“หญิงหน่อย” ควง “จิรายุ” ลงพื้นที่คลองสามวา จัดระเบียบแจกสิ่งของบรรเทาทุกข์
https://www.matichon.co.th/politics/news_2147691
“หญิงหน่อย” ควง “จิรายุ” ลงพื้นที่คลองสามวา จัดระเบียบแจกสิ่งของบรรเทาทุกข์
เมื่อวันที่ 19 เมษายน คุณหญิง
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วยนาย
จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคพท. และประธานสภาวัฒนธรรมเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ ชมรมกลุ่มคนเท่ากัน คณะที่ปรึกษากรรมาธิการการศาล องค์กรอิสระ อัยการ รัฐวิสาหกิจองค์การมหาชนกองทุน และประชาชนที่มีจิตศรัทธาชาวคลองสามวา ร่วมกันมอบข้าวสาร เจล หน้ากากอนามัย และสิ่งของบรรเทาทุกข์ หน้าตลาดนายใหญ่ ถนนเลียบคลองสอง ตรงข้ามสำนักงานเขตคลองสามวา กทม.
โดยนาย
จิรายุ กล่าวว่า เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการจัดระเบียบการ มอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยสภาวัฒนธรรมได้มอบให้ตัวแทนในแต่ละแขวงของเขตคลองสามวาจำนวน 5 แขวง นำคูปองไปมอบให้กับผู้เดือดร้อน เพื่อส่งตัวแทนมารับสิ่งของบรรเทาทุกข์จำนวน 400 ชุดโดยเน้นย้ำการบริหารจัดการ โดยเฉพาะผู้รับต้องใส่หน้ากากอนามัยมารับสิ่งของเท่านั้น พร้อมทั้งบริเวณจุดมอบสิ่งของ ได้นำเต็นท์และเก้าอี้จำนวน 50 ตัววางเว้นระยะห่างประมาณ 2-3 เมตรให้ประชาชนได้นั่งรอเพื่อรับมอบสิ่งของต่างๆเพื่อป้องกันการแพร่กระจายไม่ต้องมายืนเข้าแถวติดกัน ทั้งนี้คุณหญิงสุดารัตน์ได้กรุณามอบเจลพร้อมสิ่งของจำเป็นร่วมมอบให้กับผู้เดือดร้อนในโอกาสนี้ด้วย
นาย
จิรายุ กล่าวอีกว่า ถึงวันนี้ ลงพื้นที่ พบปะประชาชนตลอดถามว่าตนกลัวโรคโควิดหรือไม่ ทุกคนคงกลัวเหมือนกันหมดตนลูกก็ยังเล็ก แต่ก็ต้องออกพื้นที่ กลับมาบ้านภรรยายังถามทุกวันว่า ป้องกันตัวเองดีมั้ยเนี่ย ลูกเมียอยู่ด้วยกันนะ ซึ่งตนก็ป้องกันตัวตลอด ขับรถกับผู้ติดตามก็ใส่หน้ากาก ทานข้าวที่สำนักงานก็นั่งกันคนละมุม ไปพื้นที่ก็ต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา และหมั่นล้างมือและใช้แอลกอฮอล์ ล้างหรือเช็ดสิ่งที่ตัวเองใช้เป็นประจำเช่น พวงมาลัยรถ ที่เปิดประตูรถ ฯลฯ ก็จะสามารถป้องกันได้ การช่วยเหลือให้กับพี่น้องประชาชน พื้นที่คลองสามวาเราก็ทำตลอด ตั้งแต่มีนาคม ทั้งฉีดพ่นยาทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะรถเมล์ รถตู้ รถสองแถว และออก มอบเจล มอบหน้ากากอนามัย เรียกว่าอะไรทำได้ก็ทำ ใช้เงินเดือน ส.ส.ตามที่ ก.ก.ต.กำหนด โชคดีที่ชาวคลองสามวาช่วยกันคนละไม้คนละมือ บางชุมชนเราก็จ้างเขาทำหน้ากากอนามัยเพื่อเงินจะได้กลับคืนสู่ชุมชน ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าตนได้ประสานงานกับโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่ พร้อมที่จะร่วมจัดกิจกรรมออกหน่วยให้คำแนะนำในการป้องกันโรคโควิด-19 และการตรวจสุขภาพ เพื่อตรวจหาโรคโควิด-19 ฟรี ให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป
‘ตรีรัตน์’ ชี้ 4 ความล้มเหลวรบ. แก้วิกฤตโควิด-19 จวกไร้ฝีมือ ให้พิจารณาตัวเอง
https://www.matichon.co.th/politics/news_2147289
เมื่อวันที่ 19 เมษายน นาย
ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส เลขาธิการกลุ่มเพื่อไทยพลัส โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า
ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ตนมีบทเรียนที่อยากจะเสนอแนะความคิดเห็นไว้ดังต่อไปนี้
1. ความล้มเหลวด้านบริหารวิกฤต ด้วยความชะล่าใจ และไม่ได้เตรียมความพร้อมของภาครัฐ ส่งผลกระทบทางตรงสู่ประชาชนจำนวนมาก ทำให้ผู้คนตกงาน ไม่สามารถประกอบอาชีพทำมาหากินได้ปกติ โดยภาครัฐสามารถที่จะประเมินได้ล่วงหน้าเพื่อการเตรียมความพร้อม ทั้งจากตัวเลขผู้เข้ารับการตรวจ หรือจำนวนผู้ติดเชื้อประจำวัน รวมทั้งบทเรียนจากประเทศอื่นๆ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงหมายความว่า รัฐบาลไม่ได้นำเอาข้อมูลต่างๆ มาเตรียมมาตรการป้องกัน และเยียวยาให้ทันท่วงที ตั้งแต่กรณีการรับคนไทยกลับจากอู่ฮั่น ไปจนถึงการล็อกดาวน์ประเทศโดยมิได้มีการประชาสัมพันธ์ที่เพียงพอ ส่งผลให้คนไทยจำนวนมาก ยังตกค้างอยู่ต่างประเทศ ที่สำคัญคือความล้มเหลวในการเตรียมหน้ากากอนามัยที่เพียงพอสำหรับบุคลากร ทางแพทย์ และประชาชน รวมถึงขาดมาตรการควบคุมไม่ให้สินค้ามีราคาแพง หรือการจัดเตรียมอุปกรณ์ชุดตรวจเชื้อไวรัสโควิดที่เพียงพอ นี่เป้นเพียงตัวอย่างบางส่วนเท่านั้นที่ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้น
2. ความล้มเหลวด้านระบบที่ชัดเจนมากที่สุดคือ การจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาทต่อคน ที่ภาครัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ประกอบอาชีพ ฐานภาษี และรายได้ ได้ทันที รวมทั้งผู้ที่มีประกันสังคม แต่ภาครัฐกลับเลือกวิธีให้ลงทะเบียนใหม่ ซึ่งเป็นความซ้ำซ้อน ขาดการบริหารจัดการข้อมูลที่ทางรัฐมีอยู่แล้ว การให้ประชาชนลงทะเบียนใหม่ ก็มีปัญหา เพราะระบบการลงทะเบียน ล้มเหลวตั้งแต่วันแรกที่เปิดลงทะเบียน มาจนถึงวันนี้ที่ประชาชนควรได้รับเงินเยียวยาในกระเป๋าแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ยังมีประชาชนอีกจำนวนหลายล้านคน ที่ระบบแจ้งว่าข้อมูลผิดพลาด ทั้งเป็นเกษตรกร หรือไม่เข้าเกณฑ์อื่นๆ กว่าจะยื่นอุทธรณ์ และกว่าได้รับเงิน ประชาชนก็รอไม่ไหวแล้ว อดตายกันหมด จึงเห็นภาพการออกไปประท้วงที่กระทรวงการคลังแบบที่เกิดขึ้น
นาย
ตรีรัตน์ กล่าวอีกว่า
3. ความล้มเหลวด้านการสื่อสาร ล้มเหลวตั้งแต่ตัวท่านนายกรัฐมนตรีเอง ที่ไม่อาจทำให้ประชาชนรู้สึกเชื่อมั่นได้ รวมถึงไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเตรียมการรับมือกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะประกาศ ส่งผลให้มีข่าวลือออกมามากมาย นำไปสู่ปรากฏการณ์ที่ผู้คนแห่ไปกักตุนสินค้าเป็นจำนวนมาก จนทำให้สินค้าไม่เพียงพอ และความล้มเหลวในการสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อมาตรการการกักตัว ทำให้ประชาชนจำนวนมากที่อยู่ในกรุงเทพฯ แห่กลับภูมิลำเนาของตน และเป็นที่มาของการกระจายเชื้อสู่จังหวัดต่างๆ กว่าจะมาแก้ก็สายเกินไป
4. ความล้มเหลวด้านความเชื่อมั่น จากความผิดพลาดของภาครัฐที่ผ่านมา ทั้งด้าน การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในขาลงต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนวิกฤตโควิด ส่งผลให้ภาคการส่งออกชะลอตัว ความผิดพลาดในการบริหารงบประมาณแผ่นดิน ทำให้งบขาดดุล และยังไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ออกนโยบายที่ไร้ประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเรือดำน้ำ เป็นต้น สู่ การล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาวิกฤตโควิดในวันนี้ ส่งผลกระทบทางตรงต่อประชาชน และนักลงทุน ว่ารัฐบาลนี้จะพาประเทศไปต่อได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องติเพื่อก่อ เป็นบทเรียนสำคัญในการทำงานในอนาคต ทุกคนอยากมีอนาคตที่ดีกว่าเดิม อยากมีความหวัง อยากก้าวไปข้างหน้า และพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลอยู่แล้ว แต่รัฐบาลต้องใจกว้าง รับฟัง ไม่เห็นเสียงประชาชนเป็นปัญหา ถ้าท่านหาทางออกไม่ได้ ไร้ฝีมือ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องพิจารณาตัวเองออกไปจากปัญหาที่ท่านสร้างขึ้นมาเพิ่มเติม
https://www.facebook.com/pune.treerat/photos/a.10153653443827587/10156723260737587/
JJNY : 4in1 หญิงหน่อยควงจิรายุลงพื้นที่คลองสามวา/ตรีรัตน์ชี้4ความล้มเหลวรบ./ปิยบุตรอัดรบ.ล้มเหลวเยียวยา/CIMBหวั่นวิกฤต
https://www.matichon.co.th/politics/news_2147691
“หญิงหน่อย” ควง “จิรายุ” ลงพื้นที่คลองสามวา จัดระเบียบแจกสิ่งของบรรเทาทุกข์
เมื่อวันที่ 19 เมษายน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคพท. และประธานสภาวัฒนธรรมเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ ชมรมกลุ่มคนเท่ากัน คณะที่ปรึกษากรรมาธิการการศาล องค์กรอิสระ อัยการ รัฐวิสาหกิจองค์การมหาชนกองทุน และประชาชนที่มีจิตศรัทธาชาวคลองสามวา ร่วมกันมอบข้าวสาร เจล หน้ากากอนามัย และสิ่งของบรรเทาทุกข์ หน้าตลาดนายใหญ่ ถนนเลียบคลองสอง ตรงข้ามสำนักงานเขตคลองสามวา กทม.
โดยนายจิรายุ กล่าวว่า เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการจัดระเบียบการ มอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยสภาวัฒนธรรมได้มอบให้ตัวแทนในแต่ละแขวงของเขตคลองสามวาจำนวน 5 แขวง นำคูปองไปมอบให้กับผู้เดือดร้อน เพื่อส่งตัวแทนมารับสิ่งของบรรเทาทุกข์จำนวน 400 ชุดโดยเน้นย้ำการบริหารจัดการ โดยเฉพาะผู้รับต้องใส่หน้ากากอนามัยมารับสิ่งของเท่านั้น พร้อมทั้งบริเวณจุดมอบสิ่งของ ได้นำเต็นท์และเก้าอี้จำนวน 50 ตัววางเว้นระยะห่างประมาณ 2-3 เมตรให้ประชาชนได้นั่งรอเพื่อรับมอบสิ่งของต่างๆเพื่อป้องกันการแพร่กระจายไม่ต้องมายืนเข้าแถวติดกัน ทั้งนี้คุณหญิงสุดารัตน์ได้กรุณามอบเจลพร้อมสิ่งของจำเป็นร่วมมอบให้กับผู้เดือดร้อนในโอกาสนี้ด้วย
นายจิรายุ กล่าวอีกว่า ถึงวันนี้ ลงพื้นที่ พบปะประชาชนตลอดถามว่าตนกลัวโรคโควิดหรือไม่ ทุกคนคงกลัวเหมือนกันหมดตนลูกก็ยังเล็ก แต่ก็ต้องออกพื้นที่ กลับมาบ้านภรรยายังถามทุกวันว่า ป้องกันตัวเองดีมั้ยเนี่ย ลูกเมียอยู่ด้วยกันนะ ซึ่งตนก็ป้องกันตัวตลอด ขับรถกับผู้ติดตามก็ใส่หน้ากาก ทานข้าวที่สำนักงานก็นั่งกันคนละมุม ไปพื้นที่ก็ต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา และหมั่นล้างมือและใช้แอลกอฮอล์ ล้างหรือเช็ดสิ่งที่ตัวเองใช้เป็นประจำเช่น พวงมาลัยรถ ที่เปิดประตูรถ ฯลฯ ก็จะสามารถป้องกันได้ การช่วยเหลือให้กับพี่น้องประชาชน พื้นที่คลองสามวาเราก็ทำตลอด ตั้งแต่มีนาคม ทั้งฉีดพ่นยาทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะรถเมล์ รถตู้ รถสองแถว และออก มอบเจล มอบหน้ากากอนามัย เรียกว่าอะไรทำได้ก็ทำ ใช้เงินเดือน ส.ส.ตามที่ ก.ก.ต.กำหนด โชคดีที่ชาวคลองสามวาช่วยกันคนละไม้คนละมือ บางชุมชนเราก็จ้างเขาทำหน้ากากอนามัยเพื่อเงินจะได้กลับคืนสู่ชุมชน ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าตนได้ประสานงานกับโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่ พร้อมที่จะร่วมจัดกิจกรรมออกหน่วยให้คำแนะนำในการป้องกันโรคโควิด-19 และการตรวจสุขภาพ เพื่อตรวจหาโรคโควิด-19 ฟรี ให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป
‘ตรีรัตน์’ ชี้ 4 ความล้มเหลวรบ. แก้วิกฤตโควิด-19 จวกไร้ฝีมือ ให้พิจารณาตัวเอง
https://www.matichon.co.th/politics/news_2147289
เมื่อวันที่ 19 เมษายน นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส เลขาธิการกลุ่มเพื่อไทยพลัส โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า
ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ตนมีบทเรียนที่อยากจะเสนอแนะความคิดเห็นไว้ดังต่อไปนี้
1. ความล้มเหลวด้านบริหารวิกฤต ด้วยความชะล่าใจ และไม่ได้เตรียมความพร้อมของภาครัฐ ส่งผลกระทบทางตรงสู่ประชาชนจำนวนมาก ทำให้ผู้คนตกงาน ไม่สามารถประกอบอาชีพทำมาหากินได้ปกติ โดยภาครัฐสามารถที่จะประเมินได้ล่วงหน้าเพื่อการเตรียมความพร้อม ทั้งจากตัวเลขผู้เข้ารับการตรวจ หรือจำนวนผู้ติดเชื้อประจำวัน รวมทั้งบทเรียนจากประเทศอื่นๆ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงหมายความว่า รัฐบาลไม่ได้นำเอาข้อมูลต่างๆ มาเตรียมมาตรการป้องกัน และเยียวยาให้ทันท่วงที ตั้งแต่กรณีการรับคนไทยกลับจากอู่ฮั่น ไปจนถึงการล็อกดาวน์ประเทศโดยมิได้มีการประชาสัมพันธ์ที่เพียงพอ ส่งผลให้คนไทยจำนวนมาก ยังตกค้างอยู่ต่างประเทศ ที่สำคัญคือความล้มเหลวในการเตรียมหน้ากากอนามัยที่เพียงพอสำหรับบุคลากร ทางแพทย์ และประชาชน รวมถึงขาดมาตรการควบคุมไม่ให้สินค้ามีราคาแพง หรือการจัดเตรียมอุปกรณ์ชุดตรวจเชื้อไวรัสโควิดที่เพียงพอ นี่เป้นเพียงตัวอย่างบางส่วนเท่านั้นที่ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้น
2. ความล้มเหลวด้านระบบที่ชัดเจนมากที่สุดคือ การจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาทต่อคน ที่ภาครัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ประกอบอาชีพ ฐานภาษี และรายได้ ได้ทันที รวมทั้งผู้ที่มีประกันสังคม แต่ภาครัฐกลับเลือกวิธีให้ลงทะเบียนใหม่ ซึ่งเป็นความซ้ำซ้อน ขาดการบริหารจัดการข้อมูลที่ทางรัฐมีอยู่แล้ว การให้ประชาชนลงทะเบียนใหม่ ก็มีปัญหา เพราะระบบการลงทะเบียน ล้มเหลวตั้งแต่วันแรกที่เปิดลงทะเบียน มาจนถึงวันนี้ที่ประชาชนควรได้รับเงินเยียวยาในกระเป๋าแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ยังมีประชาชนอีกจำนวนหลายล้านคน ที่ระบบแจ้งว่าข้อมูลผิดพลาด ทั้งเป็นเกษตรกร หรือไม่เข้าเกณฑ์อื่นๆ กว่าจะยื่นอุทธรณ์ และกว่าได้รับเงิน ประชาชนก็รอไม่ไหวแล้ว อดตายกันหมด จึงเห็นภาพการออกไปประท้วงที่กระทรวงการคลังแบบที่เกิดขึ้น
นายตรีรัตน์ กล่าวอีกว่า
3. ความล้มเหลวด้านการสื่อสาร ล้มเหลวตั้งแต่ตัวท่านนายกรัฐมนตรีเอง ที่ไม่อาจทำให้ประชาชนรู้สึกเชื่อมั่นได้ รวมถึงไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเตรียมการรับมือกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะประกาศ ส่งผลให้มีข่าวลือออกมามากมาย นำไปสู่ปรากฏการณ์ที่ผู้คนแห่ไปกักตุนสินค้าเป็นจำนวนมาก จนทำให้สินค้าไม่เพียงพอ และความล้มเหลวในการสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อมาตรการการกักตัว ทำให้ประชาชนจำนวนมากที่อยู่ในกรุงเทพฯ แห่กลับภูมิลำเนาของตน และเป็นที่มาของการกระจายเชื้อสู่จังหวัดต่างๆ กว่าจะมาแก้ก็สายเกินไป
4. ความล้มเหลวด้านความเชื่อมั่น จากความผิดพลาดของภาครัฐที่ผ่านมา ทั้งด้าน การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในขาลงต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนวิกฤตโควิด ส่งผลให้ภาคการส่งออกชะลอตัว ความผิดพลาดในการบริหารงบประมาณแผ่นดิน ทำให้งบขาดดุล และยังไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ออกนโยบายที่ไร้ประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเรือดำน้ำ เป็นต้น สู่ การล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาวิกฤตโควิดในวันนี้ ส่งผลกระทบทางตรงต่อประชาชน และนักลงทุน ว่ารัฐบาลนี้จะพาประเทศไปต่อได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องติเพื่อก่อ เป็นบทเรียนสำคัญในการทำงานในอนาคต ทุกคนอยากมีอนาคตที่ดีกว่าเดิม อยากมีความหวัง อยากก้าวไปข้างหน้า และพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลอยู่แล้ว แต่รัฐบาลต้องใจกว้าง รับฟัง ไม่เห็นเสียงประชาชนเป็นปัญหา ถ้าท่านหาทางออกไม่ได้ ไร้ฝีมือ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องพิจารณาตัวเองออกไปจากปัญหาที่ท่านสร้างขึ้นมาเพิ่มเติม
https://www.facebook.com/pune.treerat/photos/a.10153653443827587/10156723260737587/