ขอพื้นที่ระบายสักหน่อย
ผมอายุใกล้ 30 แล้ว ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ติดนิสัยเก็บเงินมาตั้งแต่เด็ก มีเงินเก็บอยู่บ้าง มีพี่น้องสามคน ผมเป็นลูกคนกลาง ลูกชายคนโต พ่อแม่ทำธุรกิจ ก็พอมีอันจะกิน ไม่มีปัญหาทางการเงิน พ่อพูดมาตลอดตั้งแต่เด็กว่าจะให้ทำธุรกิจที่บ้านต่อ จบป.ตรีมาก็มาทำที่บ้าน
สุดท้ายไม่โอเคกับงานที่บ้าน ก็ตัดสินใจออกไปทำงานสายที่จบมา (สายคอม) ทำไปได้ 3 ปี ก็ลาออกเพราะบริษัทเปลี่ยนนโยบาย (พนักงานลาออกเกือบ 30 คน) ก็วางแผนว่าออกมาพักสักปี แล้วกลับไปทำงานต่อ ช่วงใกล้ครบปี พ่อมาคุยบอกมีแผนจะขยายธุรกิจอย่างนั้นอย่างนี้ จะให้ผมไปเป็นคนดูแลเลย ตอนแรกก็ปฏิเสธไป เพราะรู้ว่าเดี๋ยวมีปัญหาแน่ แต่สุดท้ายก็รับปากไป ไม่ทันไร พ่อซื้อตึกแถวทันที โดยไม่มีการปรึกษาหรือถามความเห็นใดๆ จากคนในบ้าน ตึกราคา 10 กว่าล้านตัดสินใจเองคนเดียวในเวลาไม่ถึงเดือน แล้วเร่งให้ผมไปหาช่างมา renovate บอกให้หามาหลายๆ เจ้า แล้วก็บอกว่าเอาแบบนี้ๆๆๆ แล้วเทียบราคาแต่ละเจ้า ผมก็ค้านสิ แบบนี้มันเทียบไม่ได้ ถ้าเทียบต้องไปทำแบบถอด boq มาก่อน ไม่งั้นจะเทียบได้ยังไง ถ้าไม่งั้นก็ขอตัวเลขว่าตั้งงบ renovate ไว้เท่าไหร่ เดี๋ยวไปจัดการให้ พ่อก็ยืนยันว่าไม่มีงบและไม่ทำแบบ จะโง่เสียค่าแบบทำไม ผมทะเลาะจนไม่รู้จะทะเลาะยังไงละ จะเอางี้ก็เอา เลยตามเลย
จุดแตกหักกับมันเริ่มหลังจากนี้แหละ ธุรกิจที่ทำเป็นธุรกิจเกี่ยวกับนำเข้า พ่อไม่มีแผนอะไรเลย ทุกอย่างทำจากความรู้สึกล้วนๆ จะลงทุนเท่าไหร่คืนทุนเมื่อไหร่ จะทำการตลาดยังไงงบเท่าไหร่ ไม่มีอะไรเลย ผมก็บอกเหมือนเดิม เอาตัวเลขมาว่าจะลงทุนเท่าไหร่ เดี๋ยวทำแผนมาให้ ทะเลาะกันอีก ผมเริ่มถอดใจจะไม่ทำงานนี้ละ ทะเลาะเรื่องนี้อยู่ 4-5 รอบ พ่อพูดเรื่องเดิมๆ วนไปวนมา ผมก็ตัดสินใจละว่าพอละ กลับไปทำงานเหมือนเดิม ชีวิตแฮปปี้ดี ก็บอกพ่อไป ชอบงานเดิมมากว่ามีความสุขกว่า โดนด่ากลับมา โง่เปล่า ธุรกิจของตัวเองมีไม่ทำ ไปเป็นลูกจ้างคนอื่น ไปเป็นขี้ข้าคนอื่น เงินเดือนหลักแสนก็ยังสู้ที่บ้านไม่ได้ บลาๆๆๆๆ แล้วก็เริ่มพูดทวงบุญคุณ บ้านที่อยู่นี่ของใคร รถที่ขับของใคร ถ้าออกไปอยู่ข้างนอก จะไปได้สักกี่น้ำ (พูดแบบนี้จริงๆ) หลังจากนั้น ผมตัดสินใจเด็ดขาดเลยว่าไม่ทำและไม่ยุ่งกับคนแบบนี้อีก จะออกไปทำงานเหมือนเดิมแล้วย้ายออกไปอยู่หอคนเดียว
พอเรื่องธุรกิจมันผสมกับ เรื่อง renovate ด้วย ที่ตอนนี้ก็ยังไม่เสร็จสักที แก้นู้นแก้นี่ เจอรับเหมาวางยา ต้องมาไล่แก้ไฟฟ้าประปาใหม่ทั้งหมด (แก้ตามหน้างาน ไม่มีแบบ) ตอนนี้หาช่างเอง คุมเองทั้งหมด เพราะไม่ไว้ใจรับเหมาอีกแล้ว ช่างก็หายาก พอรู้ว่าเป็นงานแก้งานเก็บก็ส่ายหัวกันทั้งนั้น พวกที่บ้านก็เอาแต่ถามว่าเสร็จเมื่อไหร่ ไม่เคยเข้ามารับรู้ปัญหาหน้างาน ผมต้องตื่นแต่เช้ามาเปิดประตูให้ช่างเข้าทำงาน วิ่งซื้อของทั้งวัน กลับไปก็เจอคำถามยังไม่เสร็จอีกหรอ (ได้แต่ตอบในใจว่า)
ตอนนี้ ผมพอละกับที่บ้าน กับการทำงานแบบนี้ ไม่คุยไม่ยุ่งกับใครเลย ออกแต่เช้ามาหน้างานกลับค่ำๆ แล้วเข้าห้องทันที วันอาทิตย์ช่างหยุด ก็อยู่แต่ในห้อง ทุกวันได้แต่นั่งคิดเรื่องเดิมๆ ถามตัวเองทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้ ถ้าเชื่อตัวเองตั้งแต่วันนั้นก็ไม่ต้องเจออะไรแบบนี้ โง่เองที่ตัดสินใจพลาดวันนั้น หลายครั้งก็นั่งร้องไห้กับตัวเอง บอกตัวเองให้ทนๆ ทำไอ้ตึกนี่ให้จบๆ ไป เก็บกวาดขี้ให้หมด จะได้ออกไปจากตรงนี้สักที ขับรถไปกลับเช้าเย็นก็นั่งพูดคนเดียว ด่าคนเดียวไปเรื่อย ประสาทจะกิน ล่าสุดก็มีความคิดแว่บขึ้นมาว่าตายๆ ไปก็ดีนะ จะได้จบๆ ไป ว่าจะไปคุยกับจิตแพทย์สักหน่อยละ ถ้าจบตรงนี้ได้ย้ายออกไปอยู่คนเดียว อาการก็คงจะดีขึ้น แต่ไม่รู้จะได้ไปเมื่อไหร่ เห้ออ ชีวิตบัดซบจริงๆ ขอบคุณที่ให้ระบาย
เบื่อชีวิต ขอระบายหน่อย
ผมอายุใกล้ 30 แล้ว ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ติดนิสัยเก็บเงินมาตั้งแต่เด็ก มีเงินเก็บอยู่บ้าง มีพี่น้องสามคน ผมเป็นลูกคนกลาง ลูกชายคนโต พ่อแม่ทำธุรกิจ ก็พอมีอันจะกิน ไม่มีปัญหาทางการเงิน พ่อพูดมาตลอดตั้งแต่เด็กว่าจะให้ทำธุรกิจที่บ้านต่อ จบป.ตรีมาก็มาทำที่บ้าน
สุดท้ายไม่โอเคกับงานที่บ้าน ก็ตัดสินใจออกไปทำงานสายที่จบมา (สายคอม) ทำไปได้ 3 ปี ก็ลาออกเพราะบริษัทเปลี่ยนนโยบาย (พนักงานลาออกเกือบ 30 คน) ก็วางแผนว่าออกมาพักสักปี แล้วกลับไปทำงานต่อ ช่วงใกล้ครบปี พ่อมาคุยบอกมีแผนจะขยายธุรกิจอย่างนั้นอย่างนี้ จะให้ผมไปเป็นคนดูแลเลย ตอนแรกก็ปฏิเสธไป เพราะรู้ว่าเดี๋ยวมีปัญหาแน่ แต่สุดท้ายก็รับปากไป ไม่ทันไร พ่อซื้อตึกแถวทันที โดยไม่มีการปรึกษาหรือถามความเห็นใดๆ จากคนในบ้าน ตึกราคา 10 กว่าล้านตัดสินใจเองคนเดียวในเวลาไม่ถึงเดือน แล้วเร่งให้ผมไปหาช่างมา renovate บอกให้หามาหลายๆ เจ้า แล้วก็บอกว่าเอาแบบนี้ๆๆๆ แล้วเทียบราคาแต่ละเจ้า ผมก็ค้านสิ แบบนี้มันเทียบไม่ได้ ถ้าเทียบต้องไปทำแบบถอด boq มาก่อน ไม่งั้นจะเทียบได้ยังไง ถ้าไม่งั้นก็ขอตัวเลขว่าตั้งงบ renovate ไว้เท่าไหร่ เดี๋ยวไปจัดการให้ พ่อก็ยืนยันว่าไม่มีงบและไม่ทำแบบ จะโง่เสียค่าแบบทำไม ผมทะเลาะจนไม่รู้จะทะเลาะยังไงละ จะเอางี้ก็เอา เลยตามเลย
จุดแตกหักกับมันเริ่มหลังจากนี้แหละ ธุรกิจที่ทำเป็นธุรกิจเกี่ยวกับนำเข้า พ่อไม่มีแผนอะไรเลย ทุกอย่างทำจากความรู้สึกล้วนๆ จะลงทุนเท่าไหร่คืนทุนเมื่อไหร่ จะทำการตลาดยังไงงบเท่าไหร่ ไม่มีอะไรเลย ผมก็บอกเหมือนเดิม เอาตัวเลขมาว่าจะลงทุนเท่าไหร่ เดี๋ยวทำแผนมาให้ ทะเลาะกันอีก ผมเริ่มถอดใจจะไม่ทำงานนี้ละ ทะเลาะเรื่องนี้อยู่ 4-5 รอบ พ่อพูดเรื่องเดิมๆ วนไปวนมา ผมก็ตัดสินใจละว่าพอละ กลับไปทำงานเหมือนเดิม ชีวิตแฮปปี้ดี ก็บอกพ่อไป ชอบงานเดิมมากว่ามีความสุขกว่า โดนด่ากลับมา โง่เปล่า ธุรกิจของตัวเองมีไม่ทำ ไปเป็นลูกจ้างคนอื่น ไปเป็นขี้ข้าคนอื่น เงินเดือนหลักแสนก็ยังสู้ที่บ้านไม่ได้ บลาๆๆๆๆ แล้วก็เริ่มพูดทวงบุญคุณ บ้านที่อยู่นี่ของใคร รถที่ขับของใคร ถ้าออกไปอยู่ข้างนอก จะไปได้สักกี่น้ำ (พูดแบบนี้จริงๆ) หลังจากนั้น ผมตัดสินใจเด็ดขาดเลยว่าไม่ทำและไม่ยุ่งกับคนแบบนี้อีก จะออกไปทำงานเหมือนเดิมแล้วย้ายออกไปอยู่หอคนเดียว
พอเรื่องธุรกิจมันผสมกับ เรื่อง renovate ด้วย ที่ตอนนี้ก็ยังไม่เสร็จสักที แก้นู้นแก้นี่ เจอรับเหมาวางยา ต้องมาไล่แก้ไฟฟ้าประปาใหม่ทั้งหมด (แก้ตามหน้างาน ไม่มีแบบ) ตอนนี้หาช่างเอง คุมเองทั้งหมด เพราะไม่ไว้ใจรับเหมาอีกแล้ว ช่างก็หายาก พอรู้ว่าเป็นงานแก้งานเก็บก็ส่ายหัวกันทั้งนั้น พวกที่บ้านก็เอาแต่ถามว่าเสร็จเมื่อไหร่ ไม่เคยเข้ามารับรู้ปัญหาหน้างาน ผมต้องตื่นแต่เช้ามาเปิดประตูให้ช่างเข้าทำงาน วิ่งซื้อของทั้งวัน กลับไปก็เจอคำถามยังไม่เสร็จอีกหรอ (ได้แต่ตอบในใจว่า)
ตอนนี้ ผมพอละกับที่บ้าน กับการทำงานแบบนี้ ไม่คุยไม่ยุ่งกับใครเลย ออกแต่เช้ามาหน้างานกลับค่ำๆ แล้วเข้าห้องทันที วันอาทิตย์ช่างหยุด ก็อยู่แต่ในห้อง ทุกวันได้แต่นั่งคิดเรื่องเดิมๆ ถามตัวเองทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้ ถ้าเชื่อตัวเองตั้งแต่วันนั้นก็ไม่ต้องเจออะไรแบบนี้ โง่เองที่ตัดสินใจพลาดวันนั้น หลายครั้งก็นั่งร้องไห้กับตัวเอง บอกตัวเองให้ทนๆ ทำไอ้ตึกนี่ให้จบๆ ไป เก็บกวาดขี้ให้หมด จะได้ออกไปจากตรงนี้สักที ขับรถไปกลับเช้าเย็นก็นั่งพูดคนเดียว ด่าคนเดียวไปเรื่อย ประสาทจะกิน ล่าสุดก็มีความคิดแว่บขึ้นมาว่าตายๆ ไปก็ดีนะ จะได้จบๆ ไป ว่าจะไปคุยกับจิตแพทย์สักหน่อยละ ถ้าจบตรงนี้ได้ย้ายออกไปอยู่คนเดียว อาการก็คงจะดีขึ้น แต่ไม่รู้จะได้ไปเมื่อไหร่ เห้ออ ชีวิตบัดซบจริงๆ ขอบคุณที่ให้ระบาย