เขียนยาวไป...เอาข่าวดีมาแปะที่พารากราฟแรกก็แล้วกัน คาดว่าทีมงานค้นคว้าและวิจัยของมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดจะออกวัคซีนป้องกันโรคได้ในเดือนกันยายน (ต้องรอลุ้นกัน)
https://www.bbc.co.uk/news/health-52329659
ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในอังกฤษตอนนี้ยังอยู่ในระดับที่เรียกว่า "ประคับประคอง" อยู่ กราฟไม่กระโดดหรือพุ่งกระโจนเหมือนสองอาทิตย์ที่ผ่านมา จำนวนตัวเลขที่ติดเชื้อและตายสูงขนาดนี้เมื่อเทียบกับประเทศไทยราวฟ้ากับเหวแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่าความรู้สึกทั่วๆ ไปของคนในอังกฤษเป็นอย่างไร ถ้าจะพูดเอาความรู้สึกทั่วๆ ไปที่ผมเฝ้าสังเกตุ ก็ถือว่าส่วนใหญ่ก็ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ถือว่าดี ส่วนการตระหนกนั้นก็มีบ้าง
ตามที่ผมเคยอัพเดทไปแล้วก่อนหน้านี้ ว่ารัฐบาลอังกฤษประเมินสถานการณ์ไว้ตอนล็อคดาวน์ว่าตัวเลขคงจะทะลุหมื่นและแนวโน้มที่จะแตะหลักแสนนั้น possible นั่นถือเป็นความกล้าหาญของรัฐบาลอีตาบอริสที่ไม่ปกปิดตัวเลขที่คาดการณ์เอาไว้ คงจะด้วยเหตุนี้ด้วยที่ทำให้ชาวอังกฤษไม่ได้กระโตกกระตาก หวาดผวากับตัวเลขที่พุ่งขึ้นอยู่ทุกวันในตอนนี้ หลับตานึกภาพเอาเองนะครับว่าถ้าเกิดประเทศเพื่อนบ้านของเราหรือแม้แต่ประเทศไทยเรามีตัวเลขติดหลักครึ่งแสนขนาดนี้ เราๆ ท่านๆ จะผวากันมากน้อยแค่ไหน?
เท่าที่ติดตามข่าว ความล่าช้าในการประกาศล็อคดาวน์ของอังกฤษนั้นไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่ห่วงการระบาด แต่เขาก็ต้องมองผลกระทบทางเศรษฐกิจ การศึกษา (เป็นช่วงสอบเทอมใหญ่และคัดเลือดเข้ามหาวิทยาลัยพอดี) เมื่อเขาคิดว่าได้ประมวลและประเมินหลายอย่างรอบด้าน ดูเงินในคลัง ดูสต๊อก (ด้วยความเป็น "เกาะ" อังกฤษพึ่งพา "การนำเข้า" ในเรื่องอาหารมาก) ที่สำคัญคือการวางแผนรองรับเยียวยาเศรษฐกิจขนาดเล็กไปจนถึงขนาดย่อม รัฐบาลได้ขอความร่วมมือจากเจ้าของธุรกิจเหล่านั้นให้ "จ่ายเงินเดือน" ลูกจ้างต่อไป แม้ร้านจะปิดโดยรัฐบาลจะร่วมจ่าย80% และเจ้าของธุรกิจ 20% ร้านกาแฟขนาดเล็กๆ มีเด็กเสริฟคนสองคนก็ต้องจ่ายเงินเดือนต่อไป ผมจำไม่ได้ว่าเวลากี่เดือน? ลูกสาวผมทำงานเสริฟพาร์ตไทม์ แม้ตอนนี้ร้านจะปิด (ชั่วคราว) อยู่แต่เธอก็ยังได้รับเงินเดือนอยู่ เว้นเสียแต่ว่าถ้าลาออกก็จะไม่ได้รับอะไร นี่คือแผนรองรับและป้องกัน "คนตกงาน" ของอังกฤษแบบคร่าวๆ รัฐบาลอังกฤษไม่ได้ขอร้องเฉพาะคนรวยหรือเฉพาะกลุ่ม แต่ขอร้องเจ้าของธุรกิจทุกประเภทในการเยียวยาและรักษาฐานรากเศรษฐกิจเพื่อโครงสร้างใหญ่จะไม่ได้พังครืน (แม้จะกระทบกระเทือนก็ตาม)
ก่อนหน้าที่จะประกาศล็อคดาวน์ ภาครัฐได้เขียนจดหมายไปขอความร่วมมือถึงอดีตแพทย์ พยาบาล กลับเข้ามาประจำการเตรียมรับมือ พร้อมทั้ง "จิตอาสา" โดยเขาเขียนตำราคอร์สสั้นๆ ให้จิตอาสานั้นเข้าอบรมทั่วประเทศ ผมเองในฐานะที่เคยทำงานในโรงพยาบาลมาก่อนก็รับเป็นจิตอาสาด้านติดตั้งและเดินสายเน็ตเวิร์คเชื่อมโยงเตียงคนไข้หลายร้อยพันเตียง เห็นและได้ร่วมการทำงานของทุกคนแล้วยอมรับว่ารู้สึกดี ตัวภรรยาของผมเองก็อยู่ front line หัวหน้าพยาบาลคุมทีม icu ทุกชีวิตล้วนมีค่า รัฐบาลอังกฤษและทุกประเทศรวมทั้งไทยด้วยต่างก็ทำดีที่สุดแล้ว แม้ตัวเลขที่อังกฤษจะสูงและรัฐบาลอังกฤษเองจะเสียใจไม่แพ้ญาติๆ ของคนตาย แต่สุดท้าย การพยายามประคับประคองโครงสร้างเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับการระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อโรคเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของประเทศอังกฤษเขา ซึ่งต่างจากเมกาที่พยายามรักษาโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นหลัก จะโทษรัฐบาลเมกาเสียทีเดียวก็ไม่ได้ ถ้าหากโครงสร้างเศรฐกิจพังครืนหรือกระทบแค่ครึ่งหนึ่ง เผลอๆ ในอนาคตประชากรจะลำบากกว่าที่ต้องต่อสู้กับโควิดก็ได้ who knows??
...รายงานสถานการณ์โควิดในอังกฤษ..../วชรน
ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในอังกฤษตอนนี้ยังอยู่ในระดับที่เรียกว่า "ประคับประคอง" อยู่ กราฟไม่กระโดดหรือพุ่งกระโจนเหมือนสองอาทิตย์ที่ผ่านมา จำนวนตัวเลขที่ติดเชื้อและตายสูงขนาดนี้เมื่อเทียบกับประเทศไทยราวฟ้ากับเหวแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่าความรู้สึกทั่วๆ ไปของคนในอังกฤษเป็นอย่างไร ถ้าจะพูดเอาความรู้สึกทั่วๆ ไปที่ผมเฝ้าสังเกตุ ก็ถือว่าส่วนใหญ่ก็ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ถือว่าดี ส่วนการตระหนกนั้นก็มีบ้าง
ตามที่ผมเคยอัพเดทไปแล้วก่อนหน้านี้ ว่ารัฐบาลอังกฤษประเมินสถานการณ์ไว้ตอนล็อคดาวน์ว่าตัวเลขคงจะทะลุหมื่นและแนวโน้มที่จะแตะหลักแสนนั้น possible นั่นถือเป็นความกล้าหาญของรัฐบาลอีตาบอริสที่ไม่ปกปิดตัวเลขที่คาดการณ์เอาไว้ คงจะด้วยเหตุนี้ด้วยที่ทำให้ชาวอังกฤษไม่ได้กระโตกกระตาก หวาดผวากับตัวเลขที่พุ่งขึ้นอยู่ทุกวันในตอนนี้ หลับตานึกภาพเอาเองนะครับว่าถ้าเกิดประเทศเพื่อนบ้านของเราหรือแม้แต่ประเทศไทยเรามีตัวเลขติดหลักครึ่งแสนขนาดนี้ เราๆ ท่านๆ จะผวากันมากน้อยแค่ไหน?
เท่าที่ติดตามข่าว ความล่าช้าในการประกาศล็อคดาวน์ของอังกฤษนั้นไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่ห่วงการระบาด แต่เขาก็ต้องมองผลกระทบทางเศรษฐกิจ การศึกษา (เป็นช่วงสอบเทอมใหญ่และคัดเลือดเข้ามหาวิทยาลัยพอดี) เมื่อเขาคิดว่าได้ประมวลและประเมินหลายอย่างรอบด้าน ดูเงินในคลัง ดูสต๊อก (ด้วยความเป็น "เกาะ" อังกฤษพึ่งพา "การนำเข้า" ในเรื่องอาหารมาก) ที่สำคัญคือการวางแผนรองรับเยียวยาเศรษฐกิจขนาดเล็กไปจนถึงขนาดย่อม รัฐบาลได้ขอความร่วมมือจากเจ้าของธุรกิจเหล่านั้นให้ "จ่ายเงินเดือน" ลูกจ้างต่อไป แม้ร้านจะปิดโดยรัฐบาลจะร่วมจ่าย80% และเจ้าของธุรกิจ 20% ร้านกาแฟขนาดเล็กๆ มีเด็กเสริฟคนสองคนก็ต้องจ่ายเงินเดือนต่อไป ผมจำไม่ได้ว่าเวลากี่เดือน? ลูกสาวผมทำงานเสริฟพาร์ตไทม์ แม้ตอนนี้ร้านจะปิด (ชั่วคราว) อยู่แต่เธอก็ยังได้รับเงินเดือนอยู่ เว้นเสียแต่ว่าถ้าลาออกก็จะไม่ได้รับอะไร นี่คือแผนรองรับและป้องกัน "คนตกงาน" ของอังกฤษแบบคร่าวๆ รัฐบาลอังกฤษไม่ได้ขอร้องเฉพาะคนรวยหรือเฉพาะกลุ่ม แต่ขอร้องเจ้าของธุรกิจทุกประเภทในการเยียวยาและรักษาฐานรากเศรษฐกิจเพื่อโครงสร้างใหญ่จะไม่ได้พังครืน (แม้จะกระทบกระเทือนก็ตาม)
ก่อนหน้าที่จะประกาศล็อคดาวน์ ภาครัฐได้เขียนจดหมายไปขอความร่วมมือถึงอดีตแพทย์ พยาบาล กลับเข้ามาประจำการเตรียมรับมือ พร้อมทั้ง "จิตอาสา" โดยเขาเขียนตำราคอร์สสั้นๆ ให้จิตอาสานั้นเข้าอบรมทั่วประเทศ ผมเองในฐานะที่เคยทำงานในโรงพยาบาลมาก่อนก็รับเป็นจิตอาสาด้านติดตั้งและเดินสายเน็ตเวิร์คเชื่อมโยงเตียงคนไข้หลายร้อยพันเตียง เห็นและได้ร่วมการทำงานของทุกคนแล้วยอมรับว่ารู้สึกดี ตัวภรรยาของผมเองก็อยู่ front line หัวหน้าพยาบาลคุมทีม icu ทุกชีวิตล้วนมีค่า รัฐบาลอังกฤษและทุกประเทศรวมทั้งไทยด้วยต่างก็ทำดีที่สุดแล้ว แม้ตัวเลขที่อังกฤษจะสูงและรัฐบาลอังกฤษเองจะเสียใจไม่แพ้ญาติๆ ของคนตาย แต่สุดท้าย การพยายามประคับประคองโครงสร้างเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับการระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อโรคเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของประเทศอังกฤษเขา ซึ่งต่างจากเมกาที่พยายามรักษาโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นหลัก จะโทษรัฐบาลเมกาเสียทีเดียวก็ไม่ได้ ถ้าหากโครงสร้างเศรฐกิจพังครืนหรือกระทบแค่ครึ่งหนึ่ง เผลอๆ ในอนาคตประชากรจะลำบากกว่าที่ต้องต่อสู้กับโควิดก็ได้ who knows??