ประธาน สนท. โต้ ส.ว. บอก ตั้งใจเรียนอยู่แล้ว ยัน #MobFromHome ทำตามหลักปชต.
https://www.matichon.co.th/politics/news_2158869
เมื่อวันที่ 27 เมษายน นางสาว
จุฑาทิพย์ สิริขันธ์ ประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย เผยแพร่ข้อเขียนโต้กลับความเห็นของ ส.ว. และโฆษกวิปรัฐบาลที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลผ่านโลกออนไลน์ พร้อมแนะนำให้ตั้งใจทำหน้าที่หลักคือการเรียนหนังสือ
(อ่านข่าว
“เสรี” สวน นักศึกษา มีหน้าที่เรียนก็เรียนไป ไม่ใช่มาเคลื่อนไหวไล่ส.ว.-ไล่รัฐบาล)
นางสาว
จุฑาทิพย์ ระบุว่า จากที่ สว. และโฆษกวิปรัฐบาล แสดงความเห็นเกี่ยวกับ #MobFromHome ที่กล่าวว่า “
นักเรียนนักศึกษาเขาให้เรียนหนังสือ หาความรู้ ไม่ใช่มาไล่คนโน้นคนนี้ ทุกคนต้องรู้หน้าที่ตัวเองไม่ใช่มาไล่ ส.ว. มาไล่รัฐบาล” ตนเห็นว่า
การจะนำเสนอประเด็นเช่นนั้นดูขัดกับความรู้ความเข้าใจของดิฉันเรื่องประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่ว่า ประชาชนทุกคนควรมีสิทธิในการมีส่วนร่วม ตามที่ประชาชนที่ดีในระบอบประชาธิปไตยควรทำในการเสริมสร้างวัฒนธรรม check and balance เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
“เวลาเรียนหนังสือดิฉันก็เข้าเรียนไม่เคยขาดตกบกพร่อง เวลาว่างก็เสาะหาความรู้ อ่านหนังสือที่สนใจเพื่อพัฒนาตัวเอง ตามหน้าที่ และช่วงวัยแห่งการแสวงหาความรู้ ดิฉันมีความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอต่อการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและนำเสนอข้อวิพากษ์ภายใต้หลักการและเหตุผลที่อิงตามหลักสากลที่มีมาตรฐาน
ดิฉันไม่เห็นว่า การกระทำของเหล่านักเรียน, นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไปจะเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำตรงไหน ประชาชนควรมีส่วนร่วมตามหลักประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ควรได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียมกันและคุยกันด้วยเหตุผล
รัฐบาลกล่าวว่าต้องการความร่วมมือและช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน แต่ยังปฏิเสธการร่วมมือกับฝ่ายค้านในการเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพูดคุยหารือวิธีแก้ปัญหาวิกฤตร่วมกันด้วยเหตุผลนานับประการที่ฟังไม่ขึ้น เพราะไวรัสไม่ได้กระทบแค่ด้านสาธารณสุขอย่างเดียว ผลกระทบได้ส่งผลไปถึงเรื่องเศรษฐกิจที่อาจจะต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวอีกด้วย” นางสาว
จุฑาทิพย์กล่าว
นางสาว
จุฑาทิพย์ กล่าวว่า
นักศึกษาไม่ได้สร้างความวุ่นวายหรือความไม่สงบแม้แต่นิดเดียว เรามีความรับผิดชอบต่อสังคมมากพอในการป้องกันการระบาดของไวรัส รัฐบาลควรรับฟังข้อเสนอและการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน และนำไปปรับแก้ไขในการทำงานนั้นคือหน้าที่ของท่าน ๆ ไม่ใช่การบอกว่าเราควรทำอะไร ประชาชนรู้หน้าที่และสิทธิของตนเองดีแล้ว และจบวิกฤตโควิดเมื่อไหร่ เจอกันเมื่อชาติต้องการ
ก้าวไกล จี้รัฐคลายล็อก ยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน หวั่นคนตกงาน 7 ล้านคน
https://www.khaosod.co.th/politics/news_4024335
ก้าวไกล จี้รัฐคลายล็อก ยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน หวั่นคนตกงาน 7 ล้านคน
วันที่ 27 เม.ย. นาย
ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า โดยเนื้อแท้แล้วเป็นการรวมศูนย์อำนาจมาไว้ที่ พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และสามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ
เราจึงเห็นการใช้กฎหมายไปดำเนินคดีกับผู้ที่นำอาหารไปบริจาค จับขังคนงานก่อสร้างที่จำเป็นต้องเดินทางระหว่างเคอร์ฟิว หรือจับขังคนไร้บ้าน ใช้กฎหมายไปปิดปากประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาดของรัฐบาลในสื่อสังคมออนไลน์ กระทั่งขู่จะจัดการกับนักศึกษาที่ต้องการเรียกร้องขอคืนค่าเทอม
ก่อนหน้านี้ประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีกับมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม จนส่งผลให้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลงตามลำดับ แต่สิ่งที่พวกเราได้รับตอบแทนคือมาตรการเยียวยาของรัฐบาลที่สับสน ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ทันท่วงที และไม่ทั่วถึง
นาย
ชัยธวัช กล่าวอีกว่า อีกทั้งพล.อ.
ประยุทธ์ ประเมินความทุกข์ร้อนของประชาชนต่ำและช้าเกินไป รัฐบาลเข้มแข็งเสมอเวลาสั่งห้ามประชาชนทำนู้นทำนี่ แต่เฉื่อยแฉะเวลาพวกเราไม่มีเงิน หนี้สินท่วมหัว ไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ ต้องรอคอยการสงเคราะห์อย่างไร้ศักดิ์ศรี
วันนี้เราเห็นภาพประชาชนในหลายจังหวัดไปรวมตัวกันรอรับอาหารบริจาคโดยไม่กลัวไวรัสมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขากำลังจะไม่สนใจมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐอีกแล้ว เพราะกลัวจะอดตายมากกว่า และหากรัฐบาลยังไม่คลายล็อก ประเมินกันว่าจะมีคนตกงานไม่ต่ำกว่า 7 ล้านคนในเดือนมิถุนายน
นาย
ชัยธวัช กล่าวอีกว่า พล.อ.
ประยุทธ์ ต้องเชื่อมั่นในประชาชนว่าไม่มีใครอยากให้ไวรัสระบาดไปมากกว่านี้ พวกเรายินดีจะร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค แต่พร้อมกันนั้น ก็ไม่มีใครอยากให้ครอบครัวตนเองอดตายหรือล้มละลาย ไม่มีใครอยากให้ประเทศไทยการ์ดตก
แต่พวกเราอยากให้ประเทศนี้ปล่อยหมัดชกกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ด้วย เรายังต้องอยู่กับโควิด-19 ไปอีกนาน และนี่คงไม่ใช่การระบาดใหญ่ครั้งสุดท้าย ดังนั้นเราต้องควบคุมโรคอย่างมีสติ ไม่ให้ความทุกข์ยากและความตายจากพิษเศรษฐกิจแซงหน้าความป่วยไข้และความตายจากไวรัส
“พ.ร.ก.ฉุกเฉินดูจะเป็นยาบำรุงของผู้นำที่ชอบยึดอำนาจ แต่ไม่ใช่ยาวิเศษในการแก้ปัญหาวิกฤตของชาติ แน่นอนเราต้องการการบริหารประเทศที่มีวิสัยทัศน์ มีประสิทธิภาพ และเห็นแก่ประชาชนส่วนใหญ่ แต่ไม่ใช่การใช้อำนาจควบคุมประชาชนโดยไม่ต้องรับผิดชอบ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอาจมีประโยชน์เพื่อให้รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ก่อนหน้านี้และเตรียมพร้อมมาตรการรับมือทางด้านสาธารณสุข ทว่าจากนี้ไปเป็นเวลาที่รัฐบาลต้องเริ่มคลายล็อก คายอำนาจ เปิดสภา และฟังเสียงของประชาชน
ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ “คลายล็อก-คายอำนาจ” เพื่อคืนการทำมาหากินให้แก่ประชาชน” นาย
ชัยธวัช กล่าวย้ำ
เลขาธิการพรรคก้าวไกล ระบุว่า ควรยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในลักษณะที่บังคับทั้งประเทศ แต่ปรับความเข้มข้นในใช้กฎหมายควบคุมโรคให้ได้สัดส่วนกับสถานการณ์การแพร่ระบาด พร้อมกับใช้มาตรการทางสาธารณสุขเชิงรุกเพื่อรองรับการคลายล็อก โดยเพิ่มอำนาจและทรัพยากรให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น
“รัฐบาลต้องเร่งเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อฟังเสียงประชาชน เพราะเงินกู้และเงินงบประมาณรวมกันกว่า 2 ล้านล้านบาทในการแก้วิกฤตโควิด-19 ต้องไม่ใช่ “การเซ็นเช็คเปล่า” ให้ พล.อ.ประยุทธ์กับพวก แต่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบให้ใช้จ่ายอย่างโปร่งใส รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเพื่อคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง
ขณะนี้ส.ส.พรรคก้าวไกลทั้ง 54 คน ได้ร่วมลงชื่อขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเรียบร้อยแล้ว เราขอเรียกร้องไปยัง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลให้ร่วมกันแสดงบทบาทของ “ผู้แทนราษฎร” เปิดประชุมสภาโดยเร็วที่สุด เพื่อให้อำนาจของประชาชนมีความหมายและภาษีของพวกเราทุกคนถูกใช้ไปอย่างโปร่งใสคุ้มค่ามากที่สุด” นาย
ชัยธวัช กล่าว
ม็อบออนไลน์มาแล้วนัดคัดค้านCPTPP
https://www.innnews.co.th/politics/news_658589/
ม็อบออนไลน์มาแล้ว FTA Watchg นัดชุมนุมคัดค้าน CPTPP ต้านครม.พิจารณา 28เม.ย.นี้ หวั่นทำลายความมั่นคงอาหารและยา
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ FTA Watchg เชิญประชมชน “ร่วมชุมนุมออนไลน์” โดยการถ่ายภาพตนเองพร้อมข้อความขึ้นหน้า wall ใส่แฮชแท็กข้อความต่อไปนี้
#NoCPTPP #อย่าฉวยโอกาส
#วิกฤติโควิดต้องคิดใหม่
#ไม่เอาCPTPPการค้าล้าหลัง
#เก็บพันธุ์พืชไปปลูกต่อไม่ใช่อาชญากรรม
#ความมั่นคงทางอาหาร #ความมั่นคงทางยา
#คือความมั่นคงของสังคม #CPTPP
#MobFromHome
นัดประชาชนทุกคนให้ร่วมแชร์ ส่งไปยังทุกช่องทางสื่อสาร ตั้งแต่ 6 โมงเช้า วันจันทร์ที่ 27 เม.ย.นี้ เพื่อต่อต้านการกระทำของคณะรัฐมนตรี เตรียมลงมติเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิคCPTPP ตามข้อเสนอของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่เสนอเรื่อง หนังสือแสดงเจตจำนงเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) ในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2563 นี้
การเข้าร่วม CPTPP จะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงแก่ประเทศไทย ได้แก่
การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ ทำลายความมั่นคงทางอาหาร
ความมั่นคงทางยา ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดกลาง/ขนาดเล็กของไทย
รวมทั้ง การจำกัดพื้นที่สาธารณะของรัฐในการคุ้มครองประชาชน อีกทั้งไม่มีการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมหลังวิกฤติโควิด-19
JJNY : ปธ.สนท.โต้ ส.ว./ก้าวไกลจี้รัฐคลายล็อก/ม็อบออนไลน์นัดค้านCPTPP/สถิติฆ่าตัวตายอาจพุ่งทั่วโลก/ไทยติดเชื้อเพิ่ม 9
https://www.matichon.co.th/politics/news_2158869
(อ่านข่าว “เสรี” สวน นักศึกษา มีหน้าที่เรียนก็เรียนไป ไม่ใช่มาเคลื่อนไหวไล่ส.ว.-ไล่รัฐบาล)
นางสาวจุฑาทิพย์ ระบุว่า จากที่ สว. และโฆษกวิปรัฐบาล แสดงความเห็นเกี่ยวกับ #MobFromHome ที่กล่าวว่า “นักเรียนนักศึกษาเขาให้เรียนหนังสือ หาความรู้ ไม่ใช่มาไล่คนโน้นคนนี้ ทุกคนต้องรู้หน้าที่ตัวเองไม่ใช่มาไล่ ส.ว. มาไล่รัฐบาล” ตนเห็นว่า การจะนำเสนอประเด็นเช่นนั้นดูขัดกับความรู้ความเข้าใจของดิฉันเรื่องประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่ว่า ประชาชนทุกคนควรมีสิทธิในการมีส่วนร่วม ตามที่ประชาชนที่ดีในระบอบประชาธิปไตยควรทำในการเสริมสร้างวัฒนธรรม check and balance เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
“เวลาเรียนหนังสือดิฉันก็เข้าเรียนไม่เคยขาดตกบกพร่อง เวลาว่างก็เสาะหาความรู้ อ่านหนังสือที่สนใจเพื่อพัฒนาตัวเอง ตามหน้าที่ และช่วงวัยแห่งการแสวงหาความรู้ ดิฉันมีความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอต่อการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและนำเสนอข้อวิพากษ์ภายใต้หลักการและเหตุผลที่อิงตามหลักสากลที่มีมาตรฐาน
ดิฉันไม่เห็นว่า การกระทำของเหล่านักเรียน, นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไปจะเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำตรงไหน ประชาชนควรมีส่วนร่วมตามหลักประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ควรได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียมกันและคุยกันด้วยเหตุผล
รัฐบาลกล่าวว่าต้องการความร่วมมือและช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน แต่ยังปฏิเสธการร่วมมือกับฝ่ายค้านในการเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพูดคุยหารือวิธีแก้ปัญหาวิกฤตร่วมกันด้วยเหตุผลนานับประการที่ฟังไม่ขึ้น เพราะไวรัสไม่ได้กระทบแค่ด้านสาธารณสุขอย่างเดียว ผลกระทบได้ส่งผลไปถึงเรื่องเศรษฐกิจที่อาจจะต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวอีกด้วย” นางสาวจุฑาทิพย์กล่าว
นางสาวจุฑาทิพย์ กล่าวว่า นักศึกษาไม่ได้สร้างความวุ่นวายหรือความไม่สงบแม้แต่นิดเดียว เรามีความรับผิดชอบต่อสังคมมากพอในการป้องกันการระบาดของไวรัส รัฐบาลควรรับฟังข้อเสนอและการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน และนำไปปรับแก้ไขในการทำงานนั้นคือหน้าที่ของท่าน ๆ ไม่ใช่การบอกว่าเราควรทำอะไร ประชาชนรู้หน้าที่และสิทธิของตนเองดีแล้ว และจบวิกฤตโควิดเมื่อไหร่ เจอกันเมื่อชาติต้องการ
ก้าวไกล จี้รัฐคลายล็อก ยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน หวั่นคนตกงาน 7 ล้านคน
https://www.khaosod.co.th/politics/news_4024335
ก้าวไกล จี้รัฐคลายล็อก ยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน หวั่นคนตกงาน 7 ล้านคน
วันที่ 27 เม.ย. นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า โดยเนื้อแท้แล้วเป็นการรวมศูนย์อำนาจมาไว้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และสามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ
เราจึงเห็นการใช้กฎหมายไปดำเนินคดีกับผู้ที่นำอาหารไปบริจาค จับขังคนงานก่อสร้างที่จำเป็นต้องเดินทางระหว่างเคอร์ฟิว หรือจับขังคนไร้บ้าน ใช้กฎหมายไปปิดปากประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาดของรัฐบาลในสื่อสังคมออนไลน์ กระทั่งขู่จะจัดการกับนักศึกษาที่ต้องการเรียกร้องขอคืนค่าเทอม
ก่อนหน้านี้ประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีกับมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม จนส่งผลให้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลงตามลำดับ แต่สิ่งที่พวกเราได้รับตอบแทนคือมาตรการเยียวยาของรัฐบาลที่สับสน ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ทันท่วงที และไม่ทั่วถึง
นายชัยธวัช กล่าวอีกว่า อีกทั้งพล.อ.ประยุทธ์ ประเมินความทุกข์ร้อนของประชาชนต่ำและช้าเกินไป รัฐบาลเข้มแข็งเสมอเวลาสั่งห้ามประชาชนทำนู้นทำนี่ แต่เฉื่อยแฉะเวลาพวกเราไม่มีเงิน หนี้สินท่วมหัว ไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ ต้องรอคอยการสงเคราะห์อย่างไร้ศักดิ์ศรี
วันนี้เราเห็นภาพประชาชนในหลายจังหวัดไปรวมตัวกันรอรับอาหารบริจาคโดยไม่กลัวไวรัสมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขากำลังจะไม่สนใจมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐอีกแล้ว เพราะกลัวจะอดตายมากกว่า และหากรัฐบาลยังไม่คลายล็อก ประเมินกันว่าจะมีคนตกงานไม่ต่ำกว่า 7 ล้านคนในเดือนมิถุนายน
นายชัยธวัช กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเชื่อมั่นในประชาชนว่าไม่มีใครอยากให้ไวรัสระบาดไปมากกว่านี้ พวกเรายินดีจะร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค แต่พร้อมกันนั้น ก็ไม่มีใครอยากให้ครอบครัวตนเองอดตายหรือล้มละลาย ไม่มีใครอยากให้ประเทศไทยการ์ดตก
แต่พวกเราอยากให้ประเทศนี้ปล่อยหมัดชกกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ด้วย เรายังต้องอยู่กับโควิด-19 ไปอีกนาน และนี่คงไม่ใช่การระบาดใหญ่ครั้งสุดท้าย ดังนั้นเราต้องควบคุมโรคอย่างมีสติ ไม่ให้ความทุกข์ยากและความตายจากพิษเศรษฐกิจแซงหน้าความป่วยไข้และความตายจากไวรัส
“พ.ร.ก.ฉุกเฉินดูจะเป็นยาบำรุงของผู้นำที่ชอบยึดอำนาจ แต่ไม่ใช่ยาวิเศษในการแก้ปัญหาวิกฤตของชาติ แน่นอนเราต้องการการบริหารประเทศที่มีวิสัยทัศน์ มีประสิทธิภาพ และเห็นแก่ประชาชนส่วนใหญ่ แต่ไม่ใช่การใช้อำนาจควบคุมประชาชนโดยไม่ต้องรับผิดชอบ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอาจมีประโยชน์เพื่อให้รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ก่อนหน้านี้และเตรียมพร้อมมาตรการรับมือทางด้านสาธารณสุข ทว่าจากนี้ไปเป็นเวลาที่รัฐบาลต้องเริ่มคลายล็อก คายอำนาจ เปิดสภา และฟังเสียงของประชาชน
ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ “คลายล็อก-คายอำนาจ” เพื่อคืนการทำมาหากินให้แก่ประชาชน” นายชัยธวัช กล่าวย้ำ
เลขาธิการพรรคก้าวไกล ระบุว่า ควรยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในลักษณะที่บังคับทั้งประเทศ แต่ปรับความเข้มข้นในใช้กฎหมายควบคุมโรคให้ได้สัดส่วนกับสถานการณ์การแพร่ระบาด พร้อมกับใช้มาตรการทางสาธารณสุขเชิงรุกเพื่อรองรับการคลายล็อก โดยเพิ่มอำนาจและทรัพยากรให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น
“รัฐบาลต้องเร่งเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อฟังเสียงประชาชน เพราะเงินกู้และเงินงบประมาณรวมกันกว่า 2 ล้านล้านบาทในการแก้วิกฤตโควิด-19 ต้องไม่ใช่ “การเซ็นเช็คเปล่า” ให้ พล.อ.ประยุทธ์กับพวก แต่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบให้ใช้จ่ายอย่างโปร่งใส รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเพื่อคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง
ขณะนี้ส.ส.พรรคก้าวไกลทั้ง 54 คน ได้ร่วมลงชื่อขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเรียบร้อยแล้ว เราขอเรียกร้องไปยัง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลให้ร่วมกันแสดงบทบาทของ “ผู้แทนราษฎร” เปิดประชุมสภาโดยเร็วที่สุด เพื่อให้อำนาจของประชาชนมีความหมายและภาษีของพวกเราทุกคนถูกใช้ไปอย่างโปร่งใสคุ้มค่ามากที่สุด” นายชัยธวัช กล่าว
ม็อบออนไลน์มาแล้วนัดคัดค้านCPTPP
https://www.innnews.co.th/politics/news_658589/
ม็อบออนไลน์มาแล้ว FTA Watchg นัดชุมนุมคัดค้าน CPTPP ต้านครม.พิจารณา 28เม.ย.นี้ หวั่นทำลายความมั่นคงอาหารและยา
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ FTA Watchg เชิญประชมชน “ร่วมชุมนุมออนไลน์” โดยการถ่ายภาพตนเองพร้อมข้อความขึ้นหน้า wall ใส่แฮชแท็กข้อความต่อไปนี้
#NoCPTPP #อย่าฉวยโอกาส
#วิกฤติโควิดต้องคิดใหม่
#ไม่เอาCPTPPการค้าล้าหลัง
#เก็บพันธุ์พืชไปปลูกต่อไม่ใช่อาชญากรรม
#ความมั่นคงทางอาหาร #ความมั่นคงทางยา
#คือความมั่นคงของสังคม #CPTPP
#MobFromHome
นัดประชาชนทุกคนให้ร่วมแชร์ ส่งไปยังทุกช่องทางสื่อสาร ตั้งแต่ 6 โมงเช้า วันจันทร์ที่ 27 เม.ย.นี้ เพื่อต่อต้านการกระทำของคณะรัฐมนตรี เตรียมลงมติเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิคCPTPP ตามข้อเสนอของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่เสนอเรื่อง หนังสือแสดงเจตจำนงเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) ในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2563 นี้
การเข้าร่วม CPTPP จะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงแก่ประเทศไทย ได้แก่
การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ ทำลายความมั่นคงทางอาหาร
ความมั่นคงทางยา ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดกลาง/ขนาดเล็กของไทย
รวมทั้ง การจำกัดพื้นที่สาธารณะของรัฐในการคุ้มครองประชาชน อีกทั้งไม่มีการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมหลังวิกฤติโควิด-19