายราย
ซึ่ง
ช่อ ได้ตอบคำถามดังกล่าวด้วย การอ้างอิงคำพิพากษาของศาล และจำนวนของประชาชนผู้ร่วมชุมนุมที่เสียชีวิต โดยระบุว่าการตามหาความจริง ต้องการเปิดเผยเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวให้กระจ่าง
ปรากฏว่า โลกออนไลน์ได้พากันแห่แชร์คลิปดังกล่าวเป็นจำนวนมาก พร้อมตั้งคำถามกับการสัมภาษณ์ดังกล่าว ว่าพิธีกรคนดังกล่าว มีธงในการตั้งคำถามหรือไม่ และพยายามต้อน ช่อ ให้จนมุมด้วยคำถามที่เตรียมมา แถมยังพยายามพูดแทรกระหว่างการตอบคำถาม และเมื่อถูกย้อนถามกลับ กลับไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความจริงจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้
https://www.facebook.com/cnew.official/videos/239007450768477/
‘ณัฐชา’ ซัด ‘นายกฯ’ หยุดประวิงเวลา ยื้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อ้างเหตุสุขภาพ แฝงประโยชน์อื่น
https://www.matichon.co.th/politics/news_2191101
‘ณัฐชา’ ซัด ‘นายกฯ’ หยุดประวิงเวลา ยื้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อ้างเหตุสุขภาพ แต่แอบแฝงประโยชน์อื่น
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม นาย
ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล แสดงความเห็นถึงกรณีที่ พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ที่อ้างว่า ไม่สามารถยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้ในเวลานี้ เพราะแต่ละวันยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อผันผวน จะต้องให้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อฯหยุดนิ่งก่อนนั้น
โดยนาย
ณัฐชา ยืนยันว่า เป็นเพียงข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นเพื่อหาเหตุในการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เอาไว้เท่านั้น เพราะหากพิจารณาตามข้อเท็จจริง ตามตัวเลขที่นายกรัฐมนตรีระบุว่ายังมีความผันผวน จะพบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังคงอยู่ในหลักหน่วยเป็นเวลากว่า 20 วันต่อเนื่องแล้ว ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็น 0 ถึงสองครั้งในรอบสัปดาห์ และมีจังหวัดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเลยมากถึง 50 จังหวัด สะท้อนว่า สถานการณ์ที่ดีขึ้นอย่างมาก ขณะที่ตัวเลขที่อ้างว่าการขยับขึ้นก็ล้วนผู้ที่มาจากต่างประเทศหรือเป็นชาวต่างชาติในศูนย์กักตัวแทบทั้งสิ้น ไม่ใช่การติดเชื้อในชีวิตประจำวัน
“เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้ จึงต้องขอร้องให้นายกรัฐมนตรีกลับไปถามหมอทางด้านระบาดวิทยา ไม่ใช่หมอด้านจิตวิทยาให้ชัดเจนว่า มาตรการต่างๆ ที่ใช้อยู่ในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นการทยอยคลายล็อกอย่างเป็นขั้นตอนที่ผลออกมาดีมากในเฟสแรก การตรวจเชิงรุกที่ทำได้ดีอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ สามารถลงลึกถึงระดับชุมชนที่ อสม. สามารถค้นหาได้ รวมทั้งความร่วมมือเป็นอย่างดีของประชาชนตลอดเวลาที่ผ่านมาเพียงพอแล้วหรือไม่ที่จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะในทางปฏิบัติ แต่ละจังหวัดสามารถใช้อำนาจ พ.ร.บ.ควบคุมโรคฯ จัดการไปตามสถานการณ์ได้ ซึ่งทางกลับกันยังพบว่า ที่ผ่านมามีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของเจ้าหน้าที่ตีความไปตามอำเภอใจ ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิของประชาชนในหลายกรณี ทั้งยังสร้างความลำบากให้ประชาชนจำนวนมาก จนไม่สามารถทำมาหากินตามปกติได้ ขณะที่การเยียวยาช่วยเหลือก็เห็นกันดีอยู่แล้วว่าไร้ประสิทธิภาพขนาดไหน ทั้งล่าช้า ไม่ทั่วถึง และยากจะปฏิเสธได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการตัดสินใจฆ่าตัวตายของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่หดหู่น่าเศร้ามาก”
ทั้งนี้โฆษกก้าวไกล ยังได้ ยังได้ฝากไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลด้วยว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะมองไม่เห็นความทุกข์ยากของประชาชนก็ไม่เป็นไร แต่พวกท่านทั้งหลายไม่ว่า รัฐมนตรี และ ส.ส. คงได้ลงพื้นที่และได้ยินเสียงของประชาชนกันดีอยู่แล้ว จงอย่าปิดหู ปิดตา ปิดใจ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในฐานะผู้แทนราษฎรคงไม่ทำให้พวกเขาผิดหวังในการช่วยเป็นปากเสียงแทนพวกเขาในรัฐบาลนี้ จงอย่านิ่งเงียบ ปล่อยให้มีการประวิงยื้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปเรื่อยๆ โดยอ้างเหตุผลด้านสุขภาพแต่แอบแฝงประโยชน์อื่น หากพวกท่านที่บอกว่าเข้าใจปัญหาปากท้องประชาชนดี ก็ควรรีบผลักดันยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เสียโดยเร็ว ก่อนที่จะพากันฉุดเศรษฐกิจของประเทศให้ดิ่งลงไปมากกว่านี้
“คนไทยฆ่าตัวตาย” ปีโควิด-19 สูง 8.8 ต่อแสนประชากร มากกว่า “ปีวิกฤตต้มยำกุ้ง”
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2191425
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ กระทรวงสาธารณสุข นพ.
เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงอัตราการเสียชีวิตจากการ ฆ่าตัวตาย ต่อแสนประชากร ปี พ.ศ. 2540 – 2561
นพ.
เกียรติภูมิ กล่าวว่า โดยปกติประเทศไทยจะมีอัตราการฆ่าตัวตายประมาณร้อยละ 6.92 ต่อแสนประชากร แต่ใน พ.ศ. 2540 เกิดภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นเป็น 8.12 ต่อแสนประชากร และภายหลังจากปี พ.ศ. 2540 อัตราการฆ่าตัวตายลดลงตามลำดับ เป็นเวลา 10 ปี และปี พ.ศ. 2561 มีอัตราการฆ่าตัวตายร้อยละ 6.32 ต่อแสนประชากร และครั้งนี้ปี พ.ศ.2563 ในภาวะวิกฤตของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ทางกรมสุขภาพจิตได้ระดมนักวิชาการสร้างฉากทัศน์ หรือ ภาพจำลองแนวโน้มอัตราการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย พ.ศ.2563 โดยฉากทัศน์ที่ไม่ได้มีการจัดการใดๆ ปล่อยให้ปัญหามีความรุนแรงขึ้นไป อาจจะเกิดอัตราการฆ่าตัวตายต่อแสนประชากรสูงถึงร้อยละ 8.8 ซึ่งในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 6.6
“ทางกรมสุขภาพจิตจะวางมาตรการ ร่วมมือกับ ภาคมหาดไทย ภาคประชาชน รวมทั้งภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อยับยั้งอัตราการฆ่าตัวตายให้อยู่ราวๆ ร้อยละ 8 ต่อแสนประชากร ซึ่งเป็นตัวเลขที่เป็นสากล” นพ.
เกียรติภูมิ กล่าว
นพ.
เกียรติภูมิ กล่าวต่อว่า กรมสุขภาพจิต ได้กำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานขึ้นมาเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีการแบ่งกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบสุขภาพจิต แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 ผู้กักกัน/ผู้ติดเชื้อโควิด-19
กลุ่มที่ 2 บุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานโควิด-19
กลุ่มที่ 3 กลุ่มเปราะบางต่อปัญหาสุขภาพจิต
และ กลุ่มที่ 4 ประชาชนทั่วไป/ชุมชน
โดยกลุ่มที่ต้องมีการเน้นการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตหรือผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งประกอบด้วย
1. กลุ่มบุคลากรสาธารณสุข ผู้เกี่ยวข้องกับโควิด-19
2. กลุ่มผู้ป่วย NCD เรื้อรัง
และ 3. กลุ่มติดสุรา-ยาเสพติด
ทั้งนี้ นพ.
เกียรติภูมิ กล่าวว่า การดำเนินงานของกรมสุขภาพจิตภายใต้กรอบแนวทางการฟื้นฟูจิตใจในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 นี้ ได้ใช้กลไกการเสริมสร้างพลังด้วยวัคซีนใจในระดับต่าง ๆ ได้แก่
1. วัคซีนใจในบุคคล จะเน้นในเรื่องของ การส่งเสริม การป้องกัน การรักษาและการฟื้นฟู
2. วัคซีนใจในระดับครอบครัว จะเน้นในเรื่อง 3 พลัง ได้แก่ พลังบวก โดยการมองสถานการณ์ให้เป็นในเชิงบวกเพื่อพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น พลังยืดหยุ่น เป็นบทบาทที่จะสามารถสร้างการปรับตัวและทำหน้าที่ทดแทนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และสุดท้ายพลังร่วมมือเพื่อเป็นพลังในการสร้างความปรองดองและก้าวผ่านวิกฤตไปได้
และ 3. วัคซีนใจในชุมชน โดยสร้างชุมชนที่รู้สึกปลอดภัย สร้างชุมชนทีมีความหวัง สร้างชุมชนที่รู้สึกสงบ สร้างชุมชนที่เข้าใจและโอกาส ใช้ศักยภาพของชุมชน พัฒนาเครือข่ายในการช่วยเหลือสื่อสารและใส่ใจที่จะแก้ไขปัญหา และใช้สายสัมพันธ์ในชุมชนเพื่อกำหนดเป้าหมาย ไว้ใจ ให้กำลังใจและส่งต่อเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันในสังคม
JJNY : แห่แชร์คลิป"ช่อ"ตอกกลับพิธีกร/ณัฐชาซัดยื้อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน/ฆ่าตัวตายโควิดมากกว่าต้มยำกุ้ง/พบป้ายโผล่!หน้าการบินไทย
https://www.matichon.co.th/politics/news_2190608
ทั้งนี้ ระหว่างการสัมภาษณ์พิธีกร พยายามตั้งคำถามเชื่อมโยงกับการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ในปี 2553 ที่มีการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธสงคราม จนทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตหลายราย
ซึ่ง ช่อ ได้ตอบคำถามดังกล่าวด้วย การอ้างอิงคำพิพากษาของศาล และจำนวนของประชาชนผู้ร่วมชุมนุมที่เสียชีวิต โดยระบุว่าการตามหาความจริง ต้องการเปิดเผยเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวให้กระจ่าง
ปรากฏว่า โลกออนไลน์ได้พากันแห่แชร์คลิปดังกล่าวเป็นจำนวนมาก พร้อมตั้งคำถามกับการสัมภาษณ์ดังกล่าว ว่าพิธีกรคนดังกล่าว มีธงในการตั้งคำถามหรือไม่ และพยายามต้อน ช่อ ให้จนมุมด้วยคำถามที่เตรียมมา แถมยังพยายามพูดแทรกระหว่างการตอบคำถาม และเมื่อถูกย้อนถามกลับ กลับไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความจริงจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้
https://www.facebook.com/cnew.official/videos/239007450768477/
‘ณัฐชา’ ซัด ‘นายกฯ’ หยุดประวิงเวลา ยื้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อ้างเหตุสุขภาพ แฝงประโยชน์อื่น
https://www.matichon.co.th/politics/news_2191101
‘ณัฐชา’ ซัด ‘นายกฯ’ หยุดประวิงเวลา ยื้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อ้างเหตุสุขภาพ แต่แอบแฝงประโยชน์อื่น
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล แสดงความเห็นถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ที่อ้างว่า ไม่สามารถยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้ในเวลานี้ เพราะแต่ละวันยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อผันผวน จะต้องให้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อฯหยุดนิ่งก่อนนั้น
โดยนายณัฐชา ยืนยันว่า เป็นเพียงข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นเพื่อหาเหตุในการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เอาไว้เท่านั้น เพราะหากพิจารณาตามข้อเท็จจริง ตามตัวเลขที่นายกรัฐมนตรีระบุว่ายังมีความผันผวน จะพบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังคงอยู่ในหลักหน่วยเป็นเวลากว่า 20 วันต่อเนื่องแล้ว ขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็น 0 ถึงสองครั้งในรอบสัปดาห์ และมีจังหวัดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเลยมากถึง 50 จังหวัด สะท้อนว่า สถานการณ์ที่ดีขึ้นอย่างมาก ขณะที่ตัวเลขที่อ้างว่าการขยับขึ้นก็ล้วนผู้ที่มาจากต่างประเทศหรือเป็นชาวต่างชาติในศูนย์กักตัวแทบทั้งสิ้น ไม่ใช่การติดเชื้อในชีวิตประจำวัน
“เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้ จึงต้องขอร้องให้นายกรัฐมนตรีกลับไปถามหมอทางด้านระบาดวิทยา ไม่ใช่หมอด้านจิตวิทยาให้ชัดเจนว่า มาตรการต่างๆ ที่ใช้อยู่ในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นการทยอยคลายล็อกอย่างเป็นขั้นตอนที่ผลออกมาดีมากในเฟสแรก การตรวจเชิงรุกที่ทำได้ดีอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ สามารถลงลึกถึงระดับชุมชนที่ อสม. สามารถค้นหาได้ รวมทั้งความร่วมมือเป็นอย่างดีของประชาชนตลอดเวลาที่ผ่านมาเพียงพอแล้วหรือไม่ที่จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะในทางปฏิบัติ แต่ละจังหวัดสามารถใช้อำนาจ พ.ร.บ.ควบคุมโรคฯ จัดการไปตามสถานการณ์ได้ ซึ่งทางกลับกันยังพบว่า ที่ผ่านมามีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของเจ้าหน้าที่ตีความไปตามอำเภอใจ ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิของประชาชนในหลายกรณี ทั้งยังสร้างความลำบากให้ประชาชนจำนวนมาก จนไม่สามารถทำมาหากินตามปกติได้ ขณะที่การเยียวยาช่วยเหลือก็เห็นกันดีอยู่แล้วว่าไร้ประสิทธิภาพขนาดไหน ทั้งล่าช้า ไม่ทั่วถึง และยากจะปฏิเสธได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการตัดสินใจฆ่าตัวตายของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่หดหู่น่าเศร้ามาก”
ทั้งนี้โฆษกก้าวไกล ยังได้ ยังได้ฝากไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลด้วยว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะมองไม่เห็นความทุกข์ยากของประชาชนก็ไม่เป็นไร แต่พวกท่านทั้งหลายไม่ว่า รัฐมนตรี และ ส.ส. คงได้ลงพื้นที่และได้ยินเสียงของประชาชนกันดีอยู่แล้ว จงอย่าปิดหู ปิดตา ปิดใจ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในฐานะผู้แทนราษฎรคงไม่ทำให้พวกเขาผิดหวังในการช่วยเป็นปากเสียงแทนพวกเขาในรัฐบาลนี้ จงอย่านิ่งเงียบ ปล่อยให้มีการประวิงยื้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปเรื่อยๆ โดยอ้างเหตุผลด้านสุขภาพแต่แอบแฝงประโยชน์อื่น หากพวกท่านที่บอกว่าเข้าใจปัญหาปากท้องประชาชนดี ก็ควรรีบผลักดันยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เสียโดยเร็ว ก่อนที่จะพากันฉุดเศรษฐกิจของประเทศให้ดิ่งลงไปมากกว่านี้
“คนไทยฆ่าตัวตาย” ปีโควิด-19 สูง 8.8 ต่อแสนประชากร มากกว่า “ปีวิกฤตต้มยำกุ้ง”
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2191425
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ กระทรวงสาธารณสุข นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงอัตราการเสียชีวิตจากการ ฆ่าตัวตาย ต่อแสนประชากร ปี พ.ศ. 2540 – 2561
นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า โดยปกติประเทศไทยจะมีอัตราการฆ่าตัวตายประมาณร้อยละ 6.92 ต่อแสนประชากร แต่ใน พ.ศ. 2540 เกิดภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นเป็น 8.12 ต่อแสนประชากร และภายหลังจากปี พ.ศ. 2540 อัตราการฆ่าตัวตายลดลงตามลำดับ เป็นเวลา 10 ปี และปี พ.ศ. 2561 มีอัตราการฆ่าตัวตายร้อยละ 6.32 ต่อแสนประชากร และครั้งนี้ปี พ.ศ.2563 ในภาวะวิกฤตของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ทางกรมสุขภาพจิตได้ระดมนักวิชาการสร้างฉากทัศน์ หรือ ภาพจำลองแนวโน้มอัตราการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย พ.ศ.2563 โดยฉากทัศน์ที่ไม่ได้มีการจัดการใดๆ ปล่อยให้ปัญหามีความรุนแรงขึ้นไป อาจจะเกิดอัตราการฆ่าตัวตายต่อแสนประชากรสูงถึงร้อยละ 8.8 ซึ่งในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 6.6
“ทางกรมสุขภาพจิตจะวางมาตรการ ร่วมมือกับ ภาคมหาดไทย ภาคประชาชน รวมทั้งภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อยับยั้งอัตราการฆ่าตัวตายให้อยู่ราวๆ ร้อยละ 8 ต่อแสนประชากร ซึ่งเป็นตัวเลขที่เป็นสากล” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว
นพ.เกียรติภูมิ กล่าวต่อว่า กรมสุขภาพจิต ได้กำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานขึ้นมาเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีการแบ่งกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบสุขภาพจิต แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 ผู้กักกัน/ผู้ติดเชื้อโควิด-19
กลุ่มที่ 2 บุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานโควิด-19
กลุ่มที่ 3 กลุ่มเปราะบางต่อปัญหาสุขภาพจิต
และ กลุ่มที่ 4 ประชาชนทั่วไป/ชุมชน
โดยกลุ่มที่ต้องมีการเน้นการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตหรือผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งประกอบด้วย
1. กลุ่มบุคลากรสาธารณสุข ผู้เกี่ยวข้องกับโควิด-19
2. กลุ่มผู้ป่วย NCD เรื้อรัง
และ 3. กลุ่มติดสุรา-ยาเสพติด
ทั้งนี้ นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า การดำเนินงานของกรมสุขภาพจิตภายใต้กรอบแนวทางการฟื้นฟูจิตใจในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 นี้ ได้ใช้กลไกการเสริมสร้างพลังด้วยวัคซีนใจในระดับต่าง ๆ ได้แก่
1. วัคซีนใจในบุคคล จะเน้นในเรื่องของ การส่งเสริม การป้องกัน การรักษาและการฟื้นฟู
2. วัคซีนใจในระดับครอบครัว จะเน้นในเรื่อง 3 พลัง ได้แก่ พลังบวก โดยการมองสถานการณ์ให้เป็นในเชิงบวกเพื่อพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น พลังยืดหยุ่น เป็นบทบาทที่จะสามารถสร้างการปรับตัวและทำหน้าที่ทดแทนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และสุดท้ายพลังร่วมมือเพื่อเป็นพลังในการสร้างความปรองดองและก้าวผ่านวิกฤตไปได้
และ 3. วัคซีนใจในชุมชน โดยสร้างชุมชนที่รู้สึกปลอดภัย สร้างชุมชนทีมีความหวัง สร้างชุมชนที่รู้สึกสงบ สร้างชุมชนที่เข้าใจและโอกาส ใช้ศักยภาพของชุมชน พัฒนาเครือข่ายในการช่วยเหลือสื่อสารและใส่ใจที่จะแก้ไขปัญหา และใช้สายสัมพันธ์ในชุมชนเพื่อกำหนดเป้าหมาย ไว้ใจ ให้กำลังใจและส่งต่อเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันในสังคม