ตอนที่ฉันนั่งเขียนเรื่องนี้อยู่ ตอนนี้ฉันรู้สึกสิ้นหวังกับชีวิต คิดไม่ออกว่าจะเอาไงกับชีวิตดี จะทำยังไงให้ตัวเองมีชีวิตรอดอยู่บนโลกนี้ต่อไปได้ ฉันไม่ได้ต้องการความเห็นใจใดๆทั้งสิ้นบนโลกนี้ ฉันแค่ต้องการความเข้าใจ แค่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าบนโลกนี้ยังมีคนแบบฉันอยู่ ฉันเฝ้าพร่ำถามตัวเองตั้งแต่เกิดเสมอว่าฉันทำอะไรผิดหรอ ฉันทำอะไรไม่ดีตรงไหน ทำไมฉันถึงถูกสังคมลงโทษขนาดนั้น จนมาถึงวันนี้คำถามที่ถามตัวเองตั้งแต่เกิดมันก็กลับมาวนเวียนอยู่ในหัวฉัน ฉันรู้ตัวตั้งแต่เกิดว่าตัวเองเกิดมาแปลก ไม่เหมือนชาวบ้าน ทุกคนคิดว่าฉันเป็นผู้ป่วยทางจิต เป็นคนบ้า เป็นคนที่ชอบเรียกร้องความสนใจจากสังคม แต่นั่นมันไม่ใช่ตัวฉันเลย มันคือการตัดสินจากสังคม ฉันแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งฉันคิดว่าบนโลกนี้น่าจะมีคนแบบฉันแค่คนเดียวเท่านั้น ตั้งแต่ฉันเกิดมาเหตุที่ฉันรู้ว่าตัวเองไม่เหมือนคนอื่นคือ ฉันมักสงสารคนอื่นมากกว่าตัวเอง ฉันมักจะมองเห็นความน่าสงสารของคนอื่นในมุมที่คนทั่วไปมองไม่เห็น ฉันมักจะร้องไห้จนแทบขาดใจตายเมื่อเห็นใครตีแมวแค่ตัวเดียว ฉันมักจะร้องไห้แทบตายแทนคนที่ถูกตี ฉันสามารถเสียสละของของตัวเองได้ทุกอย่างเพื่อคนที่ขอราวกับเป็นพระเวสสันดรกลับชาติมาเกิด ฉันมักจะมองโลกในมุมตรงกันข้ามเสมอ ฉันจะเห็นต่างจากทุกคนในทุกๆเรื่อง ย้ำว่าทุกเรื่อง ฉันไม่เคยมีความเห็นเหมือนกับคนทั่วไปเลย ฉันมักจะมองเห็นอะไรบางอย่างในมุมที่คนทั่วไปไม่เห็น ฉันเป็นคนใจเย็นและใจดีที่สุดในโลก แต่ถ้าเหตุการณ์นั้นต้องมีผู้เดือดร้อน ฉันจะเป็นคนเดียวที่กล้าจะออกมาบอกว่ามันไม่ถูกต้องและฉันจะกลายเป็นคนไม่ดีในสายตาทุกคนขึ้นมาทันที ฉันมักเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดในโลกในทุกๆเรื่อง ฉันมักเป็นคนที่ต้องแบกรับเรื่องที่ไม่มีใครรับได้เสมอ ฉันมานั่งพิจารณาตัวเองถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวฉันมาตลอดระยะเวลา 27 ปี แล้วก็คิดได้ว่า เราเจอเรื่องพวกนี้มันคือเรื่องปกติ เพราะรู้ตัวตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าเราแปลกตั้งแต่เกิด มีคนมักพูดเสมอว่าเรามันไม่เหมือนใคร เขาก็ไม่ได้พูดผิด แต่การที่เราไม่เหมือนใครไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนไม่ดี ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนแบบนี้มันสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น เราไม่เคยคิดร้ายกับใครเลย เราไม่เคยคิดโกรธแค้นใครเลย เราไม่เคยคิดถือสาใครด้วย เราไม่เคยมีอารมณ์ร่วมกับเรื่องของใครเลย เรามองว่ามันเป็นเรื่องของเขา มันเป็นชีวิตของเขา มันเป็นการตัดสินใจของเขา คนทุกคนมีเหตุผลของการกระทำเสมอ ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด บนโลกนี้บรรทัดฐานทางสังคมมีแค่เรื่องกฎหมายเท่านั้น ใครทำผิดกฎหมายคือต้องรับโทษ แต่เรื่องของจิตใจเราไม่มีบรรทัดฐานใดๆในโลกไปเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ได้เลย เรามีสิทธิ์จะรู้สึก เรามีสิทธิ์จะไม่รู้สึก และเราต้องได้รับความคุ้มครองความรู้สึกของเรา เพราะไม่อย่างนั้นเราจะถูกสังคมตรีตราความรู้สึกของเราให้เป็นไปตามกระแสสังคม
คนเราเกิดมาตามกฎการเกิดตามธรรมชาติ มนุษย์เกิดมาจากไข่ที่ปฏิสนธิกับสเปิร์ม ฉันเกิดมาได้รูปร่างหน้าตาเหมือนแม่และนิสัยเหมือนพ่อ ทุกส่วนในร่างกายฉันได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมจากบรรพบุรุษ พ่อฉันเสียชีวิตได้หลายปีแล้ว พ่อแม่ฉันหย่าร้างกันตั้งแต่ฉันสองขวบ เรื่องราวของพ่อนั้นฉันแทบจะไม่ค่อยรู้อะไรเลย เพราะไม่ได้ใกล้ชิดกัน พ่อไม่ได้เลี้ยงดูฉันตั้งแต่เด็ก ฉันไม่เคยเข้าใจอะไรเกี่ยวกับพ่อเลย และฉันก็ปล่อยให้เขาเสียชีวิตโดยที่ฉันไม่เคยพูดกับเขาสักคำว่าฉันเข้าใจเขา ฉันเหมือนพ่อมาก เหมือนจนคิดว่าตัวเองเป็นพ่อร่างผู้หญิง ใครๆก็บอกว่าฉันเหมือนพ่อ เหมือนทุกอย่างแม้กระทั่งท่าเดิน นิสัยใจคอ คำพูดคำจา กิริยาท่าทาง ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะเหมือนพ่อได้มากขนาดนี้ สังคมทำให้ฉันมองพ่อในมุมที่ทุกคนมอง แต่ในวันที่เขาจากไปมันทำให้ฉันเข้าใจเขาอย่างถ่องแท้ เพราะทุกอย่างที่เป็นพ่ออยู่ในร่างกายฉัน อยู่ในจิตใจฉัน พ่อเหมือนฉันตรงที่ว่า ตั้งแต่เขาเกิดมาไม่เคยมีใครเข้าใจเขาเลย ทุกคนมองว่าเขาเป็นคนแปลก เป็นคนไม่เอาไหน เป็นคนไม่คิดถึงครอบครัว แต่เปล่าเลย เพราะพ่อเป็นคนแบบฉัน พ่อเป็นคนดีที่สุดในโลก พ่อมักมองเห็นคนอื่นในมุมที่คนทั่วไปมองไม่เห็น และพ่อก็คือคนที่โชคร้ายที่สุดในโลก พ่อต้องแบกรับในสิ่งที่คนอื่นแบกรับไม่ได้ มันน่าแปลกนะที่คนดีมักต้องมารับกับอะไรแบบนี้ อาจเพราะสังคมมันโหดร้าย สังคมมันต้องต่อสู้ คนเราต้องดิ้นรน คนเราต้องเห็นแก่ตัวเพื่อความอยู่รอด คนเราต้องสู้เท่านั้นเพื่อความอยู่รอด มนุษย์ใช้ชีวิตเหมือนสัตว์ มันก็ไม่แปลกที่คนอ่อนแอต้องพ่ายแพ้ไป แต่การที่เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เป็นสัตว์ ต้องต่อสู้ ต้องแก่งแย่งชิงดี บางทีมันก็ทำไม่ได้ มันเหนื่อยยิ่งกว่าการสู้ชีวิตอีก มันเหนื่อยยิ่งกว่าการที่เราต้องทำงานหนักอีก คนบางคนมันมีหนทางที่ดีที่จะทำให้ชีวิตสุขสบายขึ้น แต่เหตุผลที่เราไม่เลือกทำเพราะเราอาจไม่มีความสุขกับมันก็ได้ ยิ่งเราโตขึ้น ยิ่งเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ภาระหน้าที่ของเราก็เพิ่มมากขึ้น บางทีเราก็ต้องเห็นแก่ตัวเพื่อคนในครอบครัว รากฐานชีวิตคนเรามีไม่เท่ากัน คนเราก็หวังพึ่งพาความสุขสบาย แล้วใครล่ะ ใครที่ต้องมานั่งแบกรับภาระนั้นถ้าไม่ใช่ตัวเราเอง
ฉันเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน มีปัญหา พ่อแม่หย่าร้างกันตั้งแต่ 2 ขวบ แม่ฉันต้องเข้ามาทำงานในกรุงเทพเพื่อเลี้ยงดูฉันและครอบครัว แม่ฉันพยายามเลี้ยงดูฉันด้วยความรัก พยายามหาทุกสิ่งทุกอย่างมาให้เพื่อไม่ให้ฉันรู้สึกว่าขาด แต่ความจริงสิ่งที่ฉันขาดคือขาดคนเข้าใจ ด้วยความว่าครอบครัวของฉันยากจน ทุกคนต้องปากกัดตีนถีบ ทุกคนไม่มีใครได้มาสนใจจิตใจฉันหรอกว่าฉันเป็นคนแบบไหน คิดอะไรอยู่ จนฉันโตป่านนี้ก็ยังไม่เคยมีใครเข้าใจฉันสักคน ครอบครัวฉันเลี้ยงดูค่อนข้างเข้มงวด ต้องเชื่อฟังตา เพราะตาเป็นหัวหน้าครอบครัว แต่ฉันไม่เคยฟังเลย ทัศนคติของฉันกับตาตรงข้ามกันทุกเรื่อง ฉันไม่เคยเชื่อตาเลยตั้งแต่เด็กจนโต อาจเพราะฉันไม่เห็นแก่ตัวแบบตารึป่าวถึงไม่ได้ดีซะที ฉันต้องเรียนหนังสือให้เก่ง ต้องทำตัวให้เพอร์เฟ็ก ถึงแม้เราจะยากจนแต่ก็อย่าให้ใครดูถูกเราได้ อย่าได้ให้ใครมาด่าเราได้ว่าลูกไม่มีพ่อ ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน ฉันก็พยายามทำแบบนั้นมาตลอด ฉันไม่คิดว่าครอบครัวตัวเองมีปัญหา อาจจะจนบ้างแต่ฉันก็อยู่ได้ ฉันเรียนหนังสือเก่งที่สุดในรุ่น เป็นนักเรียนตัวอย่าง ชีวิตวัยเด็กของฉันได้รับแต่คำชม แต่นั่นมันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีใจเลย เพราะฉันไม่เคยได้รับคำชมซักคำจากครอบครัวเลย ถ้าฉันชนะมาฉันจะไม่ถูกด่า แต่ถ้าฉันแพ้ฉันจะถูกถามว่าทำไมถึงแพ้ และฉันก็เลยติดนิสัยนั้นมาตลอด ฉันไม่เคยต้องการคำชมจากใคร แต่ฉันจะพยายามไม่ให้ได้รับคำถูกด่า ฉันใช้ชีวิตด้วยมาตรฐานนี้มาตลอด และฉันก็คิดว่าเพราะว่าฉันทำดีแล้วฉันจะมีสิทธิ์เลือกในสิ่งที่ฉันรัก แต่เปล่าเลย ชีวิตฉันกลายเป็นชีวิตที่ถูกผู้ใหญ่ยัดเยียดให้ ทุกคนคิดว่าฉันเรียนเก่งต้องเป็นหมอ แม่บอกว่าถ้าฉันได้เป็นหมอเขาจะทำทุกวิถึทางให้ฉันได้เรียนหมอ แต่พอฉันบอกว่าฉันอยากเรียนวิศวะแม่กลับบอกว่าให้หาเงินเรียนเอง ตั้งแต่นั้นมาคำว่าลำบากก็ไม่เคยได้ห่างจากตัวและใจฉันเลย เมื่อก่อนตอนฉันเป็นเด็กฉันลำบากใจทำในสิ่งที่ไม่ชอบทำออกมาให้ดีเพราะต้องทำให้ไม่โดนด่า แต่พอโตมาฉันต้องทนทำในสิ่งที่ไม่รักและต้องลำบากใจที่ต้องทำมันทุกวันอีกด้วย
ฉันถูกสังคม ครอบครัว คนรัก เพื่อนฝูงที่ประสบความสำเร็จ ตีตราเสมอว่า มันคนไม่เอาถ่าน มันความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด โอเคฉันยอมรับ ที่ฉันเป็นแบบนี้ฉันจะโทษใครได้ล่ะ ก็คงต้องโทษตัวเอง ตอนเราเกิดมาเราก็เกิดมาด้วยตัวเอง มีแม่เป็นผู้ให้กำเนิด มีพ่อเป็นผู้ให้เชื้อพันธุกรรม แค่นั้น แต่เราก็ต้องเจริญเติบโตด้วยตัวเอง ฉันได้รับการเลี้ยงดูจากยาย ฉันได้รับการดูแลร่างกายจากครอบครัว ซึ่งเป็นครอบครัวๆยากจนครอบครัวหนึ่ง ชีวิตต้องปากกัดตีนถีบ แต่ฉันไม่ได้รับการดูแลทางจิตใจเลย ถึงแม้ฉันจะยากจนแต่สภาพครอบครัวก็ไม่สามารถบังคับให้ฉันเป็นคนเห็นแก่ตัวได้เลย ฉันไม่ใช่คนประหยัดอดออมเหมือนแม่และตา ฉันอาจจะเก็บเงินหยอดกระปุกออมสินไว้บ้างในยามเด็ก แต่หากมีคนมาขอฉัน ฉันมักให้ความช่วยเหลือผู้อื่นไปเสมอ มีหลายคนบอกว่าก่อนที่เราจะให้คนอื่นได้เราต้องมีก่อน ก็เพราะฉันมีไงฉันถึงให้ ถ้าฉันไม่มีฉันก็ให้ไม่ได้ แต่เวลาที่ฉันไม่มีมีใครช่วยเหลือฉันหรือไม่ ก็ไม่ แต่ฉันรู้สึกมีความสุขที่ฉันได้ให้ถ้าหากการให้ของฉันนั้นมันทำให้เขามีความสุขฉันก็ยินดี แต่ถ้าหากการให้ของฉันนั้นมันทำให้เขาไม่รู้จักสำนึกฉันก็หยุดที่จะให้ แต่ฉันก็ไม่ได้ไปเรียกร้องอะไรจากเขา ปล่อยให้สังคมเป็นคนตัดสินชีวิตเขาเอง อาจเพราะฉันเป็นคนแบบนี้มั้งฉันถึงไม่มีกินจนถึงทุกวันนี้โดนสังคม ครอบครัว คนรัก เพื่อนฝูงที่ประสบความสำเร็จ ตีตราเสมอว่าไม่เอาถ่าน สามีฉันพูดกับฉันทุกวันว่า ถ้าหากมีความสุขกับความจนก็จงอยู่แบบจนๆ เขาไม่ผิด เขาแค่ไม่เข้าใจเราแค่นั้นเอง ทุกวันนี้เขาไม่ใช่คนรัก แต่เขากลายเป็นผู้มีพระคุณกับฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ฉันเป็นคนโดดเดี่ยว ไม่ใช่โดดเดี่ยวทางด้านสังคม แต่ฉันเป็นคนที่โดดเดี่ยวทางด้านจิตใจ ฉันตัวคนเดียว ชีวิตฉันไม่มีใคร แม้แต่ครอบครัวที่เข้าใจฉัน ฉันก็ไม่มี ฉันรักกับสามีมานานเกือบจะ 6 ปีแล้ว ด้วยความว่าคบกันตั้งแต่อายุ 21 ฉันเป็นคนที่มีรากฐานทางครอบครัวที่ไม่ดี และฉันคิดว่าผู้ชายคนนี้จะร่วมสร้างครอบครัวที่ดีไปกับฉัน แต่นั่นมันเปล่าเลย มันอาจเป็นการตัดสินใจที่ร้ายแรงที่สุดทั้งในชีวิตของฉันและของเขา ครอบครัวเราฐานะทางสังคมแตกต่างกันราวนรกกับสวรรค์ บ้านฉันเป็นครอบครัวที่ยากจนมาก ส่วนบ้านเขาเป็นครอบครัวขุนนางเก่าที่ร่ำรวยมาก และแม่เขาก็เป็นคนที่ขี้งกมาก การที่ฉันรักกับลูกชายเขาเหมือนฉันไปแย่งดวงใจของเขาไป ฉันคืนให้เขาตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้เรื่องนี้ ฉันรู้ตั้งแต่แรกว่าต่อให้รักกันให้ตายยังไงมันก็ไม่มีทางมีความสุขได้ แต่แฟนก็ยังจะคบและคิดว่าเรื่องนี้มันต้องพิสูจน์ให้ครอบครัวเขาเห็นว่าเราไปด้วยกันได้ ที่ฉันบอกว่าไปด้วยกันไม่ได้ไม่ใช่เรื่องฐานะเว้ย มันเรื่องความเข้าใจเว้ย แฟนเขาไม่เข้าใจเรา เขาเข้าใจแค่ว่าเราต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อเขาได้ เราทั้งคู่พยายามลองเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อกันและกันมาตลอดระยะเวลา 6 ปี แต่มันก็ทำให้ฉันเข้าใจว่า มันไม่ได้ ฉันเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเขาไม่ได้ และฉันก็เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครไม่ได้ ฉันไม่สมควรจะมีใคร ฉันอยู่กับใครไม่ได้ ฉันต้องอยู่คนเดียว บนโลกนี้ไม่มีใครอยู่กับฉันได้ เพราะมันไม่มีใครเข้าใจฉัน มันไม่ใครรับได้ที่ฉันเป็นคนแบบนี้ สังคมไม่ต้องการคนไม่เอาถ่าน นี่คือสิ่งที่สังคมเป็นคนตัดสินฉัน และคนรอบข้างฉันก็เป็นแบบนั้น สภาพสังคมมันโหดร้ายกับฉัน และคนรอบข้างฉันก็เป็นส่วนหนึ่งในสังคมแบบนี้ ทุกคนมีชีวิตเพื่อการอยู่รอด เพราะฉะนั้นคนแบบฉันก็ไม่ควรมีที่ยืนในสังคม แฟนฉันเขารักฉันมากเขาพยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเพื่อฉัน ซึ่งฉันไม่ได้ต้องการอะไรเลย สิ่งที่ฉันต้องการแค่อย่างเดียวคือเข้าใจฉัน รักในแบบที่ฉันเป็น แต่นั่นเปล่าเลย มันไม่ใช่เลย เขาพยายามเพื่อจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเปลี่ยนแปลงฉันเพื่อให้อยู่รอดในสังคม โอเคถ้าเป็นแบบนั้นฉันกับเขาคงอยู่ด้วยกันไม่ได้
ฉันเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่เหมือนใครบนโลกใบนี้
คนเราเกิดมาตามกฎการเกิดตามธรรมชาติ มนุษย์เกิดมาจากไข่ที่ปฏิสนธิกับสเปิร์ม ฉันเกิดมาได้รูปร่างหน้าตาเหมือนแม่และนิสัยเหมือนพ่อ ทุกส่วนในร่างกายฉันได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมจากบรรพบุรุษ พ่อฉันเสียชีวิตได้หลายปีแล้ว พ่อแม่ฉันหย่าร้างกันตั้งแต่ฉันสองขวบ เรื่องราวของพ่อนั้นฉันแทบจะไม่ค่อยรู้อะไรเลย เพราะไม่ได้ใกล้ชิดกัน พ่อไม่ได้เลี้ยงดูฉันตั้งแต่เด็ก ฉันไม่เคยเข้าใจอะไรเกี่ยวกับพ่อเลย และฉันก็ปล่อยให้เขาเสียชีวิตโดยที่ฉันไม่เคยพูดกับเขาสักคำว่าฉันเข้าใจเขา ฉันเหมือนพ่อมาก เหมือนจนคิดว่าตัวเองเป็นพ่อร่างผู้หญิง ใครๆก็บอกว่าฉันเหมือนพ่อ เหมือนทุกอย่างแม้กระทั่งท่าเดิน นิสัยใจคอ คำพูดคำจา กิริยาท่าทาง ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะเหมือนพ่อได้มากขนาดนี้ สังคมทำให้ฉันมองพ่อในมุมที่ทุกคนมอง แต่ในวันที่เขาจากไปมันทำให้ฉันเข้าใจเขาอย่างถ่องแท้ เพราะทุกอย่างที่เป็นพ่ออยู่ในร่างกายฉัน อยู่ในจิตใจฉัน พ่อเหมือนฉันตรงที่ว่า ตั้งแต่เขาเกิดมาไม่เคยมีใครเข้าใจเขาเลย ทุกคนมองว่าเขาเป็นคนแปลก เป็นคนไม่เอาไหน เป็นคนไม่คิดถึงครอบครัว แต่เปล่าเลย เพราะพ่อเป็นคนแบบฉัน พ่อเป็นคนดีที่สุดในโลก พ่อมักมองเห็นคนอื่นในมุมที่คนทั่วไปมองไม่เห็น และพ่อก็คือคนที่โชคร้ายที่สุดในโลก พ่อต้องแบกรับในสิ่งที่คนอื่นแบกรับไม่ได้ มันน่าแปลกนะที่คนดีมักต้องมารับกับอะไรแบบนี้ อาจเพราะสังคมมันโหดร้าย สังคมมันต้องต่อสู้ คนเราต้องดิ้นรน คนเราต้องเห็นแก่ตัวเพื่อความอยู่รอด คนเราต้องสู้เท่านั้นเพื่อความอยู่รอด มนุษย์ใช้ชีวิตเหมือนสัตว์ มันก็ไม่แปลกที่คนอ่อนแอต้องพ่ายแพ้ไป แต่การที่เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เป็นสัตว์ ต้องต่อสู้ ต้องแก่งแย่งชิงดี บางทีมันก็ทำไม่ได้ มันเหนื่อยยิ่งกว่าการสู้ชีวิตอีก มันเหนื่อยยิ่งกว่าการที่เราต้องทำงานหนักอีก คนบางคนมันมีหนทางที่ดีที่จะทำให้ชีวิตสุขสบายขึ้น แต่เหตุผลที่เราไม่เลือกทำเพราะเราอาจไม่มีความสุขกับมันก็ได้ ยิ่งเราโตขึ้น ยิ่งเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ภาระหน้าที่ของเราก็เพิ่มมากขึ้น บางทีเราก็ต้องเห็นแก่ตัวเพื่อคนในครอบครัว รากฐานชีวิตคนเรามีไม่เท่ากัน คนเราก็หวังพึ่งพาความสุขสบาย แล้วใครล่ะ ใครที่ต้องมานั่งแบกรับภาระนั้นถ้าไม่ใช่ตัวเราเอง
ฉันเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน มีปัญหา พ่อแม่หย่าร้างกันตั้งแต่ 2 ขวบ แม่ฉันต้องเข้ามาทำงานในกรุงเทพเพื่อเลี้ยงดูฉันและครอบครัว แม่ฉันพยายามเลี้ยงดูฉันด้วยความรัก พยายามหาทุกสิ่งทุกอย่างมาให้เพื่อไม่ให้ฉันรู้สึกว่าขาด แต่ความจริงสิ่งที่ฉันขาดคือขาดคนเข้าใจ ด้วยความว่าครอบครัวของฉันยากจน ทุกคนต้องปากกัดตีนถีบ ทุกคนไม่มีใครได้มาสนใจจิตใจฉันหรอกว่าฉันเป็นคนแบบไหน คิดอะไรอยู่ จนฉันโตป่านนี้ก็ยังไม่เคยมีใครเข้าใจฉันสักคน ครอบครัวฉันเลี้ยงดูค่อนข้างเข้มงวด ต้องเชื่อฟังตา เพราะตาเป็นหัวหน้าครอบครัว แต่ฉันไม่เคยฟังเลย ทัศนคติของฉันกับตาตรงข้ามกันทุกเรื่อง ฉันไม่เคยเชื่อตาเลยตั้งแต่เด็กจนโต อาจเพราะฉันไม่เห็นแก่ตัวแบบตารึป่าวถึงไม่ได้ดีซะที ฉันต้องเรียนหนังสือให้เก่ง ต้องทำตัวให้เพอร์เฟ็ก ถึงแม้เราจะยากจนแต่ก็อย่าให้ใครดูถูกเราได้ อย่าได้ให้ใครมาด่าเราได้ว่าลูกไม่มีพ่อ ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน ฉันก็พยายามทำแบบนั้นมาตลอด ฉันไม่คิดว่าครอบครัวตัวเองมีปัญหา อาจจะจนบ้างแต่ฉันก็อยู่ได้ ฉันเรียนหนังสือเก่งที่สุดในรุ่น เป็นนักเรียนตัวอย่าง ชีวิตวัยเด็กของฉันได้รับแต่คำชม แต่นั่นมันไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีใจเลย เพราะฉันไม่เคยได้รับคำชมซักคำจากครอบครัวเลย ถ้าฉันชนะมาฉันจะไม่ถูกด่า แต่ถ้าฉันแพ้ฉันจะถูกถามว่าทำไมถึงแพ้ และฉันก็เลยติดนิสัยนั้นมาตลอด ฉันไม่เคยต้องการคำชมจากใคร แต่ฉันจะพยายามไม่ให้ได้รับคำถูกด่า ฉันใช้ชีวิตด้วยมาตรฐานนี้มาตลอด และฉันก็คิดว่าเพราะว่าฉันทำดีแล้วฉันจะมีสิทธิ์เลือกในสิ่งที่ฉันรัก แต่เปล่าเลย ชีวิตฉันกลายเป็นชีวิตที่ถูกผู้ใหญ่ยัดเยียดให้ ทุกคนคิดว่าฉันเรียนเก่งต้องเป็นหมอ แม่บอกว่าถ้าฉันได้เป็นหมอเขาจะทำทุกวิถึทางให้ฉันได้เรียนหมอ แต่พอฉันบอกว่าฉันอยากเรียนวิศวะแม่กลับบอกว่าให้หาเงินเรียนเอง ตั้งแต่นั้นมาคำว่าลำบากก็ไม่เคยได้ห่างจากตัวและใจฉันเลย เมื่อก่อนตอนฉันเป็นเด็กฉันลำบากใจทำในสิ่งที่ไม่ชอบทำออกมาให้ดีเพราะต้องทำให้ไม่โดนด่า แต่พอโตมาฉันต้องทนทำในสิ่งที่ไม่รักและต้องลำบากใจที่ต้องทำมันทุกวันอีกด้วย
ฉันถูกสังคม ครอบครัว คนรัก เพื่อนฝูงที่ประสบความสำเร็จ ตีตราเสมอว่า มันคนไม่เอาถ่าน มันความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด โอเคฉันยอมรับ ที่ฉันเป็นแบบนี้ฉันจะโทษใครได้ล่ะ ก็คงต้องโทษตัวเอง ตอนเราเกิดมาเราก็เกิดมาด้วยตัวเอง มีแม่เป็นผู้ให้กำเนิด มีพ่อเป็นผู้ให้เชื้อพันธุกรรม แค่นั้น แต่เราก็ต้องเจริญเติบโตด้วยตัวเอง ฉันได้รับการเลี้ยงดูจากยาย ฉันได้รับการดูแลร่างกายจากครอบครัว ซึ่งเป็นครอบครัวๆยากจนครอบครัวหนึ่ง ชีวิตต้องปากกัดตีนถีบ แต่ฉันไม่ได้รับการดูแลทางจิตใจเลย ถึงแม้ฉันจะยากจนแต่สภาพครอบครัวก็ไม่สามารถบังคับให้ฉันเป็นคนเห็นแก่ตัวได้เลย ฉันไม่ใช่คนประหยัดอดออมเหมือนแม่และตา ฉันอาจจะเก็บเงินหยอดกระปุกออมสินไว้บ้างในยามเด็ก แต่หากมีคนมาขอฉัน ฉันมักให้ความช่วยเหลือผู้อื่นไปเสมอ มีหลายคนบอกว่าก่อนที่เราจะให้คนอื่นได้เราต้องมีก่อน ก็เพราะฉันมีไงฉันถึงให้ ถ้าฉันไม่มีฉันก็ให้ไม่ได้ แต่เวลาที่ฉันไม่มีมีใครช่วยเหลือฉันหรือไม่ ก็ไม่ แต่ฉันรู้สึกมีความสุขที่ฉันได้ให้ถ้าหากการให้ของฉันนั้นมันทำให้เขามีความสุขฉันก็ยินดี แต่ถ้าหากการให้ของฉันนั้นมันทำให้เขาไม่รู้จักสำนึกฉันก็หยุดที่จะให้ แต่ฉันก็ไม่ได้ไปเรียกร้องอะไรจากเขา ปล่อยให้สังคมเป็นคนตัดสินชีวิตเขาเอง อาจเพราะฉันเป็นคนแบบนี้มั้งฉันถึงไม่มีกินจนถึงทุกวันนี้โดนสังคม ครอบครัว คนรัก เพื่อนฝูงที่ประสบความสำเร็จ ตีตราเสมอว่าไม่เอาถ่าน สามีฉันพูดกับฉันทุกวันว่า ถ้าหากมีความสุขกับความจนก็จงอยู่แบบจนๆ เขาไม่ผิด เขาแค่ไม่เข้าใจเราแค่นั้นเอง ทุกวันนี้เขาไม่ใช่คนรัก แต่เขากลายเป็นผู้มีพระคุณกับฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ฉันเป็นคนโดดเดี่ยว ไม่ใช่โดดเดี่ยวทางด้านสังคม แต่ฉันเป็นคนที่โดดเดี่ยวทางด้านจิตใจ ฉันตัวคนเดียว ชีวิตฉันไม่มีใคร แม้แต่ครอบครัวที่เข้าใจฉัน ฉันก็ไม่มี ฉันรักกับสามีมานานเกือบจะ 6 ปีแล้ว ด้วยความว่าคบกันตั้งแต่อายุ 21 ฉันเป็นคนที่มีรากฐานทางครอบครัวที่ไม่ดี และฉันคิดว่าผู้ชายคนนี้จะร่วมสร้างครอบครัวที่ดีไปกับฉัน แต่นั่นมันเปล่าเลย มันอาจเป็นการตัดสินใจที่ร้ายแรงที่สุดทั้งในชีวิตของฉันและของเขา ครอบครัวเราฐานะทางสังคมแตกต่างกันราวนรกกับสวรรค์ บ้านฉันเป็นครอบครัวที่ยากจนมาก ส่วนบ้านเขาเป็นครอบครัวขุนนางเก่าที่ร่ำรวยมาก และแม่เขาก็เป็นคนที่ขี้งกมาก การที่ฉันรักกับลูกชายเขาเหมือนฉันไปแย่งดวงใจของเขาไป ฉันคืนให้เขาตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้เรื่องนี้ ฉันรู้ตั้งแต่แรกว่าต่อให้รักกันให้ตายยังไงมันก็ไม่มีทางมีความสุขได้ แต่แฟนก็ยังจะคบและคิดว่าเรื่องนี้มันต้องพิสูจน์ให้ครอบครัวเขาเห็นว่าเราไปด้วยกันได้ ที่ฉันบอกว่าไปด้วยกันไม่ได้ไม่ใช่เรื่องฐานะเว้ย มันเรื่องความเข้าใจเว้ย แฟนเขาไม่เข้าใจเรา เขาเข้าใจแค่ว่าเราต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อเขาได้ เราทั้งคู่พยายามลองเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อกันและกันมาตลอดระยะเวลา 6 ปี แต่มันก็ทำให้ฉันเข้าใจว่า มันไม่ได้ ฉันเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเขาไม่ได้ และฉันก็เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครไม่ได้ ฉันไม่สมควรจะมีใคร ฉันอยู่กับใครไม่ได้ ฉันต้องอยู่คนเดียว บนโลกนี้ไม่มีใครอยู่กับฉันได้ เพราะมันไม่มีใครเข้าใจฉัน มันไม่ใครรับได้ที่ฉันเป็นคนแบบนี้ สังคมไม่ต้องการคนไม่เอาถ่าน นี่คือสิ่งที่สังคมเป็นคนตัดสินฉัน และคนรอบข้างฉันก็เป็นแบบนั้น สภาพสังคมมันโหดร้ายกับฉัน และคนรอบข้างฉันก็เป็นส่วนหนึ่งในสังคมแบบนี้ ทุกคนมีชีวิตเพื่อการอยู่รอด เพราะฉะนั้นคนแบบฉันก็ไม่ควรมีที่ยืนในสังคม แฟนฉันเขารักฉันมากเขาพยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเพื่อฉัน ซึ่งฉันไม่ได้ต้องการอะไรเลย สิ่งที่ฉันต้องการแค่อย่างเดียวคือเข้าใจฉัน รักในแบบที่ฉันเป็น แต่นั่นเปล่าเลย มันไม่ใช่เลย เขาพยายามเพื่อจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเปลี่ยนแปลงฉันเพื่อให้อยู่รอดในสังคม โอเคถ้าเป็นแบบนั้นฉันกับเขาคงอยู่ด้วยกันไม่ได้