
PTTGC คึกคัก บวกเกือบ 11% หลังราคาหุ้นร่วงแรงรับข่าวสงครามราคาน้ำมันไปกว่า 30% ในระยะเวลาไม่ถึงเดือน นักวิเคราะห์มองราคาหุ้นสะท้อนข่าวลบไปแล้ว เชื่อ PTTGC จะฟื้นตัวเป็นรายแรกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงมองว่าน่าลงทุน เพราะธุรกิจจะกลับมาดีอีกครั้งในปี 64 แม้ว่าปีนี้จะขาดทุนยับ โดยเฉพาะไตรมาสแรกน่าจะขาดทุนสต็อกน้ำมันเกือบ 4 พันลบ.
ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล(PTTGC) วานนี้คึกคักไม่แพ้ดัชนีตลาดหุ้นเลยทีเดียว โดย PTTGC ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 11% มาปิดที่ 30.50 บาท ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นติด 1 ใน 10 ของหุ้นในตลาด
*** ราคาหุ้นร่วงรับข่าวลบน้ำมันดิ่งมากพอแล้ว
จากการสำรวจพบว่า หลังจากราคามันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากการประชุมประเทศกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ที่จบลงด้วยความล้มเหลว เนื่องจากรัสเซียไม่ขยายเวลาและลดกำลังผลิตลง ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบีย เปิดฉากสงครามราคาน้ำมันเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ราคาหุ้น PTTGC ร่วงลงต่อเนื่องกว่า 30% จากระดับ 43.75 บาทภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือน
โดยราคาปัจจุบัน บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส มองว่า ราคาหุ้น PTTGC ปรับตัวลงรับข่าวลบไปพอควรแล้ว
*** คาด PTTGC จะฟื้นตัวเป็นรายแรกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองว่า PTTGC นั้นเริ่มน่าสนใจ และคาดจะฟื้นตัวเป็นรายแรกโดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลกจะผลักดันให้ 1 ) มีการ Re-rating อีกหลายครั้ง 2) ราคาน้ำมันดิบดีขึ้น แต่นักลงทุนอาจต้องอดทนรอก่อน มูลค่าหุ้นปัจจุบัน (P/B 0.5 เท่า) ยังไม่ยุติธรรมสำหรับผู้นำปิโตรเคมีในภูมิภาค (มีพอร์ตหลากหลาย ความสัมพันธ์กับลูกค้าดี ได้เปรียบด้านวัตถุดิบ) ที่มีประวัติผลตอบแทนที่เหนือกว่า (ROE 11.2%, เงินปันผล 4.6%)
โดยมองว่า ธุรกิจของ PTTGC นั้นแข็งแกร่งจะสามารถกลับมาผงาดหลังวิกฤติ ด้วยความโดดเด่นในแง่กำลังการผลิต (11.26mta) มีความสัมพันธ์กับลูกค้าดี มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง แม้ส่วนต่างที่อ่อนแอจะส่งผลกระทบต่อกำไร แต่คาดว่า PTTGC จะยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ โดยกลุ่มเคมีภัณฑ์ครบวงจรจะหนุนอัตรากำไรขั้นต้นและจะเป็นผู้เล่นรายแรกที่ฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานโอเลฟินส์จะยังคงอยู่ที่ 100%
*** ไตรมาสแรกปีนี้ขาดทุนสต็อกน้ำมัน ส่วนทั้งปีกำไรทรุด 70%
โดยฝ่ายวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่า ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 63 และ 64 ลง -70% และ -12% เป็น 3.7 พันล้านบาท และ 11.4 พันล้านบาทตามลำดับ สะท้อนการปรับสมมติฐาน คือ
1. ลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบลง -22% และ -21% เป็น 35 และ 37 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (จาก 45 และ 47 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล)ทั้งนี้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ ดูไบเฉลี่ยลดลงมาแล้ว -13% และ -19% QTD เพราะอุปสงค์อ่อนแอ การเดินทางและขนส่งลดลงอย่างมากเมื่อโควิด-19 แพร่ระบาดเกือบจะทั่วโลก รวมทั้งมีสงครามราคาน้ำมันระหว่างซาอุฯกับรัสเซียด้วย
2. ลดสมมติฐานค่าการกลั่น (Market GRM) ในปี 63-64 ลง -17% และ -17% เป็น 2.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทั้งสองปี(ปี 62 เฉลี่ยอยู่ที่ 3.86 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล)
3. คาดว่าจะมีขาดทุนสต็อกในไตรมาส 1/63 ราว -3.9 พันล้านบาท (ในไตรมาส 4/ 63 ขาดทุนสต็อก -3.8 พันล้านบาท)
4. ลดราคา HDPE ปี 63 และ 64 ลง -16% และ -10% เป็น 800 และ 850 เหรียญสหรัฐ/ตัน
*** น่าลงทุน เพื่อรอลุ้นฟื้นตัวในปี 64
บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์ปรับเพิ่มคำแนะนำ PTTGC เป็น “ซื้อ” จากคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้คาดว่ากำไรปี 2563 จะลดลงจากโควิด-19 แต่ตลาดก็จะเริ่มมองผ่านในที่สุด โดยปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 37 บาท (P / B ปี 2563 ที่ 0.6 เท่า, -2.5SD)
ขณะที่บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส นั้นแนะนำเพียงแค่ถือ แต่ปรับลดราคาพื้นฐานเป็น 30 บาท เทียบเท่ากับ P/BV ปีนี้ที่ 0.48 เท่า (-3SD) ทั้งนี้แม้จะคาดว่างวด ไตรมาส 1/63 จะขาดทุนสุทธิ เพราะขาดทุนสต็อก, ค่าการกลั่นต่ำ, ขาดทุน FX จากที่มีหนี้ต่างประเทศ แต่ระยะยาวธุรกิจยังไปได้ดี และในปี 64 จะสามารถให้ Dividend yield ได้กว่า 4%
อนาคตเป็นเรื่องที่เราคาดเดาไม่ได้ แต่หากเชื่อมั่นพื้นฐานธุรกิจกลุ่มเคมีภัณฑ์ครบวงจรของ PTTGC ที่จะสามารถพลิกฟื้นกลับมาได้รวดเร็วเมื่อสถานการณ์ต่างๆ เข้าสู่ภาวะปกติ แม้ระยะสั้นจะมีปัจจัยลบกระทบกำไรและกดดันราคาหุ้นก็จะไม่หวั่น เพราะในระยะยาวราคาก็จะกลับไปสู่พื้นฐานที่แท้จริง
--------------------------
สำนักข่าว efinanceThai ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นได้ที่นี่
Website :
https://www.efinancethai.com
Facebook :
https://www.facebook.com/efinanceThaiTV/
Facebook :
https://www.facebook.com/efinanceThai/
lTwitter : @eFinanceThai
IG : @efinancethai_official
line : @efin
PTTGC มองข้ามข่าวร้าย...แล้วลงทุนเพื่ออนาคตได้ไหม?
PTTGC คึกคัก บวกเกือบ 11% หลังราคาหุ้นร่วงแรงรับข่าวสงครามราคาน้ำมันไปกว่า 30% ในระยะเวลาไม่ถึงเดือน นักวิเคราะห์มองราคาหุ้นสะท้อนข่าวลบไปแล้ว เชื่อ PTTGC จะฟื้นตัวเป็นรายแรกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงมองว่าน่าลงทุน เพราะธุรกิจจะกลับมาดีอีกครั้งในปี 64 แม้ว่าปีนี้จะขาดทุนยับ โดยเฉพาะไตรมาสแรกน่าจะขาดทุนสต็อกน้ำมันเกือบ 4 พันลบ.
ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล(PTTGC) วานนี้คึกคักไม่แพ้ดัชนีตลาดหุ้นเลยทีเดียว โดย PTTGC ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 11% มาปิดที่ 30.50 บาท ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นติด 1 ใน 10 ของหุ้นในตลาด
*** ราคาหุ้นร่วงรับข่าวลบน้ำมันดิ่งมากพอแล้ว
จากการสำรวจพบว่า หลังจากราคามันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากการประชุมประเทศกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ที่จบลงด้วยความล้มเหลว เนื่องจากรัสเซียไม่ขยายเวลาและลดกำลังผลิตลง ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบีย เปิดฉากสงครามราคาน้ำมันเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ราคาหุ้น PTTGC ร่วงลงต่อเนื่องกว่า 30% จากระดับ 43.75 บาทภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือน
โดยราคาปัจจุบัน บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส มองว่า ราคาหุ้น PTTGC ปรับตัวลงรับข่าวลบไปพอควรแล้ว
*** คาด PTTGC จะฟื้นตัวเป็นรายแรกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองว่า PTTGC นั้นเริ่มน่าสนใจ และคาดจะฟื้นตัวเป็นรายแรกโดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลกจะผลักดันให้ 1 ) มีการ Re-rating อีกหลายครั้ง 2) ราคาน้ำมันดิบดีขึ้น แต่นักลงทุนอาจต้องอดทนรอก่อน มูลค่าหุ้นปัจจุบัน (P/B 0.5 เท่า) ยังไม่ยุติธรรมสำหรับผู้นำปิโตรเคมีในภูมิภาค (มีพอร์ตหลากหลาย ความสัมพันธ์กับลูกค้าดี ได้เปรียบด้านวัตถุดิบ) ที่มีประวัติผลตอบแทนที่เหนือกว่า (ROE 11.2%, เงินปันผล 4.6%)
โดยมองว่า ธุรกิจของ PTTGC นั้นแข็งแกร่งจะสามารถกลับมาผงาดหลังวิกฤติ ด้วยความโดดเด่นในแง่กำลังการผลิต (11.26mta) มีความสัมพันธ์กับลูกค้าดี มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง แม้ส่วนต่างที่อ่อนแอจะส่งผลกระทบต่อกำไร แต่คาดว่า PTTGC จะยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ โดยกลุ่มเคมีภัณฑ์ครบวงจรจะหนุนอัตรากำไรขั้นต้นและจะเป็นผู้เล่นรายแรกที่ฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานโอเลฟินส์จะยังคงอยู่ที่ 100%
*** ไตรมาสแรกปีนี้ขาดทุนสต็อกน้ำมัน ส่วนทั้งปีกำไรทรุด 70%
โดยฝ่ายวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่า ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 63 และ 64 ลง -70% และ -12% เป็น 3.7 พันล้านบาท และ 11.4 พันล้านบาทตามลำดับ สะท้อนการปรับสมมติฐาน คือ
1. ลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบลง -22% และ -21% เป็น 35 และ 37 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (จาก 45 และ 47 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล)ทั้งนี้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ ดูไบเฉลี่ยลดลงมาแล้ว -13% และ -19% QTD เพราะอุปสงค์อ่อนแอ การเดินทางและขนส่งลดลงอย่างมากเมื่อโควิด-19 แพร่ระบาดเกือบจะทั่วโลก รวมทั้งมีสงครามราคาน้ำมันระหว่างซาอุฯกับรัสเซียด้วย
2. ลดสมมติฐานค่าการกลั่น (Market GRM) ในปี 63-64 ลง -17% และ -17% เป็น 2.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทั้งสองปี(ปี 62 เฉลี่ยอยู่ที่ 3.86 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล)
3. คาดว่าจะมีขาดทุนสต็อกในไตรมาส 1/63 ราว -3.9 พันล้านบาท (ในไตรมาส 4/ 63 ขาดทุนสต็อก -3.8 พันล้านบาท)
4. ลดราคา HDPE ปี 63 และ 64 ลง -16% และ -10% เป็น 800 และ 850 เหรียญสหรัฐ/ตัน
*** น่าลงทุน เพื่อรอลุ้นฟื้นตัวในปี 64
บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์ปรับเพิ่มคำแนะนำ PTTGC เป็น “ซื้อ” จากคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้คาดว่ากำไรปี 2563 จะลดลงจากโควิด-19 แต่ตลาดก็จะเริ่มมองผ่านในที่สุด โดยปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 37 บาท (P / B ปี 2563 ที่ 0.6 เท่า, -2.5SD)
ขณะที่บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส นั้นแนะนำเพียงแค่ถือ แต่ปรับลดราคาพื้นฐานเป็น 30 บาท เทียบเท่ากับ P/BV ปีนี้ที่ 0.48 เท่า (-3SD) ทั้งนี้แม้จะคาดว่างวด ไตรมาส 1/63 จะขาดทุนสุทธิ เพราะขาดทุนสต็อก, ค่าการกลั่นต่ำ, ขาดทุน FX จากที่มีหนี้ต่างประเทศ แต่ระยะยาวธุรกิจยังไปได้ดี และในปี 64 จะสามารถให้ Dividend yield ได้กว่า 4%
อนาคตเป็นเรื่องที่เราคาดเดาไม่ได้ แต่หากเชื่อมั่นพื้นฐานธุรกิจกลุ่มเคมีภัณฑ์ครบวงจรของ PTTGC ที่จะสามารถพลิกฟื้นกลับมาได้รวดเร็วเมื่อสถานการณ์ต่างๆ เข้าสู่ภาวะปกติ แม้ระยะสั้นจะมีปัจจัยลบกระทบกำไรและกดดันราคาหุ้นก็จะไม่หวั่น เพราะในระยะยาวราคาก็จะกลับไปสู่พื้นฐานที่แท้จริง
--------------------------
สำนักข่าว efinanceThai ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นได้ที่นี่
Website : https://www.efinancethai.com
Facebook : https://www.facebook.com/efinanceThaiTV/
Facebook : https://www.facebook.com/efinanceThai/
lTwitter : @eFinanceThai
IG : @efinancethai_official
line : @efin