ประสบการณ์ขนหัวลุก

กระทู้คำถาม
ก่อนจะเล่าประสบการณ์ขนหัวลุกที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เราขอแนะนำก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เราพบเจอมาซึ่งขอบอกไว้ก่อนว่า เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล  หากเราผิดพลาดอะไรตรงไหน ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ 
ขอเริ่มเลยแล้วกัน ก่อนอื่นเลยเราขอบอกก่อนว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงตอนที่เรากำลังศึกษาอยู่ชั้นปี 2 ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เราเรียนสาขาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งแน่นอนแหละว่าจะต้องมีการไปศึกษานอกสถานที่ และตอนนั้นทางคณะอาจารย์ก็ได้ตกลงความเห็นกัน ว่าจะพานศ.ชั้นปี 2 และ 3 ไปศึกษานอกสถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดเลย (เราขอไม่บอกนะว่าเป็นสถานที่ไหน) แต่หลายคนคงจะพอทราบกันอยู่แล้วแหละ เมื่อเราและเพื่อนๆ ได้ทราบข่าวว่าทางสาขาจะพาไปทัศนศึกษานอกห้องเรียน 3วัน 2คืน พวกเราตื่นเต้นกันมาก ดีใจแบบสุดๆ แต่ในความดีใจนั้น ก็ต้องเตรียมตัว เตรียมร่างกายให้พร้อม เพราะการไปเดินป่าครั้งนี้สำหรับเรา เราคิดว่ามันน่าจะหนักหนาพอสมควร หากไม่เตรียมพร้อมร่างกายให้ฟิต
ก่อนคืนที่พวกเราจะเดินทางไปนั้น เราได้ศึกษาสถานที่เพื่อดูว่าเราต้องเตรียมพร้อมยังไงบ้าง แต่ที่น่าสนใจคือ เราเองเป็นคนที่ชอบฟังเกี่ยวกับเรื่องหลอนๆ ผีๆ ทำนองนี้ เราได้ไปเจออยู่เรื่องนึงคือที่ที่เราจะไปนี่แหละ ก็ฟังจนจบ แล้วเราก็ได้ไปเล่าให้เพื่อนฟัง แต่เพื่อนก็ไม่ได้สนใจอะไร ส่วนตัวแล้วเป็นคนที่เชื่อเรื่องพวกนี้นะ แต่ก็ฟังเพื่อความสนุกไม่ได้หลบหลู่แต่อย่างใด เมื่อถึงวันที่เดินทาง ตอนนั้นเดินทางช่วงกลางคืนประมาณ 3ทุ่ม ออกจากมหาวิทยาลัย ด้วยรถบัส1คัน กับนศ.และอาจารย์ 5ท่าน ประมาณเกือบ30 กว่าคนได้ ช่วงเวลาของการเดินทางก็ไม่มีปัญหาอะไร เดินทางปลอดภัยจนไปถึงจังหวัดเลย และถึงสถานที่จุดหมาย ประมาณตี5 ตอนนั้นทางอุทยานยังไม่เปิดทำการ ก็เป็นช่วงเวลาที่พวกเราได้มีเวลานั่งล้อมวงกินข้าวที่เพื่อนได้เตรียมมา หลังจากที่อุทยานเปิดแล้ว พวกเราก็ได้ไปเช็คอินเพื่อซื้อบัตรค่าเข้า และทำการแบ่งกลุ่มกันออกเป็น 5กลุ่ม ก่อนที่จะขึ้นเขานั้น เพื่อนบางกลุ่มได้ใช้บริการลูกหาบเพราะสำภาระของแต่ละคนนั้นที่ขนมาก็น้ำหนักไม่ใช่น้อย จะแบกขึ้นเองก็ไม่ไหว พวกเราเริ่มเดินขึ้นเขาประมาณ 8 โมง (เราขอข้ามตอนเดินขึ้นเขาไปนะ) พอไปถึงที่พัก สภาพทุกคนคือเหนื่อยหอบกันมาก บางคนถึงบ่าย บางคนกว่าจะถึงก็เล่นเอาซะรอกินข้าวเย็นทีเดียวอะ เพราะเดินไปพักไป ช่วงเวลาตอนเย็นพวกเราได้ไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก หลังจากที่กลับมาจากดูพระอาทิตย์ตก พวกเราได้ไปอาบน้ำแล้วมากินข้าว ซึ่งคืนแรกของการพักผ่อนก็ผ่านไปได้ด้วยดี เมื่อเวลาประมาณ 05:00 ทางอุทยานได้ประกาศว่านักท่องเที่ยวคนไหนสนใจที่จะไปดูพระอาทิตย์ขึ้น พวกเราก็พากันไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ที่ผานกแอ่น วันที่ 2 กิจกรรมที่เราต้องทำคือการเดินป่าหลายกิโล ซึ่งการเดินป่าครั้งนี้เป็นการเดินทางที่ใช้เวลานานและเดินหลาย 10 กิโลมาก เพื่อนบางคนเลือกที่จะไม่ไป แต่มีบางกลุ่มที่ต้องการไปดูพระอาทิตย์ตก ที่ ผาหล่มสัก ซึ่งระหว่างทางการเดินนั้นเราเกิดรู้สึกเจ็บเท้า คนอื่นไม่เป็นอะไร มีแต่เราที่เจ็บเท้าอยู่คนเดียว เราก็เลยฝืนเดินต่อ เมื่อไปถึงผาหล่มสัก ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดินท้องฟ้าก็เริ่มมืด ระหว่างทางก็มองไม่เห็นเราเป็นกลุ่มสุดท้ายของการเดินป่าตอนนั้นเราเจ็บเท้ามาก ถึงขนาดที่ถอดรองเท้าแล้วเดินเหยียบบนทราย แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้เราหายเจ็บ ในจังหวะเดินทางกลับนั้นอยู่ดีๆในหัวมันก็มีแว้บๆเข้ามาว่าเรื่องผีที่เราฟังมานั้น ก็แล่นเข้ามาในหัว เราพยามไม่คิดอะไรมาก เพราะเราเองก็กลัว เพราะตอนนั้นมันทั้งมืด ทั้งเงียบ ทั้งวังเวง บรรยากาศชวนขนลุก ตอนนั้นเราจำได้ว่าเราเดินทางมาถึงผาเหยียบเมฆ จังหวะนั้นเท้าที่เราเจ็บ มันทำให้เราเริ่มเดินต่อไม่ไหว เลยต้องขี่หลังเพื่อน     ตอนนั้นก็น่าจะประมาณ 3ทุ่มได้ พวกเราได้หยุดพักที่ผาเหยียบเมฆ ถ้าจำไม่ผิดนะ ตอนนั้นมีนทท.กลุ่มอื่นที่เขาเดินนำมาก่อนหน้าแล้ว ได้มาพักจุดนี้เหมือนกัน เพราะมันมีแสงไฟสปอตไลท์ที่ชาวบ้านที่เขาอาศัยอยู่บริเวณนั้นได้เปิดไว้ ด้วยบรรยากาศตอนนั้นทุกคนพากันพักแบบเงียบๆ ไม่ได้ส่งเสียงคุยเสียงดังอะไร ได้ยินก็แต่เสียงของชาวบ้านคุยกัน เป็นเสียงผญ.กับผช. ตอนแรกเหมือนจะคุยกันดีๆ พอสักพักเขาเริ่มคุยเสียงทะเลาะกัน พร้อมกับปิดไฟสปอตไลท์ดวงนั้น ไม่แน่ใจว่าเขาปิดไล่พวกเรารึป่าว ทำให้บริเวณนั้นมันมืด บรรยากาศเริ่มไม่ค่อยจะดีแล้ว พวกเรากับนทท.กลุ่มอื่นจึงรีบพากันเดินออกมาจากตรงนั้นอย่างเงียบๆ แล้วรีบเดินไปให้ไกลที่สุด จนถึงที่พัก ตอนนั้นอาจารย์ได้ให้เรารออยู่ที่หน้าบ้านพัก เพราะอาจารย์จะให้เราเอาเท้าแช่น้ำอุ่น ซึ่งเราเป็นคนเดียวที่มีอาการเจ็บเท้า ระหว่างที่รออยู่นั้น เพื่อนก็ต่างพากันไปอาบน้ำชำระร่างกาย ทิ้งให้เราอยู่หน้าบ้านพักคนเดียว จังหวะที่รออาจารย์อยู่หน้าบ้าน ตรงนั้นเราบอกได้เลยว่าข้างหลังเราเป็นป่า ซึ่งคงไม่มีใครอยู่แถวนั้นแน่ๆ (พิมแล้วก็ขนลุก) เราเลยนั่งนวดเท้าไปพรางๆ ระหว่างนั้นด้วยความที่หางตาของเรามันรู้สึกว่าเหมือนมีเงาของคนเดินผ่าน แต่ตรงที่เราอยู่บอกเลยว่าไม่มีใครแน่ๆ คือในใจอะมันสั่นมันกลัวไปหมดละ แต่พยามตั้งสติแล้วนั่งทำใจนิ่งๆ จนอาจารย์เดินมาเรียกให้ขึ้นบ้านไปแช่เท้า จริงๆอาจารย์จะให้เราพักที่บ้านพักกับอาจารย์นะ แต่เราไม่ยอมขอไปนอนเต็นท์กับเพื่อนดีกว่า แล้วคืนที่สองก็ผ่านไปได้ด้วยดี พอถึงตอนเช้าพวกเราก็ได้เก็บสำภาระแล้วก็เริ่มเดินทางกลับ  เราได้เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟังนะ แต่ก็คงไม่มีใครเชื่อเรา โดยส่วนตัวแล้วเราคิดว่า สิ่งที่เราพบเจอมานั้น อาจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่มีอยู่จริงก็ได้ แต่เราอะคนนึงที่เชื่อว่าสิ่งที่มองไม่เห็นมีอยู่จริง 
ขอจบเรื่องแต่เพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ
🙏ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านค่ะ🙏
: โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน :
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่