ทักษิณ ชินวัตร : 14 เดือนหลังยุบไทยรักษาชาติ กับการรักษาระยะห่างทางการเมืองไทยในภาวะโควิด-19 ระบาด
https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_4122550
"
วันนี้ผมไม่พูดเรื่องการเมืองนะ" นาย
ทักษิณ ชินวัตร ทักทายกับทีมงานบีบีซีไทยย้ำถึงเงื่อนไขการให้สัมภาษณ์กับเราอีกครั้ง หลังจากการให้สัมภาษณ์ที่ฮ่องกงเมื่อปลายเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว
แม้จะพูดเช่นนั้น ทว่าเมื่อต้นเดือนนี้ ชื่อของเขาปรากฏเป็นเจ้าภาพในงานสวดอภิธรรมศพผู้หญิงคนหนึ่งที่จบชีวิตตัวเอง โดยก่อนตัดสินใจดังกล่าว เธอได้โพสต์ภาพวาด พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทางเฟซบุ๊ก และเล่าเรื่องราวความยากลำบากในชีวิตที่ต้องเผชิญท่ามกลางวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19
"ผมมันตกจอไปนานแล้ว เอาผมมาออกทำไม ผมมันโนเนมไปแล้ว"
คำอธิบายต่อมาจากเจ้าของภาพใบหน้ายิ้มชื่นที่ปรากฏอยู่บนขวดเจลแอลกอฮอล์ล้างมือซึ่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายคนนำออกแจกจ่ายในหลายพื้นที่ทางภาคอีสาน บนขวดพลาสติกใสมีข้อความ "เป็นห่วงพี่น้องชาวไทยจากใจ❤❤" เขียนด้วยลายมือพร้อมลายเซ็นกำกับชื่อ สำทับด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ปรากฏหรา ขวดเจลแอลกอฮอล์ล้างมือชนิดเดียวกันยังมีรุ่น "ภาพคู่พี่น้อง" ของนายทักษิณ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกแจกจ่ายด้วย
บีบีซีไทยพบกับเขาที่บ้านพักในทำเลทองใจกลางกรุงลอนดอนเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 14 เดือน หลังจากบุคคลที่ได้ชื่อเป็น "
นายใหญ่" ของสมาชิกตั้งแต่ระดับปลายแถวยันแกนนำของพรรคไทยรักษาชาติ เดินเกมการเมืองพลาด ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ทำให้อนาคตทางการเมืองของคนหนุ่มสาวหลายคน ต้องถูก "
เว้นวรรค" และทำให้เขาต้องถูกวิจารณ์ว่าไม่รู้จัก "
ที่ต่ำ ที่สูง" ทั้งยังต้องการ "
ดึงฟ้าต่ำ"
และยังเป็นการให้สัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่นานหลังจากคณะทำงานในสำนักงานอัยการคดีศาลสูง สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) มีมติไม่ยื่นอุทธรณ์คดีฟอกเงินของนาย
พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย และได้ส่งเรื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งล่าสุด นสพ.ไทยโพสต์รายงานว่าดีเอสไอ มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าว
นายทักษิณ วันนี้ดูสงวนท่าทีกว่าเมื่อ 1 ปีก่อน ในการตอบคำถามเกี่ยวกับบ้านเมืองและรัฐบาล
เมื่อถูกขอให้มองภาพการแก้ปัญหาโรคโควิด-19 ของไทยเขาจึงเริ่มต้นด้วยการชื่นชมไทยว่ามีอัตราการเสียชีวิตต่ำ แต่เขาเชื่อว่านั่นเป็นเพราะระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งอยู่ก่อนแล้ว
"ผมเป็นห่วงเรื่องการตรวจ เพราะถ้าเราตรวจน้อย เราพบน้อยแน่นอน แต่การตรวจก็ไม่จำเป็นต้องตรวจทั้งหมดซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง สามารถใช้ทฤษฎีเรื่องการสุ่มตรวจในกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่มได้"
เขาบอกว่าเฝ้าติดตามการแก้ปัญหาการระบาดใหญ่ของไวรัสตัวนี้อย่างใกล้ชิด สอบถามที่ปรึกษา นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และนักวิชาการอยู่ตลอดเวลา จนเชื่อว่าเขาเข้าใจเชื้อโรคและการระบาดนี้ได้ดีพอควร
เขาเห็นผู้นำหลายชาติในโลก "
ไม่เข้าใจเชื้อโรคนี้อย่างแท้จริง" จึงแก้ปัญหาโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ และหากเขาได้มีโอกาสแก้ปัญหาประเทศตอนนี้ก็จะ "
ไม่ล็อกดาวน์"
อดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยเผชิญวิกฤตการระบาดของไข้หวัดนกในปีช่วงปี 2547-2548 บอกว่าได้ศึกษาเกี่ยวกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดนกและโรคซาร์สที่เคยระบาดครั้งแรกในไทยเมื่อปี 2546 และไวรัสที่ทำให้โรคโควิด-19 แล้ว เขาเชื่อว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้ร้ายแรงมากไปกว่าเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส ดังนั้นจึงมองมาตรการล็อกดาวน์กับการเพิ่มระยะห่างทางสังคมที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังทำอยู่เป็นสิ่งที่ได้ไม่คุ้มเสีย และหากมีอำนาจเขาจะ "
คลายเรื่องของการล็อกดาวน์ทันที"
"เรามาดูทั้งโลกติด (โรคโควิด-19) แล้ว 3 ล้านกว่าคน จากประชากรโลก 7 พันล้านคน…ถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ต่ำมาก… เรากำลังเอาเปอร์เซ็นต์ต่ำนี้มาแลกกับเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อคนโดยเฉพาะ ในประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีแรงอุดหนุนอะไรมากมาย ถามว่าคุ้มไหม ผมว่าไม่คุ้ม…คนข้างล่างเขาจะถามว่าถ้าไม่ติดโคโรนา ถ้าอดตายละ…ทั่วโลกนี่ต้องคิดว่ายังมีคนที่ไม่มีเงินออมและมีหนี้ครัวเรือนจำนวนมาก จะให้เขาเสียสละอย่างไร"
ความผิดพลาดในอดีต
พูดง่ายแต่ทำยากน่าจะเป็นคำพูดที่เหมาะสมสำหรับคนดูไม่ใช่คนแก้ปัญหาอย่างนาย
ทักษิณในวันนี้ เพราะในช่วงที่เกิดอุทกภัยใหญ่ในภาคใต้ปลายปี 2548 ไม่ถึงปีก่อนที่รัฐบาลของเขาจะถูกทำรัฐประหาร เขาเองถูกกล่าวหาว่าให้ความช่วยเหลือคนในจังหวัดภาคใต้ไม่เพียงพอและไม่ทันท่วงที
หรือย้อนไปสองปีก่อนหน้านั้น รัฐบาลของเขาในยุคที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนาย
วัฒนา เมืองสุข "
ลูกเขยเจ้าสัว" ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกวิจารณ์ว่าปกปิดข้อมูลการระบาดของไข้หวัดนก ซึ่งถึงวันนี้นายทักษิณยังปฏิเสธว่าไม่ใช่การปกปิด แต่เป็นเพราะหน่วยงานรัฐรายงานข้อมูลโดยไม่ประสานงานกันในช่วงแรก
แต่นาย
จักรภพ เพ็ญแข โฆษกรัฐบาลในยุคนั้นเพิ่งออกมาเตือนความจำด้วยการโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ว่าเขาเองที่ยอมรับต่อหน้าสื่อต่างชาติว่า รัฐบาล "
ทำพลาดไป" ในการแก้ปัญหาโรคระบาด ซึ่งนั่นได้ทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้สำเร็จ
ช่วยไม่ได้มาก
วันนี้คนในภาคอีสานอาจกำลังบีบขวดเค้นเจลแอลกอฮอล์ล้างมือรุ่นที่มีข้อความ "
คนแดนไกลห่วงใยประชาชน" อยู่ข้างขวด
และวันนี้ "
คนแดนไกล" คนนั้นก็ยังชวนให้น่าเชื่อว่ารู้สึกเห็นใจคนจนที่ต้องหาเช้ากินค่ำที่เมืองไทย แต่มหาเศรษฐีอันดับที่ 16 ของไทย บอกว่า
"ผมคงไม่สามารถจะช่วยคนเป็นล้าน ๆ คนได้ แต่ก็ช่วยตามกำลังตามน้ำใจ เช่น ไปช่วยตามโรงพยาบาล ซื้อชุดพีพีอี ซื้อเครื่องช่วยหายใจ ซื้อหน้ากากให้บ้าง ส่วนชาวบ้านนี่บางทีพวกมีกิจกรรมทั้งหลาย ก็ขอร่วมบริจาค ไปทำกับข้าวเลี้ยงคนบ้าง เอาตังค์ไปแจกร้อยสองร้อยอะไรแบบนี้ ขอให้ผมบริจาคร้อยสองร้อย ผมก็ช่วยบริจาคกองนั้นกองนี้บ้าง ผมก็ทำได้แค่นี้ละครับ"
เมื่อถามว่านั่นเป็นเพราะเขารู้ว่าคนไทยได้ "
ก้าวข้าม"
ทักษิณ ชินวัตร ไปแล้วหรือไม่ คำตอบที่สวนกลับมาทันควันคือ "
สาธุ ขอให้เป็นจริงเถิด"
มหาเศรษฐีหกหมื่นล้านปฏิเสธว่าการที่ชื่อของเขาปรากฏเป็นเจ้าภาพงานศพตามที่เขาบอกว่าเป็นการจัดแจงของ ส.ส.ในพื้นที่ หรือการมีทั้งชื่อและภาพอยู่บนขวดแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรคนั้นไม่ได้เป็นเพราะเขาต้องการกลับมาอยู่ในจุดสนใจอีกครั้ง ตรงกันข้ามเขาเชื่อว่าก้าวย่างใด ๆ ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ถูกมองได้ว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
แต่เมื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่าความช่วยเหลือที่เขาให้กับคนรากหญ้าที่เคยเป็นฐานเสียง ดูจะห่างไกลกับมหาเศรษฐีหมื่นล้านที่อายุการทำงานในสภาสั้นกุดอย่างนาย
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ผลิตและมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์มูลค่าหลายแสนบาทต่อเครื่องให้โรงพยาบาลหลายแห่ง นายทักษิณกลับมองว่าเป็นการกระทำที่จะส่งผลดีต่ออนาคตทางการเมืองของผู้นำคณะก้าวหน้า
"ธนาธรก็ยังหนุ่ม มีอนาคตทางการเมืองก็มีมาก แม้จะถูกลงโทษไปบ้าง ก็คิดว่าได้ทำก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะตอนนี้คนไทยต้องช่วยกันทุกฝ่าย"
อยากกลับไทย ?
เมื่อกลาง ก.พ.ที่ผ่านมา นาย
นคร มาฉิม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยผ่านการสัมภาษณ์ทางโซเชียลมีเดียช่องหนึ่งว่า นาย
ทักษิณอยากกลับประเทศไทย ผ่านการเรียกร้องของประชาชน และความเมตตาของผู้บารมีในประเทศ
"
เราก็รู้ ๆ อยู่มันมีเงื่อนไขอยู่" เขาบอก ทั้งสำทับว่า "
คนรักประชาธิปไตย"อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นนาย
ทักษิณยังพูดในเชิงเหน็บแนมอีกว่า
"วันนี้ยังเป็นคนไทยที่เขาไม่ให้เป็นคนไทยอยู่แล้ว พาสปอร์ตไทยก็ไม่มี อยู่เมืองนอก ก็ทำในฐานะคนเคยเป็นนายกฯ มีคนเคยสนับสนุนเรามากมาย เราก็เป็นห่วงเขา (ชาวบ้าน) เท่านั้นเอง"
อดีตนายกรัฐมนตรีที่ยังมีคดีความรอเขากลับมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์อีกอย่างน้อย 6 คดี ต้องอยู่ในต่างประเทศในฐานะพลเมืองของชาติที่ตัวเองไม่ได้ถือกำเนิด แม้จะยืนกรานว่าไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธเรื่องที่บรรดา ส.ส.อีสานของพรรคเพื่อไทยยังคงทำหน้าสื่อกลางนำความช่วยเหลือจากเขาลงไป"
แจกจ่าย"ในพื้นที่
"ก็ทำแบบเงียบ ๆ อะไรทำได้ก็ทำไป ผมเดือน ๆ หนึ่งก็ค่าใช้จ่ายสูง เลยต้องมาทำมาหากินที่ลอนดอน เดี๋ยวไม่พอกิน"
โชคทางธุรกิจในลอนดอน
ในขณะที่การเดินทางของคนทั่วโลกกำลังหยุดชะงัก แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคของมหาเศรษฐี นาย
ทักษิณบินเพิ่งบินข้ามฟ้าจากดูไบมาลอนดอน เพื่อมาดูธุรกิจที่ลงทุนไว้และกำลังไปได้สวย อุปกรณ์ตลับเล็ก ๆ ที่ใช้ตรวจดีเอ็นเอของผู้ใช้ ได้รับการปรับปรุงให้ใช้ตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ และหน่วยงานด้านสาธารณสุขของอังกฤษ ได้สั่งซื้อไปหลายพันชิ้นเพื่อใช้ในการตรวจหาผู้ติดเชื้อ
เมื่อถามเขาว่า สนใจที่จะส่งเครื่องมือนี้กลับไปให้ประเทศไทยใช้หรือไม่ นาย
ทักษิณ ตอบว่าหากได้รับ "
CE marking" หรือเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสุขภาพ ความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากทางการอังกฤษ ราวเดือนมิถุนายนแล้ว
"
แน่นอนผมยินดีที่จะให้เครื่องมือนี้ไปเป็นประโยชน์ต่อสาธารณสุขของไทย ไปช่วยตรวจคนไทยหาเชื้อโควิดในขณะนี้"
“ศิริกัญญา”มองหน่วยงานไม่มีความพยายามโอนงบฯ
https://www.innnews.co.th/politics/news_672897/
"ศิริกัญญา" มองหน่วยงานไม่มีความพยายามโอนงบฯ ถามรัฐสรุปตั้งเป้าต้องใช้งบกลางเพิ่มเท่าไหร่เพื่อเยียวยาประชาชน
น.ส.
ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวว่า จากกรณีที่มีมติครม. วานนี้ (12 พ.ค. 63) หลังจากที่มีการนำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ไปรับฟังความคิดเห็น สำนักงบประมาณได้แจ้งว่า มีการปรับปรุงข้อเสนอการโอนงบฯ จำนวน 11,942 ล้านบาท จากผลการพิจารณาตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2563 จำนวน 100,395 ล้านบาท เป็นจำนวน 88,452 ล้านบาท เท่ากับว่าโอนงบที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ของปีงบประมาณนี้ได้ไม่ถึงแสนล้าน สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานต่างๆ ไม่มีความพยายามโอนงบ ถ้าไม่นับเงินชำระหนี้เท่ากับโอนกลับมาได้แค่ 50,000 ล้านบาท ทั้งที่มีมติครม.ให้เริ่มทำการจัดงบประมาณใหม่ของปี 2563 มาตั้งแต่ 10 มี.ค. ผ่านมา 2 เดือนก็ไม่เสร็จสิ้น ส่วนการเบิกจ่ายงบปี 63 ก็ยังไปไม่ถึงไหน โดยเฉพาะในส่วนของรายจ่ายลงทุนที่เบิกจ่ายไปได้เพียง 12% เพราะเพิ่งจะเริ่มเบิกจ่ายได้หลังจากที่ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ กลับตัดลดงบประมาณไปได้ไม่มากเท่าที่ควร
โดย น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวต่ออีกว่า สรุปแล้วรัฐบาลตั้งเป้าว่าจะต้องใช้งบกลางเพิ่มเท่าไหร่ ซึ่งถ้ากระบวนการนี้เสร็จสิ้นเร็วก็จะมีเงินที่มาใช้ในการเยียวยาได้เร็วขึ้น เพราะการกู้เงินก็ยังทำกันแบบกะปริดกะปรอยเพียงแค่ให้พอจ่ายเป็นเดือนๆ ไป
ทั้งนี้ น.ส.
ศิริกัญญา กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดการกู้เงินตามพ.ร.ก.ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ มีการกู้ไปทั้งสิ้น 170,000 ล้านบาท เป็นการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ครั้งรวมวงเงิน 120,000 ล้านบาท ยังไม่เปิดเผยอัตราดอกเบี้ย ส่วนที่เหลือคือพันธบัตรออมทรัพย์จ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.4% สำหรับพันธบัตร 5 ปี และ 3% สำหรับพันธบัตร 10 ปี ซึ่งสูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในปัจจุบันเกือบ 3 เท่า เท่ากับว่ารัฐบาลจ่ายต้นทุนในการกู้เงินครั้งนี้สูงมาก
JJNY : 4in1 ทักษิณ:14เดือนหลังยุบทษช./ศิริกัญญามอง ไม่พยายามโอนงบฯ/หมอเรวัตร้องยกเลิกวัดไข้/ปธ.ญาติวีรชนหวั่นซ้ำรอยปี35
https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_4122550
"วันนี้ผมไม่พูดเรื่องการเมืองนะ" นายทักษิณ ชินวัตร ทักทายกับทีมงานบีบีซีไทยย้ำถึงเงื่อนไขการให้สัมภาษณ์กับเราอีกครั้ง หลังจากการให้สัมภาษณ์ที่ฮ่องกงเมื่อปลายเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว
แม้จะพูดเช่นนั้น ทว่าเมื่อต้นเดือนนี้ ชื่อของเขาปรากฏเป็นเจ้าภาพในงานสวดอภิธรรมศพผู้หญิงคนหนึ่งที่จบชีวิตตัวเอง โดยก่อนตัดสินใจดังกล่าว เธอได้โพสต์ภาพวาด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทางเฟซบุ๊ก และเล่าเรื่องราวความยากลำบากในชีวิตที่ต้องเผชิญท่ามกลางวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19
"ผมมันตกจอไปนานแล้ว เอาผมมาออกทำไม ผมมันโนเนมไปแล้ว"
คำอธิบายต่อมาจากเจ้าของภาพใบหน้ายิ้มชื่นที่ปรากฏอยู่บนขวดเจลแอลกอฮอล์ล้างมือซึ่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายคนนำออกแจกจ่ายในหลายพื้นที่ทางภาคอีสาน บนขวดพลาสติกใสมีข้อความ "เป็นห่วงพี่น้องชาวไทยจากใจ❤❤" เขียนด้วยลายมือพร้อมลายเซ็นกำกับชื่อ สำทับด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ปรากฏหรา ขวดเจลแอลกอฮอล์ล้างมือชนิดเดียวกันยังมีรุ่น "ภาพคู่พี่น้อง" ของนายทักษิณ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกแจกจ่ายด้วย
บีบีซีไทยพบกับเขาที่บ้านพักในทำเลทองใจกลางกรุงลอนดอนเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 14 เดือน หลังจากบุคคลที่ได้ชื่อเป็น "นายใหญ่" ของสมาชิกตั้งแต่ระดับปลายแถวยันแกนนำของพรรคไทยรักษาชาติ เดินเกมการเมืองพลาด ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ทำให้อนาคตทางการเมืองของคนหนุ่มสาวหลายคน ต้องถูก "เว้นวรรค" และทำให้เขาต้องถูกวิจารณ์ว่าไม่รู้จัก "ที่ต่ำ ที่สูง" ทั้งยังต้องการ "ดึงฟ้าต่ำ"
และยังเป็นการให้สัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่นานหลังจากคณะทำงานในสำนักงานอัยการคดีศาลสูง สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) มีมติไม่ยื่นอุทธรณ์คดีฟอกเงินของนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย และได้ส่งเรื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งล่าสุด นสพ.ไทยโพสต์รายงานว่าดีเอสไอ มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าว
นายทักษิณ วันนี้ดูสงวนท่าทีกว่าเมื่อ 1 ปีก่อน ในการตอบคำถามเกี่ยวกับบ้านเมืองและรัฐบาล
เมื่อถูกขอให้มองภาพการแก้ปัญหาโรคโควิด-19 ของไทยเขาจึงเริ่มต้นด้วยการชื่นชมไทยว่ามีอัตราการเสียชีวิตต่ำ แต่เขาเชื่อว่านั่นเป็นเพราะระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งอยู่ก่อนแล้ว
"ผมเป็นห่วงเรื่องการตรวจ เพราะถ้าเราตรวจน้อย เราพบน้อยแน่นอน แต่การตรวจก็ไม่จำเป็นต้องตรวจทั้งหมดซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง สามารถใช้ทฤษฎีเรื่องการสุ่มตรวจในกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่มได้"
เขาบอกว่าเฝ้าติดตามการแก้ปัญหาการระบาดใหญ่ของไวรัสตัวนี้อย่างใกล้ชิด สอบถามที่ปรึกษา นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และนักวิชาการอยู่ตลอดเวลา จนเชื่อว่าเขาเข้าใจเชื้อโรคและการระบาดนี้ได้ดีพอควร
เขาเห็นผู้นำหลายชาติในโลก "ไม่เข้าใจเชื้อโรคนี้อย่างแท้จริง" จึงแก้ปัญหาโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ และหากเขาได้มีโอกาสแก้ปัญหาประเทศตอนนี้ก็จะ "ไม่ล็อกดาวน์"
อดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยเผชิญวิกฤตการระบาดของไข้หวัดนกในปีช่วงปี 2547-2548 บอกว่าได้ศึกษาเกี่ยวกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดนกและโรคซาร์สที่เคยระบาดครั้งแรกในไทยเมื่อปี 2546 และไวรัสที่ทำให้โรคโควิด-19 แล้ว เขาเชื่อว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้ร้ายแรงมากไปกว่าเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส ดังนั้นจึงมองมาตรการล็อกดาวน์กับการเพิ่มระยะห่างทางสังคมที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังทำอยู่เป็นสิ่งที่ได้ไม่คุ้มเสีย และหากมีอำนาจเขาจะ "คลายเรื่องของการล็อกดาวน์ทันที"
"เรามาดูทั้งโลกติด (โรคโควิด-19) แล้ว 3 ล้านกว่าคน จากประชากรโลก 7 พันล้านคน…ถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ต่ำมาก… เรากำลังเอาเปอร์เซ็นต์ต่ำนี้มาแลกกับเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อคนโดยเฉพาะ ในประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีแรงอุดหนุนอะไรมากมาย ถามว่าคุ้มไหม ผมว่าไม่คุ้ม…คนข้างล่างเขาจะถามว่าถ้าไม่ติดโคโรนา ถ้าอดตายละ…ทั่วโลกนี่ต้องคิดว่ายังมีคนที่ไม่มีเงินออมและมีหนี้ครัวเรือนจำนวนมาก จะให้เขาเสียสละอย่างไร"
ความผิดพลาดในอดีต
พูดง่ายแต่ทำยากน่าจะเป็นคำพูดที่เหมาะสมสำหรับคนดูไม่ใช่คนแก้ปัญหาอย่างนายทักษิณในวันนี้ เพราะในช่วงที่เกิดอุทกภัยใหญ่ในภาคใต้ปลายปี 2548 ไม่ถึงปีก่อนที่รัฐบาลของเขาจะถูกทำรัฐประหาร เขาเองถูกกล่าวหาว่าให้ความช่วยเหลือคนในจังหวัดภาคใต้ไม่เพียงพอและไม่ทันท่วงที
หรือย้อนไปสองปีก่อนหน้านั้น รัฐบาลของเขาในยุคที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวัฒนา เมืองสุข "ลูกเขยเจ้าสัว" ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกวิจารณ์ว่าปกปิดข้อมูลการระบาดของไข้หวัดนก ซึ่งถึงวันนี้นายทักษิณยังปฏิเสธว่าไม่ใช่การปกปิด แต่เป็นเพราะหน่วยงานรัฐรายงานข้อมูลโดยไม่ประสานงานกันในช่วงแรก
แต่นายจักรภพ เพ็ญแข โฆษกรัฐบาลในยุคนั้นเพิ่งออกมาเตือนความจำด้วยการโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ว่าเขาเองที่ยอมรับต่อหน้าสื่อต่างชาติว่า รัฐบาล "ทำพลาดไป" ในการแก้ปัญหาโรคระบาด ซึ่งนั่นได้ทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้สำเร็จ
ช่วยไม่ได้มาก
วันนี้คนในภาคอีสานอาจกำลังบีบขวดเค้นเจลแอลกอฮอล์ล้างมือรุ่นที่มีข้อความ "คนแดนไกลห่วงใยประชาชน" อยู่ข้างขวด
และวันนี้ "คนแดนไกล" คนนั้นก็ยังชวนให้น่าเชื่อว่ารู้สึกเห็นใจคนจนที่ต้องหาเช้ากินค่ำที่เมืองไทย แต่มหาเศรษฐีอันดับที่ 16 ของไทย บอกว่า "ผมคงไม่สามารถจะช่วยคนเป็นล้าน ๆ คนได้ แต่ก็ช่วยตามกำลังตามน้ำใจ เช่น ไปช่วยตามโรงพยาบาล ซื้อชุดพีพีอี ซื้อเครื่องช่วยหายใจ ซื้อหน้ากากให้บ้าง ส่วนชาวบ้านนี่บางทีพวกมีกิจกรรมทั้งหลาย ก็ขอร่วมบริจาค ไปทำกับข้าวเลี้ยงคนบ้าง เอาตังค์ไปแจกร้อยสองร้อยอะไรแบบนี้ ขอให้ผมบริจาคร้อยสองร้อย ผมก็ช่วยบริจาคกองนั้นกองนี้บ้าง ผมก็ทำได้แค่นี้ละครับ"
เมื่อถามว่านั่นเป็นเพราะเขารู้ว่าคนไทยได้ "ก้าวข้าม" ทักษิณ ชินวัตร ไปแล้วหรือไม่ คำตอบที่สวนกลับมาทันควันคือ "สาธุ ขอให้เป็นจริงเถิด"
มหาเศรษฐีหกหมื่นล้านปฏิเสธว่าการที่ชื่อของเขาปรากฏเป็นเจ้าภาพงานศพตามที่เขาบอกว่าเป็นการจัดแจงของ ส.ส.ในพื้นที่ หรือการมีทั้งชื่อและภาพอยู่บนขวดแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรคนั้นไม่ได้เป็นเพราะเขาต้องการกลับมาอยู่ในจุดสนใจอีกครั้ง ตรงกันข้ามเขาเชื่อว่าก้าวย่างใด ๆ ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ถูกมองได้ว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
แต่เมื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่าความช่วยเหลือที่เขาให้กับคนรากหญ้าที่เคยเป็นฐานเสียง ดูจะห่างไกลกับมหาเศรษฐีหมื่นล้านที่อายุการทำงานในสภาสั้นกุดอย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ผลิตและมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์มูลค่าหลายแสนบาทต่อเครื่องให้โรงพยาบาลหลายแห่ง นายทักษิณกลับมองว่าเป็นการกระทำที่จะส่งผลดีต่ออนาคตทางการเมืองของผู้นำคณะก้าวหน้า
"ธนาธรก็ยังหนุ่ม มีอนาคตทางการเมืองก็มีมาก แม้จะถูกลงโทษไปบ้าง ก็คิดว่าได้ทำก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะตอนนี้คนไทยต้องช่วยกันทุกฝ่าย"
อยากกลับไทย ?
เมื่อกลาง ก.พ.ที่ผ่านมา นายนคร มาฉิม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยผ่านการสัมภาษณ์ทางโซเชียลมีเดียช่องหนึ่งว่า นายทักษิณอยากกลับประเทศไทย ผ่านการเรียกร้องของประชาชน และความเมตตาของผู้บารมีในประเทศ
"เราก็รู้ ๆ อยู่มันมีเงื่อนไขอยู่" เขาบอก ทั้งสำทับว่า "คนรักประชาธิปไตย"อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นนายทักษิณยังพูดในเชิงเหน็บแนมอีกว่า "วันนี้ยังเป็นคนไทยที่เขาไม่ให้เป็นคนไทยอยู่แล้ว พาสปอร์ตไทยก็ไม่มี อยู่เมืองนอก ก็ทำในฐานะคนเคยเป็นนายกฯ มีคนเคยสนับสนุนเรามากมาย เราก็เป็นห่วงเขา (ชาวบ้าน) เท่านั้นเอง"
อดีตนายกรัฐมนตรีที่ยังมีคดีความรอเขากลับมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์อีกอย่างน้อย 6 คดี ต้องอยู่ในต่างประเทศในฐานะพลเมืองของชาติที่ตัวเองไม่ได้ถือกำเนิด แม้จะยืนกรานว่าไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธเรื่องที่บรรดา ส.ส.อีสานของพรรคเพื่อไทยยังคงทำหน้าสื่อกลางนำความช่วยเหลือจากเขาลงไป"แจกจ่าย"ในพื้นที่
"ก็ทำแบบเงียบ ๆ อะไรทำได้ก็ทำไป ผมเดือน ๆ หนึ่งก็ค่าใช้จ่ายสูง เลยต้องมาทำมาหากินที่ลอนดอน เดี๋ยวไม่พอกิน"
โชคทางธุรกิจในลอนดอน
ในขณะที่การเดินทางของคนทั่วโลกกำลังหยุดชะงัก แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคของมหาเศรษฐี นายทักษิณบินเพิ่งบินข้ามฟ้าจากดูไบมาลอนดอน เพื่อมาดูธุรกิจที่ลงทุนไว้และกำลังไปได้สวย อุปกรณ์ตลับเล็ก ๆ ที่ใช้ตรวจดีเอ็นเอของผู้ใช้ ได้รับการปรับปรุงให้ใช้ตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ และหน่วยงานด้านสาธารณสุขของอังกฤษ ได้สั่งซื้อไปหลายพันชิ้นเพื่อใช้ในการตรวจหาผู้ติดเชื้อ
เมื่อถามเขาว่า สนใจที่จะส่งเครื่องมือนี้กลับไปให้ประเทศไทยใช้หรือไม่ นายทักษิณ ตอบว่าหากได้รับ "CE marking" หรือเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสุขภาพ ความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากทางการอังกฤษ ราวเดือนมิถุนายนแล้ว
"แน่นอนผมยินดีที่จะให้เครื่องมือนี้ไปเป็นประโยชน์ต่อสาธารณสุขของไทย ไปช่วยตรวจคนไทยหาเชื้อโควิดในขณะนี้"
“ศิริกัญญา”มองหน่วยงานไม่มีความพยายามโอนงบฯ
https://www.innnews.co.th/politics/news_672897/
"ศิริกัญญา" มองหน่วยงานไม่มีความพยายามโอนงบฯ ถามรัฐสรุปตั้งเป้าต้องใช้งบกลางเพิ่มเท่าไหร่เพื่อเยียวยาประชาชน
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวว่า จากกรณีที่มีมติครม. วานนี้ (12 พ.ค. 63) หลังจากที่มีการนำร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ไปรับฟังความคิดเห็น สำนักงบประมาณได้แจ้งว่า มีการปรับปรุงข้อเสนอการโอนงบฯ จำนวน 11,942 ล้านบาท จากผลการพิจารณาตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2563 จำนวน 100,395 ล้านบาท เป็นจำนวน 88,452 ล้านบาท เท่ากับว่าโอนงบที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ของปีงบประมาณนี้ได้ไม่ถึงแสนล้าน สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานต่างๆ ไม่มีความพยายามโอนงบ ถ้าไม่นับเงินชำระหนี้เท่ากับโอนกลับมาได้แค่ 50,000 ล้านบาท ทั้งที่มีมติครม.ให้เริ่มทำการจัดงบประมาณใหม่ของปี 2563 มาตั้งแต่ 10 มี.ค. ผ่านมา 2 เดือนก็ไม่เสร็จสิ้น ส่วนการเบิกจ่ายงบปี 63 ก็ยังไปไม่ถึงไหน โดยเฉพาะในส่วนของรายจ่ายลงทุนที่เบิกจ่ายไปได้เพียง 12% เพราะเพิ่งจะเริ่มเบิกจ่ายได้หลังจากที่ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ กลับตัดลดงบประมาณไปได้ไม่มากเท่าที่ควร
โดย น.ส. ศิริกัญญา กล่าวต่ออีกว่า สรุปแล้วรัฐบาลตั้งเป้าว่าจะต้องใช้งบกลางเพิ่มเท่าไหร่ ซึ่งถ้ากระบวนการนี้เสร็จสิ้นเร็วก็จะมีเงินที่มาใช้ในการเยียวยาได้เร็วขึ้น เพราะการกู้เงินก็ยังทำกันแบบกะปริดกะปรอยเพียงแค่ให้พอจ่ายเป็นเดือนๆ ไป
ทั้งนี้ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดการกู้เงินตามพ.ร.ก.ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ มีการกู้ไปทั้งสิ้น 170,000 ล้านบาท เป็นการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ครั้งรวมวงเงิน 120,000 ล้านบาท ยังไม่เปิดเผยอัตราดอกเบี้ย ส่วนที่เหลือคือพันธบัตรออมทรัพย์จ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.4% สำหรับพันธบัตร 5 ปี และ 3% สำหรับพันธบัตร 10 ปี ซึ่งสูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในปัจจุบันเกือบ 3 เท่า เท่ากับว่ารัฐบาลจ่ายต้นทุนในการกู้เงินครั้งนี้สูงมาก