JJNY : พท.เหน็บชวนคนไปรบหรือไปเที่ยว/ชัชชาติ:กู้1ล.ล.ต้องเอาให้อยู่/ทวงคืบหน้า4ปมโควิด/แล้งทุบเกษตร ข้าว-มันหาย12ล.ตัน

เพื่อไทย เหน็บ จะชวนคนไปรบหรือไปเที่ยว หลังรายชื่อกรรมาธิการ เจอ14 นายพล
https://www.matichon.co.th/politics/news_2144394

 
“อนุสรณ์” แนะ ส.ว.ตั้งกมธ.ควรเคารพประชาชน หลัง ส.ว.เคาะชื่อ “ปรีชา” นั่งกมธ.ท่องเที่ยววุฒิสภาพร้อม 14 นายพล
 
เมื่อวันที่ 17 เมษายน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) ได้มีมติตั้งพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา เป็นกรรมมาธิการ (กมธ.) ในกมธ.การท่องเที่ยววุฒิสภา ว่า 
 
ถ้าเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ในยุครัฐบาลอื่น คงถูกกล่าวหาว่าตั้งพวกพ้องมารับประโยชน์ แต่ยุคนี้ยิ่งกว่าตั้งพวกพ้อง เพราะที่ประชุมวุฒิสภาตั้งน้องท่านผู้นำมารับประโยชน์เป็นกรรมมาธิการ พล.อ.ปรีชา ผู้มีผลงานขาดประชุมสนช.394 วัน จาก 400 วัน แต่ก็ยังถูกเลือกให้เป็น สว. ด้วยเหตุใด ประชาชนพอทราบที่มา ไม่แน่ใจว่าคนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เมื่อเห็นข่าวการแต่งตั้งพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา เป็นกมธ.การท่องเที่ยว ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่รู้ว่าจะมีความหวัง หรือ หมดหวัง มากกว่ากัน พล.อ.ปรีชา จะไปอยู่ในสัดส่วนกมธ.ทหารและความมั่นคงของรัฐ หรือกมธ.ศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบ และเสริมสร้างธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันไม่ให้มีการทุจริตคอรัปชั่น ป้องกันไม่ให้มีการตั้งบริษัทในค่ายทหารเพื่อมารับงานของกองทัพ เสียงวิพากษ์วิจารณ์น่าจะเบากว่านี้ 
 
และที่น่าตกใจเมื่อเปิดเข้าไปดูรายชื่อกมธ.การท่องเที่ยว พบว่ามีถึง 14 นายพลนั่งเป็นกมธ. ในช่วงที่ผ่านมามีการกระทำของแม่น้ำ 5 สาย รวมถึงส.ว.ในลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน ตั้งเครือญาติลูกหลานมารับตำแหน่งกินเงินเดือนจากภาษีประชาชนเป็นการเอาเปรียบสังคมหลายกรณี ส.ว.จะตั้งใครก็เป็นสิทธิแต่ควรเคารพและฟังเสียงประชาชนบ้าง ตอนประชาชนเรียกร้องให้สละเงินเดือนส.ว. เนื่องจากมองไม่เห็นประโยชน์ เหล่าส.ว.กลับเพิกเฉย แล้วยังมาแต่งตั้งกมธ.ที่เป็นการไม่เคารพและฝืนความรู้สึกประชาชนอีก
   
“กมธ.การท่องเที่ยววุฒิสภา ที่มีถึง 14 นายพลนั่งอยู่ในกมธ.ตกลงตั้งใจจะให้มาทำงาน ชวนคนไปรบหรือชวนคนไปเที่ยว ประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพวกท่านจะไม่ขาด ลาการประชุม จะใช้ความรู้ความสามารถเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวได้” นายอนุสรณ์ กล่าว
 

 
ชัชชาติ : กู้ 1 ล้านล้าน ต้องเอาให้อยู่ ทุ่มรักษาโรค เงินต้องไม่หมุนในมือผู้รับเหมา
https://www.prachachat.net/politics/news-451102
 
สัมภาษณ์พิเศษ
 
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เตรียมออกกฎหมายกู้เงินฉุกเฉินแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 จำนวน 1 ล้านล้าน
 
ใช้เงินแก้วิกฤตสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ หากนับรวมการใช้เงินที่ไม่ได้มาจากการกู้เงินอีก 9 แสนล้าน จะรวมเป็น 1.9 ล้านล้านบาท
 
มากกว่ารัฐบาลชวน หลีกภัย ออกกฎหมายกู้เงินฉุกเฉินที่ใช้เงิน 1 ล้านล้านบาท บวกกับลอตที่ 2 ซึ่งต้องกู้ต่อเนื่องในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อีก 7.8 แสนล้านบาท รวม 1.78 ล้านล้าน
 
แพ็กเกจ 1.9 ล้านล้านบาทของ “พล.อ.ประยุทธ์” ซอยย่อยผ่านกฎหมาย 3 ฉบับ ฉบับแรกเกี่ยวกับชาวบ้านร้านถิ่นเต็ม ๆ คือ เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น 6 แสนล้าน ช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เกษตรกร และภาคสาธารณสุข
 
ชัดเจนที่สุด คือ มาตรการจ่ายเงิน 5 พันบาท ให้แก่แรงงานที่เจอเอฟเฟ็กต์โควิด-19 ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม-อาชีพอิสระอีก 4 แสนล้าน เพิ่มศักยภาพ ยกระดับการค้า การผลิตในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเสนอแผนงาน
 
ขณะที่กฎหมายอีก 2 ฉบับที่เหลือ เม็ดเงิน 9 แสนล้านเป็นเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย แบ่งเป็น 5 แสนล้าน ใช้ปล่อยกู้ soft loan ให้กับ SMEs และอีก 4 แสนล้านไปดูตลาดตราสารหนี้
 
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีต รมว.คมนาคม ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บุรุษที่ได้รับสมญาว่า “แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” อาสาลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผ่านงานบริหารทั้งภาครัฐ-เอกชน
  
ในวาระที่ไวรัสมรณะระบาดเมือง “พล.อ.ประยุทธ์” ประกาศเปิดใจ “รับฟัง” ทุกความคิดเห็น “ชัชชาติ” ขอสะท้อนจุดอ่อนที่ควรท้วงติง
 
1 ล้านล้านทุ่มสาธารณสุข
 
“ชัชชาติ” บอกว่า หัวใจสำคัญขณะนี้ คือ เครื่องยนต์ดับ เอกชนไม่กล้าลงทุน ตัวเม็ดเงินที่เหลืออยู่คือเรื่องงบประมาณของภาครัฐ จะเป็นหัวใจสำคัญที่จะผลักดันความยากลำบากให้หายไป
 
รัฐมีความสามารถในการกู้เงิน ตามกรอบหนี้สาธารณะตอนนี้อยู่ที่ไม่เกิน 60% ของจีดีพี แต่ขณะนี้ เราอยู่ที่ 43% ของจีดีพี ดังนั้น เหลือช่องให้กู้ 2-3 ล้านล้านบาท ที่เราสามารถนำมาใช้ได้ แต่เราไม่ใช่มีไม่จำกัด ต้องลงให้ถูกจุด ถูกเป้า ถ้าลงไม่ถูกจุดจะเกินกรอบแล้วลำบาก ผิดเรื่องวินัยการเงินการคลัง
 
หัวใจหลักคิดว่ามาถูกทาง ตอนนี้ยังไม่เห็นรายละเอียด แต่เรื่องแรกต้องดูเรื่องโควิด-19 ก่อน เพราะวิกฤตมาจากโควิด ถ้าโควิดไม่จบ วิกฤตไม่จบ แล้วจะลากยาว ดังนั้น งบประมาณส่วนหนึ่งต้องลงไปที่สาธารณสุขให้เข้มข้น เพื่อไปทำเรื่องการตรวจ การเตรียมเครื่องมือรองรับ เพราะคิดว่าการสาธารณสุขไม่ได้อยู่แค่เดือนสองเดือน แต่เป็นเกมยาว
 
“การลงทุนด้านสาธารณสุขทั้งระยะสั้นและระยะกลาง ช่วยลงไปในชุมชนและรากหญ้าด้วย เม็ดเงินส่วนหนึ่งต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับการต่อสู้โควิด-19 ลงไปที่ประชาชนโดยตรง”

ต้องช่วยธุรกิจที่ไม่เลย์ออฟคน
 
จุดที่ “ชัชชาติ” มองว่าเป็น “หัวใจแก้ปัญหา” คือต้องช่วยคนเป็นลำดับสำคัญที่สุด ถ้าช่วยธุรกิจ ช่วยธุรกิจที่ไปช่วยคนต่อ 
“ผมคิดอย่างนั้น เพราะโควิด-19 เขย่าโลก มา disrupt ธุรกิจหลายอย่าง ถ้าเราช่วยให้ธุรกิจรอด แต่สุดท้ายธุรกิจเลย์ออฟคนก็ไม่มีประโยชน์ ผมคิดว่าหลายธุรกิจต่อไปต้องไล่คนออกแล้วมาใช้เทคโนโลยีแทน ซึ่งเป็นเรื่องมุมมอง รัฐต้องช่วยคนเป็นหลัก แต่ธุรกิจที่ไม่ไล่คนออก รัฐต้องเสริมบางส่วน”
 
แนะติดสปีดเงินเยียวยา 5 พัน
 
อีกด้าน มาตรการแจกเงิน 5 พันบาท ในมาตรการ “เราไม่ทิ้งกัน” เกิดกระแสดราม่าสารพัด “ชัชชาติ” มองมาตรการดังกล่าวถือว่าช่วยเหลือ “ถูกจุด” ยิงเม็ดเงินไปที่ประชาชนที่กำลังเดือดร้อน “5 พันบาท อย่างน้อยก็ได้เงิน ดีกว่าไม่ได้
 
ทว่า สิ่งที่ “ขัดใจ” เขาคือ การ “คัดกรอง” คนที่จะได้รับเงินเยียวยา “ชัชชาติ” บอกว่า รัฐบาลอาจจะติดใจการคัดกรองจาก “ชิม ช้อป ใช้” ซึ่งไม่ถูกต้อง…
 
“อย่าไปกังวลเรื่องการคัดกรองมากนัก เวลาเป็นเงื่อนไขสำคัญ เรามีแรงงานอยู่ 37 ล้านคน มีข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ 5-6 ล้านคน เกษตรกร 11 ล้านคน ยังไงก็ต้องช่วยเกษตรกร แรงงานในประกันสังคม 12 ล้านคน อาจมีบางส่วนที่กระทบ ที่เหลือเป็นแรงงานนอกระบบก็ต้องช่วย แต่จริง ๆ แล้วรัฐน่าจะมีฐานข้อมูลอยู่มากพอสมควร เช่น บัตรคนจน หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เราแจก ชิม ช้อป ใช้ เรามีฐานข้อมูลอยู่แล้ว”
 
“แต่ถ้าเราให้สมัครใหม่อีกรอบ ก็เสียเวลา หัวใจคือความเร็ว เพราะค่าใช้จ่ายของคนไม่ได้หยุด ลองไปถามคนในชุมชน เขาจ่ายเงินทุกวัน ถ้าเงินมาช้า สุดท้ายเขาก็ไปกู้หนี้นอกระบบ เงินที่ลงไปก็ไปหายกับหนี้นอกระบบหมด”
 
“ไหน ๆ ถ้าจะเสียตังค์นะ ต้องเอาสปีดเป็นตัวเร่งด้วย ต้องเร่งเอาความเร็วลงไป อย่างโครงการ 5,000 บาท เป็นโครงการที่ดี แต่คนงง วินมอเตอร์ไซค์ปากซอยบ้านผม ทุกคนถามว่าตกลงฉันได้เปล่า อย่างวินมอเตอร์ไซค์ มีการลงทะเบียนอยู่แล้ว ถ้าจะให้วินก็ให้เลย การให้เงินช่วยคนไม่มีปัญหา แต่การให้เงินต้องสปีด”
 
4 แสนล้านไม่ควรช่วย บ.รับเหมา
 
อีกเรื่องที่ “ชัชชาติ” กังวล คือ เม็ดเงิน 4 แสนล้านที่ให้แต่ละกระทรวงเสนอโครงการขึ้นมา ทำถนนลงชุมชน ต้องระวัง สมมุติทำถนนลงชุมชน…ไม่ได้ช่วยคน แต่ช่วยบริษัททำถนน ส่วนใหญ่ไม่ได้จ้างแรงงานในพื้นที่ด้วย เพราะเป็นบริษัทส่วนใหญ่ที่รับเหมาราชการอยู่แล้ว ทำโครงสร้างพื้นฐานต้องดูให้ดีว่าเม็ดเงินตรงนี้ไปช่วยคน ไม่ใช่ไปช่วยให้บริษัทมีงาน เพราะบริษัทไม่ได้จ้างงานคนในพื้นที่ แต่เป็นกำไรที่ตกไปอยู่กับคนบางคน ดังนั้น ต้องดูเงิน 4 แสนล้านบาทให้ดี
 
“และเท่าที่ฟังเหมือนกับขอความต้องการแต่ละกระทรวงมา ตรงนี้ต้องรวมศูนย์นิดหนึ่ง เพราะส่วนกลางจะเห็นภาพรวมได้ดี แต่ถ้าให้แต่ละหน่วยงานขอความต้องการมา แต่ละหน่วยงานไม่เห็นภาพรวมในการช่วยเหลือ ตรงนี้จะแตกต่างจากการกระจายอำนาจทั่วไป ซึ่งการกระจายอำนาจเราให้เงินลงไปในท้องถิ่นทำเอง แต่สภาวะวิกฤต ส่วนกลางจะต้องเข้มแข็ง เพราะส่วนกลางจะเป็นฝ่ายกำหนดยุทธศาสตร์ว่าช่วยใคร ไม่ช่วยใคร”
 
“จึงกังวลเหมือนที่ทุกคนกังวล ไม่ใช่นำ 4 แสนล้านไปอบรมอะไรโดยใช่เหตุ และสุดท้ายบริษัทที่รับจ้างอบรม หรือ บริษัทที่ทำถนนเข้าทำพื้นที่ เพราะตอนนี้ประชาชนไม่ได้ต้องการถนนหรอก เขาต้องการให้อยู่รอดไปก่อน แต่บริษัทที่ได้ประโยชน์คือบริษัทรับเหมา เงินมีจำกัด”
 
ถ้ามีอำนาจบริหาร กทม.ถาม “ชัชชาติ” ว่า ถ้าวันนี้มีอำนาจ เป็นผู้ว่าฯ กทม. จะจัดการแก้ปัญหาโควิด-19 ใน กทม.อย่างไร
 
เขาตอบว่า…ต้องดูเรื่องสุขภาพ เรื่องสาธารณสุขนำก่อน ดูเรื่องโควิดให้ดี เอาให้อยู่ ขณะเดียวกัน หัวใจของกรุงเทพฯคือเส้นเลือดฝอยที่อยู่ตามชุมชนต่าง ๆ เจล หน้ากาก ต้องลงให้ถึง เขตต้องเป็นตัวกลาง ดูแลชุมชนให้ละเอียด ดูแลกลุ่มเปราะบาง กลุ่มเปราะบางนี่แหละถ้ามีเรื่องโรคมาแล้วจะไปไว ดูแลกลุ่มเปราะบาง เส้นเลือดฝอยที่ดูแลตัวเองไม่ได้
 
ส่วนเรื่องเคอร์ฟิว รัฐต้องสร้างความมั่นใจ ปัจจุบันถ้าเราบอกว่า เคอร์ฟิว อย่าไปกักตุนของ ประชาชนรีบไปกักตุนของ ประชาชนไม่ไว้ใจในการบริหารจัดการ คิดว่าต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจนว่าทำเพื่ออะไร มีตัวชี้วัดด้วยว่ามาตรการนี้คืออะไร ทำแล้วดีขึ้นไหม ต้องมีหลักการ สื่อสาร อธิบาย ให้เวลาคนเตรียมตัว มีเหตุผล “ซึ่งเรื่องการเคอร์ฟิว คิดว่ารัฐคิดมาระดับหนึ่งแล้ว แต่สุดท้ายได้ประโยชน์จริงไหม จะใช้เวลานานแค่ไหนขึ้นอยู่กับข้อมูลภาครัฐซึ่งเราไม่ได้เข้าถึงข้อมูล เคอร์ฟิวกลางคืนไม่ได้มีผลอะไรมาก 4 ทุ่ม-ตี 4 เพราะชีวิตคนส่วนใหญ่คือพักผ่อน แต่ต้องมีตัวชี้วัดว่าการระบาดของโรคที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดขึ้นเพราะคนไปมั่วสุม 4 ทุ่ม-ตี 1 ก็ต้องมีข้อมูลว่าตอบโจทย์การระบาดเกิดจากปัจจัยเสี่ยงนี้ถึงมีเคอร์ฟิว ถ้าอย่างนี้เคอร์ฟิวก็จำเป็น สุดท้ายต้องมีเหตุผลว่าทำไมถึงต้องเคอร์ฟิว เพราะโรคระบาดช่วงกลางคืนต้องมีเหตุผลสะท้อนออกมา”
 
“ส่วนระยะเวลาจะเคอร์ฟิวนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของโรคระบาด ต้องเอาโรคระบาดเป็นตัวนำ เศรษฐกิจกับสุขภาพเป็นตัวนำ ไม่ใช่คนละด้าน ถ้าสุขภาพไม่ดี เศรษฐกิจไม่มีทางดีได้ เราต้องมองในบริบทเดียวกัน ไม่ใช่มองแยกกัน”

ยุทธวิธียูโด รัฐผนึกเอกชน
 
ชัชชาติ” มีประสบการณ์เป็น CEO บริษัทเอกชน เขาเสนอทฤษฎี “ยูโด” ให้รัฐ+เอกชนร่วมมือแก้โควิด-19เศรษฐกิจประเทศไทย จีดีพี 16 ล้านล้าน 80% ของจีดีพีอยู่ที่เอกชน ซึ่งเอกชนก็ต้องการที่จะช่วย แต่รัฐต้องทำเหมือนกับเป็นวิธียูโด เวลาเราเหวี่ยงคนเราไม่ใช้น้ำหนักเราเหวี่ยง เราเหวี่ยงจากน้ำหนักคนอื่น ดังนั้น ถ้าเราสามารถใช้พลังของเอกชนมาช่วยในการเหวี่ยงเพื่อสังคมได้ก็จะดี โดยใช้มาตรการจูงใจทางภาษี จะเห็นได้ว่ามีเอกชนช่วยผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ หน้ากาก เตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ แต่การกระจายไปสู่ความต้องการของชุมชน รัฐอาจจะต้องช่วยแนะนำ รัฐเป็นตัวกลาง หรือใช้เขต ใช้ อบต.เป็นตัวกระจายถึงชุมชน รัฐและเอกชนจะช่วยผลักดัน ไม่ต้องเกี่ยงว่าใครทำ
 
แม้เขาคือบุรุษที่แข็งแกร่งในปฐพี…”แต่ผมไม่ได้แกร่งกับโควิด-19 นะครับ” ชัชชาติทิ้งท้าย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่