สวัสดีครับ ชาวพันทิปทุกท่าน พอดีช่วงมกราต้นปีที่ผ่านมาได้ไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นแล้วรู้สึกเป็นประสบการณ์อะไรใหม่ๆดี เลยอยากเอามาแชร์ให้อ่านครับ
เวลาพูดถึงฤดูหนาวที่ญี่ปุ่น หลายคนอาจจะนึกถึงไปสกีที่ hakuba หรือ niseko
แต่จริงๆแล้วมันยังมีอะไรให้ทำมากกว่านั้นครับ จขกท.ไปเจอมาว่าเราสามารถเดินป่าช่วงฤดูหนาวได้ รวมถึงปีนผาน้ำแข็งได้ด้วยที่เมืองนิกโก้
ก็เลยลงเอยแวะไปเที่ยวนิกโก้ 2 วัน 1 คืนครับ เป็น 2 วัน 1 คืน ที่สนุกสุดๆลืมไม่ลงเลย
ถ้ามีจุดไหนอ่านละไม่เคลียหรืองงๆขออภัยล่วงหน้าด้วยครับ
TLDR สำหรับคนเวลาน้อยสามารถอ่านสรุปในช่อง spoil ได้เลยนะครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้- วันแรก จขกท. ไปเดิน route น้ำตก ioridaki (น้ำตกน้ำแข็ง) ที่อุณหภูมิ -16 องศา เรียกได้ว่าหนาวสุดๆๆ
- ใช้เวลาเดินไปกลับ ประมาน 4 ชั่วโมง ระยะทาง 12 km elevation gain 400 m
- สำคัญ *** ควรมีอุปกรณ์กันหนาว อุปกรณ์เดินป่า พวก ไม้โพล รองเท้าที่เดินหิมะ เสบียง ไปด้วย ไม่เหมาะกับคนที่ร่างกายไม่ฟิตหรือไม่ค่อยออกกำลังกายมาก่อน
- น้ำตกสวยมากๆครับ
- วันที่ 2 จขกท ไปลองปีนผาน้ำแข็งมาโดยจองกับ local guide https://oneplayit.com/en/ ของญี่ปุ่นครับ local guide ชื่อ Uki san ครับ nice มากๆเขาพอพูดอังกฤษได้นิดหน่อย เขาจะสอนตั้งแต่ basic เลยครับ ไม่มีประสบการณ์ก็มาได้
- เป็นผาที่เขาทำขึ้นมาเองสูงประมาน 30 เมตร ครับ Uki san จะคอยดึง belay มี safety ค่อนข้างปลอดภัย
- อุปกรณ์สามารถเช่าเขาได้หมดเลยครับแต่อาจจะต้องแจ้งล่วงหน้านิดนึงว่าจะเช่าอะไรบ้าง
- ฟีลคนละแบบกับปีนผาจำลองเลยครับ อันนี้รู้สึกว่าใช้กล้ามน่องเป็นหลัก กับแขนในการดึงดัวขึ้นไป
- ใช้เวลาตั้งแต่ 9:00 - 16:00 เลย ครับ

สำหรับใครที่ไม่รู้จักนิกโก้นะครับ นิกโก้เป็นเมืองเล็กๆที่อยู่ใน tochigi perfecture ครับไม่ไกลจากโตเกียวนั่งรถไฟไปประมาน 2 ชั่วโมง จริงๆแล้วนิกโก้เนี่ยเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นจนได้ชื่อว่าเป็นเมืองมรดกโลกครับ (สำหรับในกระทู้นี้จะขอข้ามไม่เล่านะครับลองไปหาอ่านเอง // เพราะ จขกท.ก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียด 555)
เอาล่ะครับมาเริ่มกันเลย วันแรก จขกทเลือกไปเดินป่าไปตามหาน้ำตกน้ำแข็ง Ioridaki ครับ ที่ว่ากันว่าอันนี้แหละ unseen Nikko สุดๆ
Day 1 จขกท นั่งรถไฟจาก Asakusa ไป Tobu Nikko ครับ ขึ้นเที่ยวแรกตอน 6:30 ถึง Nikko ประมาน 8:30 ครับ ราคาอยู่ที่ประมานคนละ 300 บาทครับ
** ย้ำว่าไป Tobu Nikko นะครับมันจะใกล้กว่า JR Nikko **
ระหว่างบนรถไฟก็ดูวิวเพลินๆ รู้ตัวอีกทีถึง Nikko ละครับ อากาศอุณหภูมิเลขหลักเดียว ฟ้าใส ในหัวคือเหมาะแก่การเดินป่ามากๆ (หารู้ไม่กำลังจะกลายเปนผู้รปะสบภัยในอีกไม่ช้า5555)
ตอนที่ถึงสถานีก็มีไปคุยกับ toursit information ตรงสถานี เพื่อ confirm วิธีไปน้ำตก Iorodaki
สิ่งแรกที่ป้าในสถานีถามคือ Are you sure ? เหมือนป้าแกช็อคเบาๆเห็นทรงพวกเราไม่น่าเดินไหว 55555 ละป้าแกก็แนะนำว่าถ้าไม่มีอุปกรณ์เดินไม่ควรไป
ในหัวตอนนั้นก็คือ มันจะเท่าไหร่กันเชียวป้า เอาหน่อยดิวะมาทั้งที ละก็ตอบป้าไปอย่างมั่นใจว่า absolutely ถถถ
วิธีไปน้ำตกก็คือให้ขึ้น รถบัสสายที่ไป Yumoto Onsen ครับ สายสีทอง
และป้าแกก็ให้แผนที่เส้นทางรถบัสมาละบอกว่าให้ลงที่ สถานีหมายเลข 39 ละแนะนำว่าสถานี 40 มีร้านให้เช่าไม้โพกับรองเท้าที่เอาไว้เดินในหิมะ
ผมกับเพื่อนกืทำการซื้อ pass รถบัสเผื่อว่าถ้าเดินมีเวลาๆเหลือๆจะกลับมาเที่ยววัดในเมืองต่อ สำหรับ pass รถบัสถ้าเราพักกับโรงแรมที่ร่วมรายการเขาจะมีส่วนลดค่า pass 50% ครับ ซึ่งโชคดีมากๆที่โรงแรมที่ผมพักดันเข้าร่วมพอดี (ถามว่าแล้วจะรู้ได้ไงว่าโรงแรมไหนเข้าร่วม ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน 5555)
รถบัสจะใช้เวลาอีกประมาน 1 ชัวโมง เพื่อไปถึงสถานี 39 ครับ จะเป็นทางโค้งขึ้นภูเขาซะส่วนมากใครเมารถก็เตรียมยาแก้เมามาเลยครับ
ระหว่างทางที่นั่งรถบัส ผมเห็นฟ้าเริ่มครึ้มๆ ในใจเริ่มคิดละ หิมะจะตกปะวะ
อันนี้เป็นภาพระหว่างทางตอนรถแวะพักครับ
ตอนที่อยู่บนรถบัสก็เช็คสภาพอากาศด้วยว่าเป็นไง ....
โอโห้ -6 องศา เมื่อกี้ยังเลขหลักเดียวอยู่ไหงติดลบนะ ละเพิ่งนึกได้ว่าเรานั่งขึ้นเขามานี่หว่า จะติดลบก็ไม่แปลก
ตอนนั้นเริ่มตุ้มๆต่อมๆละ จะไหวมั้ยนะ
พอมาถึงสถานี 39 ที่หมายก็ลงมาละพบว่า โคตรหนาว!!! หนาวมาก ลมก็โคตรแรง สั่นเป็นเจ้าเข้าเลยครับ ละเหมือนมันมี sign ว่าหิมะจะตกด้วย
เริ่มคิดว่าท่าไม่ดีละ ถ้าหิมะตกน่าจะเดินลำบากแน่ๆ ก็เลยตัดสินใจเดินไปสถานี 40 เพื่อ เช่าไม้โพ กับที่ใส่เวลาเดินบนหิมะครับ
อันนี้คือบรรยากาศทางที่ไปครับ
ตรงที่ไปเช่าจะเหมือนเป็น hut มีทั้งขายอาหาร ของฝาก เป็นสวรรค์จุดพักสำหรับนักเดินทางเลยครับ
ระหว่างเดินไปหิมะก็เริ่มตกละครับ เสียเวลาเดินไปกลับ ประมาน 30 นาทีแต่ก็ได้ไม้โพ มาพร้อมลุยครับ
เอาล่ะเมื่อมาถึงป้าย 39 หน้าทางเข้าอีกครั้งก็เซลฟี่ check-in ซัก 1
ทางเข้าจะเป็นทางที่ค่อนข้างชัดครับถ้าลงป้ายปุ๊ปก็คืออยู่หน้าทางเข้าเลย ก่อนเข้าจะมี มีป้ายเตือนก่อนเข้าด้วยครับ
ช่วงแรกของทาง ทางค่อนข้างง่ายครับสามารถเดินตามทางที่ผ้าผูกหรือรอยเท้าคนข้างหน้าได้เลย

หลังจากเดินไปได้ซักพัก อากาศเริ่มเย็นลงกว่าเดิม ละมีจังหวะนึงกำลังจะเตรียมหยิบมืถือมาถ่ายพบว่า แบตหมด !!! หนาวเกินจนมือถือดับ!!! ยังดีที่ที่มี action cam กับกล้อง dslr เลยพอเก็บภาพมาไว้บางส่วนได้
ระหว่างทางเราก็จะเจอกับนักเดินป่าคนญี่ปุ่นตลอดเลยครับ เขาจะทัก konichiwa ทุกครั้งเวลาสวนกันเหมือนเป็นมารยาทของการเดินป่าที่นั่นแหละ
หลังจากเดินตามทางหิมะไปเรื่อยๆครับ มันจะมีทางที่เป็นทางแยก ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปทะเลสาบ chu zen ji ถ้าเลี้ยวขวาจะไป น้ำตก Iorodaki ทางจะเป็นถนน ตามรูปครับ

อันนี้สภาพตอนโดนพายุหิมะเข้า

อันนี้ตอนถึงทางแยกละเช็คแผนที่เพื่อความชัวร์อีกครั้ง
ระหว่างทางตรงถนนจขกทก็จะถามคนที่เดินสวนกันด้วยครับว่าน้ำตกไปทางนี้ใช่ไหมเพื่อกันหลงตลอด
มีครั้งนึงเขาแนะนำบอกว่าให้รีบหน่อยเดี๋ยวมันจะมืดก่อน (ตอนนั้น 12:00) ก็เลยรีบสับขากันหน่อยเพราะถ้ามืดเดี๋ยวอันตราย
หลังจากที่เดินตามถนนไปเรื่อยๆครับ จะเจอป้ายทางเข้าน้ำตกอีกครั้ง (ตรงนี้ จขกท ไม่ได้ถ่ายมาครับเพราะตอนนั้นเริ่มรีบละ)
ตรงทางที่เลี้ยวเข้าน้ำตกมันจะมีแลนด์มาร์ค เป็น ต้นสนที่เขากำลังปลูกไว้อยู่ครับ (รูปจากกล้อง action camครับ ติดตรงกระเป๋าเป้มันเลยเบี้ยวๆหน่อย)
หลังจากนี้เท่าที่จำได้จะไม่มีผ้าผูกไว้แล้วแต่จะมีทางเดินเป็นรอยเท้าคนทำไว้อยู่ครับ สามารถเดินได้เลย
ซึ่งตรงนี้แหละครับเป็นของจริง elevation gain จะอยู่ประมาน 400 เมตร แต่พอมันเป็น 400 เมตรบนหิมะหนาๆ เล่นเอาหอบพอสมควรเลยครับช่วงนั้นตอนเดินมีท้อเหมือนกัน หายใจก็แทบไม่ทันกัน
ตอนเดินต้องตั้งสติพอสมควรครับเพราะหิมะหนา แต่ถ้าเหยียบไปอาจจะยวบได้ มีจังหวะเท้าเกือบพลิกด้วย แนะนำให้เดินตามรอยเท้าเก่าดีที่สุด
ใช้เวลาประมานซักพักก็จะถึงน้ำตก Ioridaki ครับ สวยมาก สวยแบบตะโกนนน
ตอนที่ถึง ถึงประมาน 14:00 ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้าย 5555 เลยไม่ได้มีเวลาอยู่ตรงนั้นนานมากครับ กลัวว่าเดี๋ยวจะออกจากป่าเลทแล้วเป็นเรื่อง
ละที่ซวยกว่าคือพวกผมไม่ได้เตรียมเสบียงอะไรมาเลยครับตอนแรกคิดว่ามันเดินแค่ 1-2 ชั่วโมง
ทั้งกระเป่ามีแค่โคร็อกเกะ 2 ชิ้นกับน้ำเปล่าที่พอหยิบมามันกลายเป็นน้ำแข็งแล้ว 5555
เลยต้องทนความหิวรีบเดินกลับกัน
อันนี้เป็นมุมหันหลังให้น้ำตกครับ

มีคนมาทำน้องเป็ดหลังน้ำตกด้วยย
ตอนขากลับไม่ค่อยได้ถ่ายอะไรมากเพราะรีบเดินกลับกัน บวกกับ ตอนนั้นหนาวมากๆอุณหภูมิน่าจะประมาน -16 องศาครับ จากที่นาฬิกา garmin วัดได้อยากกลับไป hut ให้ไวที่สุด
อีกอย่างที่ต้องรีบเพราะพายุเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆด้วย มีบางช่วงที่รอยเท้าหายไปก็มี แต่ยังดีที่ตรงนั้นมีผ้าผูกไว้
อันนี้น่าจะเป็นรูปเดียวที่ถ่ายตอนขากลับ ลมแรงมากกก
ถึง hut ประมาน 16:00 ระยะเวลาเดินทั้งหมดประมาน 4 ชั่วโมงครับ เดินไป 12 กิโล total
พอคืนอุปกรณ์เสร็จสิ่งที่ประทับใจมากๆคือ มีอาม่าเจ้าของ hut แกเอาน้ำชากับเซมเบ้ มาให้ครับ เป็นมื้ออาหารที่อร่อยที่สุด

อันนี้เป็นน้ำเปล่าที่เอาไปครับมันยังเป็นน้ำแข็งอยู่เลยขนาดออกจากป่ามาแล้ว 5555
หลังจากนั่งแช่ที่ hut ประมานชั่วโมงนึงก็นั่งรถบัสลงมา ถึงเมือง Nikko ประมาน 18:00 กว่าๆครับ
ไม่ได้ไปเที่ยววัดหรือสะพานที่เปนแลนด์มาร์คของนิกโก้เลย T T
ลงเอยด้วยบียร์ ฉลองที่ผ่านประสบการณ์ -16 องศามาได้
โดยสรุปน้ำตกสวยมากๆครับคุ้มกับที่เหนื่อยไปมากๆ แต่ก็เป็น lesson learn เลยว่าต้องเตรียมสเบียงให้พร้อมกว่านี้ ไม่งั้นหิวตลอดทางแน่ๆ
ส่วนพวกเสื้อผ้าส่วนตัวคิดว่าถ้าได้ jacket กันลมกับถุงมือดีๆ ซักคู่น่าจะชิวกว่านี้ครับ จขกทใช้ถุงมือ GU กากมากครับ T T
วันถัดไปมีนัดกับ Uki san local guide ที่จะพาผมกัยเพื่อนไปปีนผาน้ำแข็งกันครับ เขาจะมารับเราตอน 9 โมงเช้า
เดี๋ยวจะกลับมาเขียนต่อนะคร้าบ
สกีหลบไป มาเดินป่าหิมะกับปีนผาน้ำแข็ง ที่นิกโก้เมืองมรดกโลก 2 วัน 1 คืน
เวลาพูดถึงฤดูหนาวที่ญี่ปุ่น หลายคนอาจจะนึกถึงไปสกีที่ hakuba หรือ niseko
แต่จริงๆแล้วมันยังมีอะไรให้ทำมากกว่านั้นครับ จขกท.ไปเจอมาว่าเราสามารถเดินป่าช่วงฤดูหนาวได้ รวมถึงปีนผาน้ำแข็งได้ด้วยที่เมืองนิกโก้
ก็เลยลงเอยแวะไปเที่ยวนิกโก้ 2 วัน 1 คืนครับ เป็น 2 วัน 1 คืน ที่สนุกสุดๆลืมไม่ลงเลย
ถ้ามีจุดไหนอ่านละไม่เคลียหรืองงๆขออภัยล่วงหน้าด้วยครับ
TLDR สำหรับคนเวลาน้อยสามารถอ่านสรุปในช่อง spoil ได้เลยนะครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
สำหรับใครที่ไม่รู้จักนิกโก้นะครับ นิกโก้เป็นเมืองเล็กๆที่อยู่ใน tochigi perfecture ครับไม่ไกลจากโตเกียวนั่งรถไฟไปประมาน 2 ชั่วโมง จริงๆแล้วนิกโก้เนี่ยเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นจนได้ชื่อว่าเป็นเมืองมรดกโลกครับ (สำหรับในกระทู้นี้จะขอข้ามไม่เล่านะครับลองไปหาอ่านเอง // เพราะ จขกท.ก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียด 555)
เอาล่ะครับมาเริ่มกันเลย วันแรก จขกทเลือกไปเดินป่าไปตามหาน้ำตกน้ำแข็ง Ioridaki ครับ ที่ว่ากันว่าอันนี้แหละ unseen Nikko สุดๆ
Day 1 จขกท นั่งรถไฟจาก Asakusa ไป Tobu Nikko ครับ ขึ้นเที่ยวแรกตอน 6:30 ถึง Nikko ประมาน 8:30 ครับ ราคาอยู่ที่ประมานคนละ 300 บาทครับ
** ย้ำว่าไป Tobu Nikko นะครับมันจะใกล้กว่า JR Nikko **
ระหว่างบนรถไฟก็ดูวิวเพลินๆ รู้ตัวอีกทีถึง Nikko ละครับ อากาศอุณหภูมิเลขหลักเดียว ฟ้าใส ในหัวคือเหมาะแก่การเดินป่ามากๆ (หารู้ไม่กำลังจะกลายเปนผู้รปะสบภัยในอีกไม่ช้า5555)
ตอนที่ถึงสถานีก็มีไปคุยกับ toursit information ตรงสถานี เพื่อ confirm วิธีไปน้ำตก Iorodaki
สิ่งแรกที่ป้าในสถานีถามคือ Are you sure ? เหมือนป้าแกช็อคเบาๆเห็นทรงพวกเราไม่น่าเดินไหว 55555 ละป้าแกก็แนะนำว่าถ้าไม่มีอุปกรณ์เดินไม่ควรไป
ในหัวตอนนั้นก็คือ มันจะเท่าไหร่กันเชียวป้า เอาหน่อยดิวะมาทั้งที ละก็ตอบป้าไปอย่างมั่นใจว่า absolutely ถถถ
วิธีไปน้ำตกก็คือให้ขึ้น รถบัสสายที่ไป Yumoto Onsen ครับ สายสีทอง
และป้าแกก็ให้แผนที่เส้นทางรถบัสมาละบอกว่าให้ลงที่ สถานีหมายเลข 39 ละแนะนำว่าสถานี 40 มีร้านให้เช่าไม้โพกับรองเท้าที่เอาไว้เดินในหิมะ
ผมกับเพื่อนกืทำการซื้อ pass รถบัสเผื่อว่าถ้าเดินมีเวลาๆเหลือๆจะกลับมาเที่ยววัดในเมืองต่อ สำหรับ pass รถบัสถ้าเราพักกับโรงแรมที่ร่วมรายการเขาจะมีส่วนลดค่า pass 50% ครับ ซึ่งโชคดีมากๆที่โรงแรมที่ผมพักดันเข้าร่วมพอดี (ถามว่าแล้วจะรู้ได้ไงว่าโรงแรมไหนเข้าร่วม ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน 5555)
รถบัสจะใช้เวลาอีกประมาน 1 ชัวโมง เพื่อไปถึงสถานี 39 ครับ จะเป็นทางโค้งขึ้นภูเขาซะส่วนมากใครเมารถก็เตรียมยาแก้เมามาเลยครับ
ระหว่างทางที่นั่งรถบัส ผมเห็นฟ้าเริ่มครึ้มๆ ในใจเริ่มคิดละ หิมะจะตกปะวะ
อันนี้เป็นภาพระหว่างทางตอนรถแวะพักครับ
ตอนที่อยู่บนรถบัสก็เช็คสภาพอากาศด้วยว่าเป็นไง ....
โอโห้ -6 องศา เมื่อกี้ยังเลขหลักเดียวอยู่ไหงติดลบนะ ละเพิ่งนึกได้ว่าเรานั่งขึ้นเขามานี่หว่า จะติดลบก็ไม่แปลก
ตอนนั้นเริ่มตุ้มๆต่อมๆละ จะไหวมั้ยนะ
พอมาถึงสถานี 39 ที่หมายก็ลงมาละพบว่า โคตรหนาว!!! หนาวมาก ลมก็โคตรแรง สั่นเป็นเจ้าเข้าเลยครับ ละเหมือนมันมี sign ว่าหิมะจะตกด้วย
เริ่มคิดว่าท่าไม่ดีละ ถ้าหิมะตกน่าจะเดินลำบากแน่ๆ ก็เลยตัดสินใจเดินไปสถานี 40 เพื่อ เช่าไม้โพ กับที่ใส่เวลาเดินบนหิมะครับ
อันนี้คือบรรยากาศทางที่ไปครับ
ตรงที่ไปเช่าจะเหมือนเป็น hut มีทั้งขายอาหาร ของฝาก เป็นสวรรค์จุดพักสำหรับนักเดินทางเลยครับ
ระหว่างเดินไปหิมะก็เริ่มตกละครับ เสียเวลาเดินไปกลับ ประมาน 30 นาทีแต่ก็ได้ไม้โพ มาพร้อมลุยครับ
เอาล่ะเมื่อมาถึงป้าย 39 หน้าทางเข้าอีกครั้งก็เซลฟี่ check-in ซัก 1
ทางเข้าจะเป็นทางที่ค่อนข้างชัดครับถ้าลงป้ายปุ๊ปก็คืออยู่หน้าทางเข้าเลย ก่อนเข้าจะมี มีป้ายเตือนก่อนเข้าด้วยครับ
ช่วงแรกของทาง ทางค่อนข้างง่ายครับสามารถเดินตามทางที่ผ้าผูกหรือรอยเท้าคนข้างหน้าได้เลย
หลังจากเดินไปได้ซักพัก อากาศเริ่มเย็นลงกว่าเดิม ละมีจังหวะนึงกำลังจะเตรียมหยิบมืถือมาถ่ายพบว่า แบตหมด !!! หนาวเกินจนมือถือดับ!!! ยังดีที่ที่มี action cam กับกล้อง dslr เลยพอเก็บภาพมาไว้บางส่วนได้
ระหว่างทางเราก็จะเจอกับนักเดินป่าคนญี่ปุ่นตลอดเลยครับ เขาจะทัก konichiwa ทุกครั้งเวลาสวนกันเหมือนเป็นมารยาทของการเดินป่าที่นั่นแหละ
หลังจากเดินตามทางหิมะไปเรื่อยๆครับ มันจะมีทางที่เป็นทางแยก ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปทะเลสาบ chu zen ji ถ้าเลี้ยวขวาจะไป น้ำตก Iorodaki ทางจะเป็นถนน ตามรูปครับ
อันนี้สภาพตอนโดนพายุหิมะเข้า
อันนี้ตอนถึงทางแยกละเช็คแผนที่เพื่อความชัวร์อีกครั้ง
ระหว่างทางตรงถนนจขกทก็จะถามคนที่เดินสวนกันด้วยครับว่าน้ำตกไปทางนี้ใช่ไหมเพื่อกันหลงตลอด
มีครั้งนึงเขาแนะนำบอกว่าให้รีบหน่อยเดี๋ยวมันจะมืดก่อน (ตอนนั้น 12:00) ก็เลยรีบสับขากันหน่อยเพราะถ้ามืดเดี๋ยวอันตราย
หลังจากที่เดินตามถนนไปเรื่อยๆครับ จะเจอป้ายทางเข้าน้ำตกอีกครั้ง (ตรงนี้ จขกท ไม่ได้ถ่ายมาครับเพราะตอนนั้นเริ่มรีบละ)
ตรงทางที่เลี้ยวเข้าน้ำตกมันจะมีแลนด์มาร์ค เป็น ต้นสนที่เขากำลังปลูกไว้อยู่ครับ (รูปจากกล้อง action camครับ ติดตรงกระเป๋าเป้มันเลยเบี้ยวๆหน่อย)
หลังจากนี้เท่าที่จำได้จะไม่มีผ้าผูกไว้แล้วแต่จะมีทางเดินเป็นรอยเท้าคนทำไว้อยู่ครับ สามารถเดินได้เลย
ซึ่งตรงนี้แหละครับเป็นของจริง elevation gain จะอยู่ประมาน 400 เมตร แต่พอมันเป็น 400 เมตรบนหิมะหนาๆ เล่นเอาหอบพอสมควรเลยครับช่วงนั้นตอนเดินมีท้อเหมือนกัน หายใจก็แทบไม่ทันกัน
ตอนเดินต้องตั้งสติพอสมควรครับเพราะหิมะหนา แต่ถ้าเหยียบไปอาจจะยวบได้ มีจังหวะเท้าเกือบพลิกด้วย แนะนำให้เดินตามรอยเท้าเก่าดีที่สุด
ใช้เวลาประมานซักพักก็จะถึงน้ำตก Ioridaki ครับ สวยมาก สวยแบบตะโกนนน
ตอนที่ถึง ถึงประมาน 14:00 ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้าย 5555 เลยไม่ได้มีเวลาอยู่ตรงนั้นนานมากครับ กลัวว่าเดี๋ยวจะออกจากป่าเลทแล้วเป็นเรื่อง
ละที่ซวยกว่าคือพวกผมไม่ได้เตรียมเสบียงอะไรมาเลยครับตอนแรกคิดว่ามันเดินแค่ 1-2 ชั่วโมง
ทั้งกระเป่ามีแค่โคร็อกเกะ 2 ชิ้นกับน้ำเปล่าที่พอหยิบมามันกลายเป็นน้ำแข็งแล้ว 5555
เลยต้องทนความหิวรีบเดินกลับกัน
อันนี้เป็นมุมหันหลังให้น้ำตกครับ
มีคนมาทำน้องเป็ดหลังน้ำตกด้วยย
ตอนขากลับไม่ค่อยได้ถ่ายอะไรมากเพราะรีบเดินกลับกัน บวกกับ ตอนนั้นหนาวมากๆอุณหภูมิน่าจะประมาน -16 องศาครับ จากที่นาฬิกา garmin วัดได้อยากกลับไป hut ให้ไวที่สุด
อีกอย่างที่ต้องรีบเพราะพายุเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆด้วย มีบางช่วงที่รอยเท้าหายไปก็มี แต่ยังดีที่ตรงนั้นมีผ้าผูกไว้
อันนี้น่าจะเป็นรูปเดียวที่ถ่ายตอนขากลับ ลมแรงมากกก
ถึง hut ประมาน 16:00 ระยะเวลาเดินทั้งหมดประมาน 4 ชั่วโมงครับ เดินไป 12 กิโล total
พอคืนอุปกรณ์เสร็จสิ่งที่ประทับใจมากๆคือ มีอาม่าเจ้าของ hut แกเอาน้ำชากับเซมเบ้ มาให้ครับ เป็นมื้ออาหารที่อร่อยที่สุด
อันนี้เป็นน้ำเปล่าที่เอาไปครับมันยังเป็นน้ำแข็งอยู่เลยขนาดออกจากป่ามาแล้ว 5555
หลังจากนั่งแช่ที่ hut ประมานชั่วโมงนึงก็นั่งรถบัสลงมา ถึงเมือง Nikko ประมาน 18:00 กว่าๆครับ
ไม่ได้ไปเที่ยววัดหรือสะพานที่เปนแลนด์มาร์คของนิกโก้เลย T T
ลงเอยด้วยบียร์ ฉลองที่ผ่านประสบการณ์ -16 องศามาได้
โดยสรุปน้ำตกสวยมากๆครับคุ้มกับที่เหนื่อยไปมากๆ แต่ก็เป็น lesson learn เลยว่าต้องเตรียมสเบียงให้พร้อมกว่านี้ ไม่งั้นหิวตลอดทางแน่ๆ
ส่วนพวกเสื้อผ้าส่วนตัวคิดว่าถ้าได้ jacket กันลมกับถุงมือดีๆ ซักคู่น่าจะชิวกว่านี้ครับ จขกทใช้ถุงมือ GU กากมากครับ T T
วันถัดไปมีนัดกับ Uki san local guide ที่จะพาผมกัยเพื่อนไปปีนผาน้ำแข็งกันครับ เขาจะมารับเราตอน 9 โมงเช้า
เดี๋ยวจะกลับมาเขียนต่อนะคร้าบ